ข่าว

'ปากเกร็ดโมเดล'ร่วมใจเทศบาล-วัด-บ้าน

'ปากเกร็ดโมเดล'ร่วมใจเทศบาล-วัด-บ้าน

14 พ.ย. 2554

'ปากเกร็ดโมเดล'ร่วมแรงหนึ่งใจ'เทศบาล-วัด-บ้าน' : สัมภาษณ์พิเศษ โดย ปิยะนุช ทำนุเกษตรไชย

            ในมหาอุทกภัยครั้งนี้ แม้หลายพื้นที่จะจมบาดาลและระทมทุกข์ แต่ก็มีหลายพื้นที่ที่รอดพ้นแบบเหลือเชื่อ หนึ่งในนั้นคือ "อ.ปากเกร็ด" จ.นนทบุรี ซึ่งเป็นพื้นที่เสี่ยงสูง เพราะพื้นที่ติดน้ำ และรับน้ำ จากการคาดการณ์เบื้องต้นเชื่อกันว่า อย่างน้อยพื้นที่ "ปากเกร็ด" ต้องอยู่ใต้น้ำไม่ต่ำว่า 1.50 เมตร
   
          แต่เรื่องจริงที่เกิดขึ้นคือผลกระทบที่ได้รับกลับน้อยอย่างไม่น่าเชื่อ จนหลายคนตั้งคำถามว่าเป็นไปได้อย่างไร?   
         
          "วิชัย บรรดาศักดิ์" นายกเทศมนตรีปากเกร็ด เปิดเผยถึงเคล็ดลับ "มิชชั่นอิมพอสซิเบิล" ครั้งนี้ว่า เทศบาลได้วางแผนป้องกันโดยวางแนวกระสอบทรายและคันดินกั้นน้ำ ตลอดแนวริมฝั่งแม่น้ำเจ้าพระยา รวมถึงแนวคันริมคลองประปาจากคันคลองหกวามาถึงคลองประปานนทบุรีมีความยาวประมาณ 17 กม. แต่นั่นยังไม่เพียงพอ เพราะต้องเตรียมคนเข้าไปซ่อมและเสริมคันกั้นในทุกจุดที่มีปัญหาตลอด 24 ชม. ทำให้คันกั้นน้ำหลายจุดมีความสูงตั้งแต่ 3-5 เมตร เรียกได้ว่าเกินพอ
   
          กระนั้นก็อาจจะไม่เพียงพอเพราะเราก็ได้เห็นว่า หลายที่แม้จะมีคันกั้นแต่สุดท้ายก็พ่ายพลัง "น้ำ" ทำให้ต้องมีแผนสอง
   
          "ปากเกร็ด" ทำคันกั้นน้ำถึง 2 ชั้น พร้อมนำรถแบ็กโฮเตรียมพร้อมในจุดล่อแหลม และจ้างพนักงานรักษาความปลอดภัยเฝ้าระวังร่วมกับเจ้าหน้าที่ เพราะหากมีผู้ไม่หวังดีนำรถแบ็กโฮไปพังคันกั้นน้ำ จะส่งผลให้น้ำในแม่น้ำเจ้าพระยาทะลักเข้าท่วมเทศบาลปากเกร็ดทันที
   
          ขณะที่ชาวบ้านเองก็ไม่ปล่อยให้เป็นหน้าที่ของ "เทศบาล" เพียงอย่างเดียว
   
          แต่ถ้าหากน้ำทะลักเข้ามาจริงๆ ชาวบ้านยินยอมให้น้ำท่วมบ้าน โดยให้เทศบาลใช้ถนนติวานนท์เป็นคันกั้นน้ำแนวที่ 3 เพื่อป้องกันเมืองทองธานีและแหล่งเศรษฐกิจสำคัญไม่ให้น้ำท่วมจนได้รับเสียหาย
   
          อย่างไรก็ตามที่ "ปากเกร็ด" มีความพร้อมขนาดนี้ ไม่ใช่เรื่องที่เกิดขึ้นเพียงข้ามวันแต่เป็นเรื่องที่ต้องสร้างและเตรียมความพร้อมมาอย่างยาวนาน
   
          คน "ปากเกร็ด" เคยเจอน้ำท่วมใหญ่เมื่อปี 2538 ครั้งนั้นเสียหายประมาณ 20-30% ของพื้นที่ จากนั้นเป็นต้นมาการวางระบบก็เริ่มเกิดขึ้นและใช้งบประมาณไปกว่า 100 ล้านบาท เพื่อทำแนวคันกั้นและบำรุงรักษาสถานีสูบน้ำ 17 แห่ง
   
          แน่นอนว่าการทำงานทุกอย่างย่อมมีเสียงต้าน จน "เทศบาล" ต้องขอให้ "พระสงฆ์" เข้ามาช่วยเจรจากับชาวบ้านถึงผลเสียที่จะเกิดขึ้น ที่สุดทุกคนก็คล้อยตาม
   
