ข่าว

เช็กความมั่นใจสุวรรณภูมิ'เอาอยู่'

เช็กความมั่นใจสุวรรณภูมิ'เอาอยู่'

13 พ.ย. 2554

เช็กความมั่นใจ'สุวรรณภูมิ'พร้อมรับมือน้ำการันตี'เอาอยู่' :อนัญชนา สาระคู รายงาน

          แม้สถานการณ์น้ำในภาพรวมดูเหมือนจะดีขึ้นตามการบอกกล่าวของรัฐบาล แต่ในหลายพื้นที่ ทั้งทางฝั่งตะวันตกและฝั่งตะวันออกของกรุงเทพมหานคร ก็ยังเต็มไปด้วยน้ำก้อนใหญ่ที่กำลังหาทางออกลงสู่ทะเล ขณะเดียวกันหลายฝ่ายกำลังลุ้นว่า พื้นที่ที่สำคัญทางเศรษฐกิจของประเทศที่เหลืออยู่ โดยเฉพาะนิคมอุตสาหกรรมบางชัน และนิคมอุตสาหกรรมลาดกระบัง จะสามารถป้องกันจากอุทกภัยครั้งนี้ได้หรือไม่ “สนามบินสุวรรณภูมิ” ก็เป็นอีกหนึ่งจุดยุทธศาสตร์ทางเศรษฐกิจที่สำคัญ ที่มีความพยายามปกป้องกันอย่างเต็มที่เช่นกัน

          อย่างไรก็ตาม จากการตรวจสอบความมั่นใจล่าสุดจากผู้บริหารสนามบินสุวรรณภูมิ ได้ยืนยันถึงความเชื่อมั่นว่า “ระบบป้องกันน้ำท่วม” ที่มีประสิทธิภาพ และแผนการบริหารจัดการน้ำทั้งภายในและรอบนอกพื้นที่สนามบิน จะทำให้สามารถฝ่าฟันวิกฤติน้ำท่วมในครั้งนี้ไปได้อย่างแน่นอน


ชูระบบป้องกันมีประสิทธิภาพ

          นายสมชัย สวัสดีผล รองกรรมการผู้อำนวยการใหญ่ บริษัทท่าอากาศยานไทย จำกัด (มหาชน) หรือ ทอท. และรักษาการผู้อำนวยการท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ กล่าวว่า ทอท.มีความมั่นใจครบทั้ง 100% ในระบบการป้องกันน้ำในสนามบินสุวรรณภูมิว่ามีประสิทธิภาพ สามารถป้องกันน้ำได้เป็นอย่างดี ตลอดจนแผนการจัดการบริหารน้ำทั้งภายในสนามบิน และพื้นที่รอบนอก เพื่อผันน้ำลงสู่ทะเลโดยเร็ว อันเป็นการช่วยเหลือชุมชนใกล้เคียงสนามบินสุวรรณภูมิไม่ให้ได้รับความเดือดร้อนมากนัก
   
          ระบบการป้องกันน้ำท่วมภายในสนามบินนั้น เรามีเขื่อนดินล้อมรอบพื้นที่สนามบิน รวมระยะทางยาว 23.5 กิโลเมตร มีฐานกว้าง 37 เมตร และมีความสูง 3.5 เมตรจากระดับน้ำทะเล โดยช่วงที่ผ่านมา กรมทางหลวงมีการเจาะทดสอบความแข็งแรงของดิน พบว่าเขื่อนดินมีเสถียรภาพตามาตรฐานความปลอดภัยที่ได้ออกแบบไว้ หากน้ำโดยรอบพื้นที่ไม่เกิน 3.5 เมตร เขื่อนดินจะสามารถป้องกันน้ำจากภายนอกพื้นที่ได้
   
