ข่าว

นิวไทยแลนด์

นิวไทยแลนด์

14 พ.ย. 2554

นิวไทยแลนด์ : วันเว้นวันจันทร์ พุธ ศุกร์ กับประภัสสร เสวิกุล

          หากมองในแง่ดี มหาอุทกภัยคราวนี้ก็ได้ให้บทเรียนหลายอย่างแก่ประเทศไทยและคนไทย อยู่ที่ว่าเราจะรู้สึกตัวหรือไม่และปรับเปลี่ยนพฤติกรรมของตนเองเพื่อรับมือกับวิบัติภัยครั้งใหม่หรือไม่ หรือว่าจะปล่อยให้
   
          เหตุการณ์ครั้งนี้ผ่านเลยไป เช่นเดียวกับหลายต่อหลายเหตุการณ์ที่เคยเกิดขึ้นมาก่อนหน้านี้
   
          คนไทยนั้นแม้จะมีนิสัยที่ดีๆ อยู่มาก แต่ก็มีนิสัยที่ไม่ค่อยดีอยู่ด้วยหลายอย่าง อย่างแรกที่เห็นกันทั่วไปก็คือการขาดระเบียบวินัยชอบทำอะไรตามใจของตัวเองมากกว่าจะยึดถือกรอบเกณฑ์กติกาที่มีอยู่ อย่างที่สองก็คือการเล่นลิ้นหรือหลีกเลี่ยงเอาตัวรอดแบบศรีธนญชัย และสุดท้ายคือการไม่ค่อยจะจดจำหรือหลาบจำกับเรื่องต่างๆ ดังนั้น จึงไม่ใช่สิ่งที่น่าประหลาดใจที่ประวัติศาสตร์ของประเทศไทยมักจะย้อนรอยอยู่เสมอ และเหตุการณ์บางเรื่อง
   
          แม้จะเพิ่งเกิดขึ้นไม่นานเท่าไหร่ แต่คนไทยก็ลืมเสียสนิท และคิดใหม่ทำใหม่ในแบบเดิมที่ผิดพลาดต่อไป
   
          ตั้งแต่น้ำเริ่มท่วมคราวนี้ ก็มีแนวคิดเรื่องการ “รื้อสร้าง” ประเทศไทยเกิดขึ้นอย่างกว้างขวาง ด้วยความรู้สึกที่เกิดขึ้นหลังความเสียหายอย่างรุนแรงของทุกภาคส่วนในพื้นที่กว่าครึ่งหนึ่งของประเทศ ทำให้มองเห็นถึงสาเหตุของปัญหาว่า ประเทศไทยขาดการวางแผนรองรับการเจริญเติบโตอย่างมีประสิทธิภาพ ซึ่งปัจจัยดังกล่าวนำไปสู่ปัญหาด้านผังเมือง สาธารณูปโภค การป้องกันสาธารณภัย ระบบระบายน้ำ ตลอดจนการมีส่วนร่วมอย่างเข้มแข็งของชุมชนในท้องถิ่นและสังคม ทั้งนี้และทั้งนั้น ก็เป็นเพราะเราปล่อยปละละเลยให้การปลูกสร้างบ้านเรือน
   
          อาคารพาณิชย์ หรืออาคารชุด เป็นไปตามอัธยาศัย โดยไม่ได้คำนึงถึงผลกระทบทางนิเวศวิทยา ภูมิทัศน์ การบรรเทาสาธารณภัย หรือแม้แต่ความปลอดภัยของชีวิตผู้คน ซึ่งหากจะใช้วิกฤติครั้งนี้เป็นโอกาสในการปรับปรุงผังเมืองใหม่ ให้เกิดความเป็นระเบียบเรียบร้อย และเตรียมความพร้อมสำหรับอุบัติภัยในอนาคต ก็จะเป็นประโยชน์อย่างยิ่ง
   
          ในส่วนของอุตสาหกรรม ก็คงเป็นที่ประจักษ์ชัดแจ้งแล้วว่าที่ตั้งของนิคมอุตสาหกรรมแห่งไหนที่เป็นจุดเสี่ยงต่ออันตราย ดังนั้น จึงน่าจะหาทางขยับขยายไปสร้างนิคมอุตสาหกรรมในที่ใหม่ที่ปลอดภัยจากปัญหาน้ำท่วม ซึ่งแต่เดิมสถานที่ตั้งของนิคมอุตสาหกรรมเหล่านั้นอาจมีความเหมาะสมเนื่องจากเงื่อนไขทางด้านสาธารณูปโภคหรือการคมนาคม แต่จากเหตุการณ์ครั้งนี้ เราก็คงจะเห็นแล้วว่าการสร้างสิ่งอำนวยความสะดวกต่างๆ นั้น เป็นตัวเงินที่ต่ำกว่าเครื่องจักรและมูลค่าของผลผลิต โดยเฉพาะอย่างยิ่งคือการสูญเสียตลาดในต่างประเทศ
   
          สำหรับภาคเกษตร ก็คงจะต้องวางระบบชลประทานทั้งประเทศอย่างเต็มรูปแบบ เพื่อสามารถกักน้ำ ระบายน้ำ ถ่ายเทน้ำ ไปสู่พื้นที่เกษตรกรรม และปรับปรุงเส้นทางและระบบที่จะผันน้ำลงสู่ทะเลภายในเวลาที่รวดเร็ว
   
          ที่กล่าวมานี้ คงเป็นแค่บางส่วน และยังมีเรื่องอื่นๆ ทั้งการบริหารจัดการ และการปรับปรุงแก้ไข ที่จะต้องลงมือทำกันอย่างจริงจังทันทีหลังน้ำลด โครงการเหล่านี้จะเรียกว่า “นิวไทยแลนด์” หรือ “รีโนเวทประเทศไทย” ก็ตามแต่จะเรียกกันเถอะครับ เพราะความสำคัญไม่ได้อยู่ที่ชื่อของโครงการ แต่อยู่ที่การคิดและการทำให้เกิดผลสำเร็จเป็นรูปธรรม อย่าให้เป็นเพียงแค่ความคิดที่มากับสายน้ำ และผ่านเลยไปกับสายลมก็แล้วกัน
   
          ก็ต้องถือว่ารัฐบาลนี้โชคดีที่มีผู้หลักผู้ใหญ่ที่เห็นแก่ประโยชน์สุขของบ้านเมือง ยอมเปลืองตัวมาร่วมแก้ไขปัญหาที่หมักหมมอมโรคให้ เพื่อสร้างประเทศไทยโฉมใหม่หลังวิกฤติการณ์น้ำท่วม อย่างไรก็ตาม คนที่ทำมักไม่ค่อยพูด ส่วนคนที่พูดมักจะไม่ค่อยทำ ดังนั้น รัฐบาลก็ควรจะต้องระวังปากคำของคนในพรรคเอาไว้ด้วย
   
          อย่าให้ผู้ใหญ่ที่ยอมเปลืองตัว ต้องเปลืองใจซ้ำสองเลยครับ