
เตือน'สื่อดราม่า'อย่าลืม'คุณค่าข่าว'
เตือน'สื่อดราม่า'อย่าลืม'คุณค่าข่าว : โต๊ะรายงานพิเศษ
วิกฤติน้ำท่วมที่เกิดขึ้นใน 25 จังหวัด ทำให้คนไทยกว่า 3 ล้านคนกลายเป็นผู้ประสบภัยทันที เมื่อ 3 เดือนก่อน สื่อมวลชนหลายสำนักรายงานข่าวชาวบ้านเดือดร้อนจากน้ำท่วม นำเสนอภาพสถานพยาบาลและชุมชนถูกน้ำท่วม กลายเป็นภาพข่าวทีวีเรียกน้ำตาผู้ชมทางบ้านทั่วประเทศ ขณะที่นักวิชาการนิเทศศาสตร์หลายคนแสดงความเห็นว่าผ่านเฟซบุ๊ก เว็บบอร์ด หรือโซเชียลมีเดียต่างๆ ถึงการทำหน้าที่ของสื่อในวิกฤติน้ำท่วมว่า เป็นการรายงานข่าวแบบ "ดราม่า" นักข่าวบางคนสร้างความดังด้วยการตอกย้ำความหายนะในทุกภาคส่วนสังคม ส่งผลให้คนดูข่าวเครียดและตื่นตระหนกเกินความจริง
ดร.เสริมศิริ นิลดำ อาจารย์โปรแกรมวิชานิเทศศาสตร์ คณะวิทยาการจัดการ ม.ราชภัฎเชียงราย เจ้าของงานวิจัย “คุณค่าข่าวในภาวะวิกฤตทางสังคม” ที่ได้รับรางวัลวิทยานิพนธ์ดีเด่นประจำปี 2553 จากสำนักงานคณะกรรมการวิจัยแห่งชาติ (วช.) อธิบายความหมายของ “สื่อดราม่า” หรือ “ข่าวดราม่า” ว่า เป็นการเสนอข่าวเร้าอารมณ์ เน้นบีบเค้นความรู้สึกของผู้ชมหรือผู้อ่านเป็นหลัก โดยใช้เทคนิคการสร้างเนื้อข่าว ภาษาข่าวและลำดับเรื่องราวเหมือนละคร เช่น ข่าวภัยพิบัติมีโครงเรื่องแบบโศกนาฏกรรมเคราะห์ซ้ำกรรมซัด คนยากจนถูกน้ำท่วม มีเด็ก คนแก่ คนพิการเดือดร้อนไม่ได้รับความช่วยเหลือ หรือโครงเรื่องแสดงความขัดแย้งของ 2 ฝ่าย เช่น ระหว่างฝั่งถูกน้ำท่วมกับฝั่งน้ำแห้งเพราะคันกั้นน้ำ หรือความขัดแย้งระหว่างหน่วยงานรัฐที่แก้ปัญหา ฯลฯ รวมทั้งการมีฮีโร่เข้ามาช่วยแก้ไขปัญหา
“กลวิธีของข่าวดราม่าคือ การใช้ภาพและภาษาบ่มเพาะอารมณ์ของคนในสังคม เช่น ภาพน้ำท่วมมิดหลังคาบ้าน ภาพรถทั้งคันจมอยู่ใต้น้ำ ภาพเหยื่อที่เป็นเด็ก-คนป่วย-คนชราและคนยากจนที่โชคร้ายซ้ำซากน้ำท่วม การถ่ายภาพระยะใกล้เน้นไปที่สีหน้าแววตา น้ำเสียงบีบคั้นอารมณ์ รวมถึงการใช้เพลงประกอบ ตลอดจนภาษาที่ขยายความรู้สึกน่าสะพรึงกลัว เช่น มวลน้ำมหาศาลขนาดใหญ่ ฯลฯ สิ่งเหล่านี้มุ่งกระตุ้นอารมณ์ทางลบ ทำให้คนเกิดอาการ “อิน” กับภัยพิบัติ สื่อมวลชนไทยใช้เทคนิคเสนอข่าวแบบดราม่ามานานแล้ว รวมทั้งมหาอุทกภัยครั้งนี้ด้วย ข่าวดราม่าที่ถูกเสนอต่อเนื่องหลายเดือนที่ผ่านมา ส่งผลให้คนติดตามข่าวรู้สึกจิตตก เครียดและหดหู่ แม้ตัวเองไม่ได้รับผลกระทบโดยตรงก็ตาม แต่ทางกลับกันข่าวดราม่าก็มีประโยชน์ ทำให้เกิดความเห็นอกเห็นใจชะตากรรมของเพื่อนมนุษย์ อารมณ์เหล่านี้กระตุ้นให้อยากบริจาคสิ่งของหรือออกไปช่วยเหลือเหยื่อน้ำท่วม เทคนิคดราม่าต้องใช้อย่างระมัดระวัง ไม่แอบแฝงประโยชน์ตนเอง ไม่เสนอข่าวบีบคั้นอารมณ์จนประชาชนรู้สึกเครียดหรือหดหู่มากเกินไป ควรปลอบประโลมหรือชี้แนะทางออกของปัญหาด้วย” เจ้าของงานวิจัยระบุ