          นอกจากนี้ยังมีการตรวจสภาพเขื่อนและดูแลบำรุงรักษาสภาพความแข็งแกร่งทั้งด้านในและด้านนอกเขื่อนตลอด 24 ชั่วโมง เพื่อให้มั่นใจว่าเขื่อนอยู่ในสภาพปกติและมีมาตรฐาน แต่ก็มีการเตรียมความพร้อมกรณีฉุกเฉิน โดยรวมกับกรมทางหลวง กระทรวงคมนาคม เตรียมวัสดุอุปกรณ์ต่างๆ เพื่อจะเข้าไปซ่อมแซมและเสริมเขื่อนได้ทันที และเมื่อเร็วๆ นี้ องค์กรความร่วมมือระหว่างประเทศของญี่ปุ่น (ไจก้า) ได้ส่งเจ้าหน้าที่ผู้เชี่ยวชาญทางด้านวิศวกรรมมาดูระบบป้องกันน้ำท่วมที่สนามบินสุวรรณภูมิ ซึ่งได้แสดงความมั่นใจในระบบดังกล่าวเช่นกัน
   
          ส่วนการบริหารจัดการน้ำภายในสนามบินนั้น จะมีคลองระบายน้ำทั่วพื้นที่ เพื่อระบายน้ำสู่อ่างเก็บน้ำขนาดใหญ่ ซึ่งสามารถรองรับน้ำได้ถึง 4 ล้านลูกบาศก์เมตร ที่ขณะนี้มีปริมาณน้ำอยู่เพียง 1 ล้านลูกบาศก์เมตร ทำให้ยังสามารถรองรับน้ำได้อีก 3 ล้านลูกบาศก์เมตร ทั้งยังมีเครื่องสูบน้ำ 2 สถานีทางทิศใต้ของสนามบิน รวม 8 เครื่อง สามารถสูบน้ำออกจากสนามบินได้ปริมาณ 12 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที หรือประมาณ 1 ล้านลูกบาศก์เมตรต่อวัน
   
          “กรณีที่มีความวิตกกังวลว่าอาจจะมีน้ำซึมผ่านเข้าสนามบินทางท่อระบายน้ำ ก็ขอยืนยันว่า น้ำไม่สามารถไหลซึมเข้ามาได้ เพราะสนามบินสุวรรณภูมิเป็นสนามบินที่ออกแบบให้เป็นระบบปิด จะไม่มีการเชื่อมต่อระบบท่อจากภายนอก ส่วนแอร์พอร์ต เรลลิงค์ก็จะเป็นทางยกระดับข้ามเขื่อนเข้ามาในพื้นที่สนามบิน น้ำจากภายนอกไม่สามารถซึมผ่านมาทางช่องทางดังกล่าวได้” นายสมชัย กล่าว
   
          นายสมชัยกล่าวอีกว่า นอกจากการบริหารจัดการน้ำภายในพื้นที่สนามบินสุวรรณภูมิแล้ว ทอท.ยังให้ความสำคัญกับการระบายน้ำในพื้นที่รอบนอกด้วย โดยส่งเจ้าหน้าที่ไปสำรวจคูคลองต่างๆ ที่อยู่โดยรอบ โดยเฉพาะทางทิศใต้ของสนามบินซึ่งมีถึง 13 คลอง พบว่าหน่วยงานที่เกี่ยวข้องดำเนินการขุดลอกคลองเพื่อเตรียมการรองรับน้ำไว้แล้ว พบว่ามีเพียงเล็กน้อยที่ยังมีสิ่งกีดขวาง เช่น ผักตบชวา และขยะ ซึ่งสนามบินได้ส่งเจ้าหน้าที่ไปดำเนินการขุดลอกคลองนั้นๆ แล้ว
   
