
แนวทางแก้ปัญหา'น้ำท่วม'แบบยั่งยืน
แนวทางแก้ปัญหา'น้ำท่วม'แบบยั่งยืน:คลินิคคนรักบ้าน
เป็นที่ทราบกันดีครับว่า “อภิมหาวาตภัย” ครั้งร้ายแรงที่สุดในรอบ 50 ปี ในครานี้ ซึ่งผมเชื่อว่าความเสียหายที่ได้เกิดขึ้นนั้น รุนแรงกว่าครั้งแผ่นดินไหวถล่ม “เซ็นได” ที่ “ญี่ปุ่น” เสียอีก เพราะความเสียหายได้แผ่ขยายออกไปเป็นบริเวณกว้างกว่า 62 จังหวัด เป็นอาคารบ้านเรือนเกือบ 2 ล้านหลัง ทำให้มีผู้คนที่ต้องประสบเคราะห์กรรมกว่า 10 ล้านคน และที่น่าสังเวชใจคือ เกือบ 500 ชีวิตที่ต้องมาล้มหายตายจากกันไปก่อนเวลาอันควร ก็คงไม่ต้องอธิบายถึงผลกระทบเป็นลูกโซ่ที่กำลังจะตามมา
เชื่อกันว่า “อาฟเตอร์ช็อกเอฟเฟกท์” จะทวีความรุนแรงเพิ่มมากขึ้นหลายเท่าทวีคูณ ดังจะเห็นได้จากการประเมินอย่างไม่เป็นทางการจากหลายสำนักว่า “จีดีพี” ของประเทศในปีนี้จะขยายตัวเพียงแค่ 2% ซึ่งบ่งชี้ถึงสภาวะเศรษฐกิจกำลังถดถอย หมายถึง จะมีคนตกงานอีกหลายล้านคน แค่เฉพาะคนตกงานจากสาเหตุน้ำท่วมก็กว่า 600,000 คนเข้าไปแล้ว จะส่งผลให้ประเทศจะตกอยู่ในสภาวะ “ข้าวยากหมากน้ำมันแพง” โดยเฉพาะอย่างยิ่งในวงการก่อสร้าง จะเห็นได้ว่าในปัจจุบันวัสดุอุปกรณ์ต่างๆ พากันขึ้นราคา 15-35% มิหนำซ้ำบางประเภทยังขาดแคลน ถึงมีเงินก็หาซื้อไม่ได้ จึงขอฟันธงลงไปตรงนี้ว่า อุตสาหกรรมก่อสร้างโดยเฉพาะอย่างยิ่งในภาค “อสังหาริมทรัพย์” รับรองว่าฟุบแน่ และคงอีกหลายปีครับกว่าจะฟื้นคืนกลับมาดีดังเดิม
หลายสัปดาห์ที่ผ่านมาผมและ “คณะสถาปนิกและวิศวกรจิตอาสา” ได้ทุ่มเทอดตาหลับขับตานอนเพื่อที่จะแสวงหารูปแบบ “บ้านที่สามารถสู้กับภัยน้ำท่วม 2-4 เดือน” และได้มีโอกาสไปบรรยายให้ความรู้ตาม “ศูนย์ผู้อพยพฯ” หลายแห่ง ได้มีโอกาสไปรับฟังความคิดเห็นของบรรดาเพื่อน “ร่วมทุกข์” ไปตั้งแต่เช้ากว่าจะกลับก็เย็นย่ำครับ ได้รับฟังความรู้สึก ของบรรดาคนที่สิ้นเนื้อประดาตัว เพราะส่วนใหญ่คนที่อยู่ตาม “ศูนย์ผู้อพยพฯ” นั้น หมายถึงไม่มีที่จะไป บางคนเล่าให้ผมฟังพร้อมกับน้ำตาว่า มีเพียงแค่เสื้อผ้าเก่าๆ ติดตัวมา และหลังน้ำลดแล้วก็ยังคิดไม่ออกว่าจะทำอะไร อีกทั้งยังมีความกังวลเป็นที่สุดว่า ปีหน้าน้ำจะมาอีกหรือไม่
ในการศึกษาค้นคว้าหารูปแบบ “บ้านไม่บาน” ที่สามารถต้านภัยน้ำท่วมนั้น ผมเชื่อว่ากระบวนการศึกษาที่สำคัญ คือ ต้องไปหาผู้รู้จริงในศาสตร์นั้นๆ ให้เข้ามาร่วมด้วยช่วยกันหารูปแบบ “บ้านต้นแบบ” และหา “วิธีการสร้างบ้านต้นแบบ” ที่จะสามารถยืนหยัดสู้กับภัยน้ำท่วมได้อย่างน้อย 2-4 เดือน โดยไม่ต้องพึ่งพาความช่วยเหลือจากใครหรือรอให้ใครมาแจก “ถุงยังชีพ” เพราะมีเท่าไรแจกกันเท่าไรก็ไม่เคยพอหรอกครับ แต่ในทางกลับกัน ผมเชื่อว่าเราจำเป็นต้องสอนให้เขา “จับปลา” มิใช่รอรับปลาที่มาแจก เพราะวันใดคนแจกไม่อยู่แล้วหรือบรรดาของที่แจกหมดแล้วจะทำอย่างไร ดังนั้นจึงจำเป็นต้องแนะนำให้พวกเขาเรียนรู้ที่จะอยู่ร่วมกับน้ำที่หลากท่วมได้และยังเป็นแนวทางในการก้าวไปข้างหน้าอย่างยั่งยืน เรียนรู้ที่จะอยู่ร่วมกับน้ำ และปรับตัวให้เข้ากับวิถีของ “วัฒนธรรมน้ำ”
จะว่าไปแล้วคนไทยโบราณได้เรียนรู้ที่จะมีชีวิตอยู่อย่างถึงพร้อมด้วยประโยชน์และความสุขในฤดูน้ำหลาก แต่พอเราได้ละทิ้งรากเหง้าทางวัฒนธรรมของเราเอง ก็เสียหายยับเยินอย่างที่เห็นอย่างที่เป็นนี้แหละครับ ก็คงจะโทษใครไม่ได้นอกจากโทษตัวเองก็เพียงเพราะเราอยากเป็นเหมือนอย่างเขาอยากทันสมัยเหมือนอย่างเขา แต่ไม่อยากเป็นอย่างเรา ยังไม่สายหรอกครับที่จะฟื้นฟูบรรดา “ของดีมีอยู่” โดยการกลับไปศึกษา “ภูมิบ้าน ภูมิเมือง ภูมิสังคม” ที่แทรกตัวอยู่อย่างเงียบเชียบในบรรดา “ภูมิปัญญาพื้นถิ่น” ซึ่งผมเชื่อว่าจะนำมาซึ่งแนวทางในการแก้ปัญหา “น้ำท่วม” อย่างยั่งยืนในอนาคตครับ