นักวิชาการข้างต้นกล่าวแนะนำว่า ข่าวช่วงภาวะวิกฤติต้องคำถึงถึง “คุณค่าข่าว” (News Values) อาจต้องปรับวิธีคิดและเลือกมุมเสนอข่าวให้สร้างสรรค์กว่าเดิม เช่น “ด้านองค์ความรู้” “ด้านการตรวจสอบ” “ด้านความขัดแย้ง” “ความรอบด้าน” โดยความรู้ควรเป็นเนื้อเดียวกับข่าว ทำให้รู้ที่มาที่ไปของปัญหาน้ำท่วมและเตรียมรับมือให้ได้ ส่วนการตรวจสอบหน่วยงานต่างๆ จำเป็นมาก แต่ต้องระมัดระวังไม่เสนอด้านเดียวจนประชาชนขาดความเชื่อถือในการทำงานของหน่วยงานรัฐ ด้านความขัดแย้งถือเป็นแง่มุมที่มีคุณค่า แต่ต้องไม่สับสน เช่น การแก้ปัญหามีหลายวิธี นักวิชาการมาจากหลายสำนัก แนวคิดและประสบการณ์แตกต่างกันไป สื่อต้องสรรหานักวิชาการที่หลากหลายและรู้ลึกรู้จริง ไม่เลือกเฉพาะคนเดิมซ้ำๆ เพื่อประมวลหาทางออกที่ดีที่สุด
ขณะที่ ดร.วัลลภ ปิยะมโนธรรม นักจิตวิทยาประจำโครงการศูนย์ให้คำปรึกษาและพัฒนาศักยภาพมนุษย์ ม.ศรีนครินทรวิโรฒ (มศว) วิเคราะห์ว่า การรายงานข่าวของสื่อมวลชนส่งผลกระทบต่อความรู้สึกของคนทั่วประเทศ โดยเฉพาะภาพที่ร้ายๆ จะซ้ำเติมความรู้สึกได้มาก เช่น ภาพคนแย่งถุงยังชีพ แย่งขวดน้ำ ในด้านจิตวิทยาแล้ว ผู้ที่รับรู้เรื่องทุกข์ร้ายซ้ำๆ จะมีทางออก 2 ทาง คือ "สู้" หรือ "ถอยหนี" เช่น เมื่อเห็นข่าวคนทุกข์ยากจากน้ำท่วมผ่านทีวีทั้งวัน อาจเกิดความฮึดอยากสู้กระตือรือร้นออกไปเป็นจิตอาสาช่วยเหลือ หรืออาจถอยหนีเพราะรู้สึกแย่จนปิดประตูไม่รับรู้อะไรทั้งสิ้น ดังนั้นสื่อต้องพิจารณาเนื้อหาโดยรวมอย่างละเอียดก่อนที่จะเสนอออกไป วิกฤติน้ำท่วมครั้งนี้ต่างจากภัยธรรมชาติที่ผ่านมา เพราะต่อเนื่องยาวนานหลายเดือน ภาพและข่าวเริ่มซ้ำซาก เป็นการถกเถียงระหว่างหน่วยงานต่างๆ เหยื่อน้ำท่วมมากมายที่ไม่ได้รับการช่วยเหลือ ฯลฯ
"ช่วงนี้ต้องจัดทีมเดินทางไปศูนย์พักพิงหลายแห่ง เพื่อชวนผู้ประสบภัยทำกิจกรรมให้หายเครียด ถ้าใครรู้สึกเศร้าสร้อย เป็นกังวลและหดหู่กับข่าวน้ำท่วมมาก จะแนะนำให้เลือกดูข่าวที่มีประโยชน์ เสนอแง่การให้สติ แง่ความคิดสร้างสรรค์ ข้อมูลเหล่านี้ทำให้รู้สึกผ่อนคลาย และหันมาช่วยฟื้นฟูขวัญและให้กำลังใจซึ่งกันและกัน เช่นในศูนย์พักพิงควรจัดกิจกรรมเพิ่มพลังชีวิตและจิตใจอย่างต่อเนื่อง ทำให้รู้สึกว่าตัวเองมีคุณค่าอย่าท้อแท้ ท้อถอย จะช่วยเพิ่มพลังชีวิตให้อยากลุกขึ้นมาสู้น้ำท่วมต่อไป" นักจิตวิทยากล่าวแนะนำทิ้งท้าย