          “นอกจากจะดูแลภายในสนามบินสุวรรณภูมิแล้ว เรายังดูแลด้านนอกด้วย โดยส่งหน่วยดับเพลิงไปทำการสำรวจใต้สะพานตามคลองต่างๆ เพื่อขจัดอุปสรรคการไหลผ่านของน้ำให้ผ่านไปโดยเร็ว เป็นการช่วยลดความเดือดร้อนให้แก่ประชาชนในพื้นที่รอบๆ สนามบิน ถือเป็นการเข้ามดูแลเรื่องบริหารจัดการน้ำเพิ่มเติม เพราะเรามั่นใจอยู่แล้วว่าระบบป้องกันของสนามบินมีความแข็งแกร่งดี” นายสมชัย กล่าวและว่า อย่างไรก็ตาม ทางสนามบินสุวรรณภูมิยังต้องมีการประเมินสถานการณ์ต่อเนื่อง ทั้งการเตรียมแผนรองรับกรณีเกิดความเสี่ยง แม้เราจะมั่นใจว่าสนามบินสุวรรณภูมิจะมีความปลอดภัยจากภัยน้ำท่วมในครั้งนี้ทั้ง 100% ก็ตาม


การบินไทย-นกแอร์เชื่อแข็งแกร่ง
   
          ด้าน นาวาอากาศตรี พงศ์ภีระ ไพศาลกุลวงศ์ ผู้อำนวยการใหญ่ ฝ่ายความปลอดภัย ความมั่นคง และมาตรฐานการบิน หรือ ซีม็อค บริษัทการบินไทย จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า มีความมั่นใจมากว่าสนามบินสุวรรณภูมิจะไม่ได้รับผลกระทบจากน้ำท่วม โดยมั่นใจในนโยบายของรัฐบาลซึ่งมีความชัดเจนในการผันน้ำไปทางตะวันออกสู่คลอง 13 และคลองพระองค์เจ้าไชยานุชิต ทำให้ปริมาณน้ำที่จะมาทางสนามบินสุวรรณภูมิมีไม่มากนัก ขณะเดียวกันมั่นใจในเขื่อนดินของสนามบิน ซึ่งมีฐานกว้าง 37 เมตร และสูง 3.5 เมตรจากระดับน้ำทะเล ขณะนี้ปริมาณน้ำที่มีรอบสนามบินสุวรรณภูมิไม่เกิน 40 เซนติเมตร ซึ่งถือว่ายังไม่เป็นอันตราย
   
          ส่วนบริษัทการบินไทยยังมีแผนรองรับใน 3 ระดับด้วยกัน คือ ระดับการเฝ้าระวัง การเตรียมความพร้อมย้าย และการบรรเทา ฟื้นฟู ขณะนี้ถือว่ายังอยู่ในระดับของการเฝ้าระวัง และแม้เราเองจะมีความมั่นใจ แต่ก็ยังคงติดตามสถานการณ์การบริหารจัดการน้ำอย่างใกล้ชิด
   
          ขณะที่ นายพาที สารสิน ประธานเจ้าหน้าที่บริหารสายการบินนกแอร์ กล่าวว่า ทางสายการบินนกแอร์ในฐานะที่เป็นผู้ประสบภัยจากน้ำท่วมมาก่อน แม้จะมีความมั่นใจต่อสนามบินสุวรรณภูมิ แต่ก็เตรียมแผนสำรองในการย้ายเผื่อกรณีฉุกเฉินไว้อีกเช่นกัน โดยสนามบินที่อู่ตะเภาจะเป็นฐานสำรองแห่งต่อไป สำหรับผู้โดยสารที่จะเดินทางมาใช้บริการที่สนามบินสุวรรณภูมิ แนะนำเส้นทางที่สะดวกที่สุดคือ เดินทางมาทางถนนบางนา-ตราด
   
          การย้ายฐานจากสนามบินดอนเมือง ซึ่งประสบกับปัญหาน้ำท่วม มาที่สนามบินสุวรรณภูมิล่าสุดสามารถให้บริการแก่ผู้โดยสารได้ในระดับเกือบเป็นปกติแล้ว ทั้งอุปกรณ์ต่างๆ ตารางการบินก็ลงตัวขึ้น ซึ่งการจะย้ายสนามบินนั้น ปกติแล้วจะต้องใช้เวลาอย่างน้อย 6 เดือน แต่การอพยพที่ผ่านมาของสายการบินนกแอร์ใช้เวลาเพียง 24 ชั่วโมงเท่านั้น