ข่าว

ถกงบแค่น้ำจิ้มของจริงเรื่อง'น้ำท่วม'

ถกงบแค่น้ำจิ้มของจริงเรื่อง'น้ำท่วม'

11 พ.ย. 2554

ถกงบแค่น้ำจิ้มของจริงเรื่อง'น้ำท่วม' : ขยายปมร้อน โดยสมถวิล เทพสวัสดิ์

            ต้องเรียกว่า "แค่น้ำจิ้ม!"
   
            สำหรับการประชุมสภาผู้แทนราษฎร เพื่อพิจารณาร่างพระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ 2555 เพราะการประชุม 2 วันที่ผ่านมาได้รับความสนใจจากประชาชนค่อนข้างน้อย เนื่องจากทุกฝ่ายกำลังมุ่งความสนใจอยู่ที่ "สถานการณ์น้ำท่วม"
   
            แต่ผู้ที่ติดตามอยู่หน้าทีวี ดูการอภิปรายการจัดสรรงบประมาณฯ ครั้งนี้จะเห็นว่าเนื้อหาส่วนใหญ่ก็มุ่งให้ความสนใจและให้ความสำคัญเกี่ยวกับการจัดสรรงบประมาณทั้งด้านการเยียวยา และงบฉุกเฉินยามจำเป็น
   
            การอภิปรายส่วนใหญ่ตั้งข้อสังเกตเกี่ยวกับการแก้ไขปัญหาอุทกภัยของรัฐบาลที่ไม่มีความชัดเจน และส่อไม่โปร่งใส เน้นช่วยเหลือพรรคพวกพ้องพื้นที่คะแนนเสียงของตัวเอง
   
            การประชุมวันแรกหากสังเกตจะเห็นการวางตัวผู้อภิปรายของ "ฝ่ายค้าน" ส่วนใหญ่จะให้ส.ส.หน้าใหม่ได้แสดงบทบาทการทำหน้าที่ คล้ายใช้เวที "ฝึกน้อง"
   
            ส่วนรุ่นพี่ที่เป็น "มืออาชีพ" ได้วางตัวไว้ให้มาอภิปรายวันสุดท้าย !
   
            ผู้ที่สร้างสีสันให้การประชุมเริ่ม "ดุเดือด" และเรียกความสนใจให้มาจดจ่อฟังการอภิปรายครั้งนี้มี "นิพิฏฐ์ อินทรสมบัติ" ส.ส.พัทลุง พรรคประชาธิปัตย์ ที่อภิปรายถึงงบประมาณแก้ปัญหาน้ำท่วม 1.2 แสนล้านบาท พร้อมเปิดเพาเวอร์พอยต์ตารางสรุปอ่างเก็บน้ำขนาดใหญ่ของกรมชลประทาน 3 เขื่อนใหญ่ ประกอบด้วย "เขื่อนภูมิพล เขื่อนป่าสักชลสิทธิ์ และ เขื่อนสิริกิติ์"
   
            เพราะประเด็นการพร่องน้ำจาก 3 เขื่อนขนาดใหญ่ได้ถูกนำไปเป็นประเด็นถกเถียงใน "โซเชียลมีเดีย" โดยมีการเขียนข้อความทำนองว่าว่าสาเหตุที่ "น้ำท่วม" เกิดจากการ "วางยา" ของรัฐบาลอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ
   
            ทำให้ "นิพิฏฐ์" ต้องอภิปรายพร้อมกับสาธยายช่วงเวลาการพร่องน้ำจาก 3 เขื่อนใหญ่แท้จริงแล้วเกิดขึ้นในรัฐบาลใครกันแน่ !
   