          พระทุกวัดและครูทุกโรงเรียนในเทศบาลนครปากเกร็ด เป็นแกนนำสำคัญในการรวบรวมจิตอาสามากรอกกระสอบทราย ชาวบ้านเห็นพระทำก็มาช่วย และทำให้ทุกคนมีส่วนร่วมในการป้องกัน
   
          นายกเทศมนตรี เล่าว่า “การป้องกันน้ำท่วมไม่ใช่งานง่าย แรกๆ ชาวบ้านไม่เข้าใจ มาแอบขนกระสอบทรายของเทศบาลไปป้องกันบ้านตัวเอง จนเทศบาลต้องเอากระสอบทรายไปเก็บในวัด ขอให้พระช่วยดูแล โรงงานบางแห่งไม่ยอมให้เทศบาลเข้าไปวางคันกั้นน้ำ เพราะคิดว่ามีกำแพงที่มั่นคงแข็งแรง สุดท้ายเอาไม่อยู่ เทศบาลจึงต้องนำกระสอบทรายไปล้อมด้านหลังโรงงาน เพื่อป้องกันไม่ให้น้ำท่วมบ้านเรือนชาวบ้าน”
   
          อย่างไรก็ตาม แม้จะป้องกันอย่างดีเพียงใด แต่ก็ยังมีประมาณ 2,000 ครัวเรือนที่ต้องกลายเป็นผู้ประสบภัย ซึ่งเทศบาลก็มิได้ละทิ้งประชาชนที่ต้องทนทุกข์
   
          โดยมีทั้งการแจกถุงยังชีพ ที่ใช้หลักเกณฑ์คำนวณมื้อละ 30 บาท เฉลี่ยวันละ 90 บาทต่อคน ถุงยังชีพ 1 ถุงอยู่ได้ 7 วัน หลังจากแจกถุงแรกไปแล้วนับต่อไป 7 วัน ถ้าไม่มีหน่วยราชการใดนำถุงยังชีพมาแจกให้ผู้ประสบภัย เทศบาลต้องแจกซ้ำทุกๆ 7 วัน ไม่ใช่แจกครั้งเดียวจบ
   
          ส่วนชาวบ้านนอกแนวคันกั้นน้ำที่บ้านเรือนถูกน้ำท่วมขัง เทศบาลไม่เคยละเลย โดยเข้าไปทำสะพานไม้ให้พวกเขาดำรงชีวิตประจำอยู่ได้อย่างไม่ยากลำบาก พร้อมจัดส่งความช่วยเหลือเข้าไปตลอด
   
          โมเดลการดูแลพื้นที่นี้ "พระผดุงศักดิ์ โฆสิตธรรมโม" ผู้ช่วยเจ้าอาวาสวัดสลักเหนือกล่าวให้ฟังว่า วัดเองเมื่อเริ่มทราบข่าวว่ามหาอุทกภัยกำลังจะมาเยือน ก็ได้ขอยืมดินจากคลังแสงและนำทรายมาให้วัด โดยมีแรงงานเป็นพระ ชาวบ้าน รวมถึงแรงงานชาวพม่าและกัมพูชาซึ่งทำงานในโรงงานต่างๆ มาช่วยกันกรอกกระสอบทราย และวางแนวคันกั้นน้ำ
   
          ในช่วงน้ำทะเลหนุนสูง พระในวัดจะเข้าเวรเฝ้าเครื่องสูบน้ำ ตกกลางคืนชาวบ้านจะมารับหน้าที่ต่อโดยโรงเรียนจะรับหน้าที่หุงหาอาหารเลี้ยงจิตอาสาและชาวบ้านที่มาช่วยกรอกกระสอบทราย
   
          "อาตมาเรียกชาวบ้านมาพูดคุยว่า หากคันกั้นน้ำเอาไม่อยู่จะทำอย่างไร ซึ่งได้ข้อตกลงร่วมกันว่า วัดและชาวบ้านจะยอมให้น้ำท่วม และให้เทศบาลกั้นน้ำบนถนนติวานนท์ เพื่อรักษาพื้นที่เศรษฐกิจไว้ เราอยู่กับน้ำต้องเข้าใจธรรมชาติของน้ำ ตอนนี้ไม่มีใครกลัวน้ำ ต่อให้มาสูง 3 เมตร ก็มั่นใจว่าเอาอยู่”
   
          "งานแบบนี้ให้ชาวบ้านทำไม่ได้ เสี่ยงต่อการวิวาทบาดหมาง แต่พระพูดได้ เพราะมีผ้าเหลืองเป็นเกราะกำบัง"
   
          "มิชชั่นอิมพอสซิเบิล" ครั้งนี้ จึงเป็นไปได้ด้วยความร่วมใจทั้งของ "เทศบาล-วัด-บ้าน"