            นอกจากนี้ "นิพิฏฐ์" ยังอภิปรายให้เห็นว่าสาเหตุที่การปล่อยน้ำจากเขื่อนไม่เป็นไปตามธรรมชาติ เกิดจาก "ธีระ วงศ์สมุทร" รมว.เกษตรและสหกรณ์ ได้สั่งให้กรมชลประทานประสานการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) ลดการระบายน้ำเขื่อนภูมิพลและหน่วงน้ำไม่ให้เกิน 2,090 ลบ.ม.ต่อวินาที เพื่อให้ชาวนาได้เก็บเกี่ยวข้าว
   
            ส่วนประโยคที่ทำให้ "ส.ส.สุพรรณบุรี พรรคชาติไทยพัฒนา" รุมประท้วง "นิพิฏฐ์" และขอใช้สิทธิพาดพิงหลังจากได้อภิปรายว่า "มีการเบี่ยงเบนการไหลตามธรรมชาติของน้ำและกักน้ำไว้ น้ำจึงไหลออกทุ่งมาท่วม กทม.ในวันนี้ แต่ไม่ปล่อยไปทาง จ.สุพรรณบุรี"
   
            แต่การอภิปรายที่ "ดุเด็ดเผ็ดร้อน" ต้องยกให้ "รังสิมา รอดรัศมี" ส.ส.สมุทรสงคราม พรรคประชาธิปัตย์ ที่อภิปรายแสดงความเป็นห่วงเกี่ยวกับการจัดซื้อสิ่งของให้ผู้ประสบอุทกภัย
   
            โดยเฉพาะ ราคา "สุขากระดาษ" ของภาคเอกชน ราคา 111 บาท ส่วน "สุขากระดาษ" ของ ศปภ. ราคา 245 บาท ทั้งคุณภาพและราคาแตกต่างกันมาก รวมทั้งสิ่งของเครื่องใช้ที่อยู่ใน "ถุงยังชีพ" ส่วนใหญ่ราคาสูงเกินกว่าราคาจากท้องตลาดมาก
   
            ทำให้ "สุนัย จุลพงศธร" ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคเพื่อไทย ลุกขึ้นประท้วงและให้ยกการอภิปรายเรื่องน้ำท่วมไปอภิปรายในวันที่ 11 พฤศจิกายน แต่ประธานวินิจฉัยให้อภิปรายต่อ
   
            "รังสิมา" จึงนำ "คลิปวิดีโอ" เกี่ยวกับ "สุขาและเสื้อผ้า" ที่คนนำมาบริจาคลอยน้ำ หลังจาก ศปภ.ย้ายจากที่ทำการสนามบินดอนเมืองหรือรายงานข่าวเกี่ยวกับ "ถุงยังชีพ" ของ "ศปภ." กับของ "เอกชน" นำมาประกอบการอภิปราย
   
            พร้อมกับเปิดชื่อ "เลขาฯ ส.ส.รัฐบาล" ทางภาคอีสานคนหนึ่งโดย "รังสิมา" เรียกว่า “อีกระแต ตาเข” เป็นผู้สั่งข้าวสารบรรจุถุงเปล่าไม่ระบุยี่ห้อต้นทุนที่ 70 บาทต่อถุง แต่ราคามาจบที่ 195 บาทต่อถุง กินส่วนต่างไป 125 บาทต่อถุง
   
            จากนั้น "องอาจ คล้ามไพบูลย์" ส.ส.พรรคประชาธิปัตย์ ก็ได้อภิปรายเกี่ยวการแก้ไข หรือบริหารปัญหาน้ำท่วมของรัฐบาล ที่ให้ข้อมูลหลายครั้งไม่ตรงกับข้อเท็จจริง ทำให้ประชาชนสับสน จนขาดความน่าเชื่อถือ และเกิดความเสียหาย
   
            การอภิปรายครั้งนี้ "พล.ต.อ.ประชา พรหมนอก" ผู้อำนวยการ ศปภ. ชี้แจงว่าอุทกภัยที่เกิดขึ้น เพราะมีพายุโซนร้อนเข้าถึง 3 ลูก ส่วนของบริจาคที่จมน้ำ เพราะศปภ.ไม่สามารถรักษาที่ตั้งไว้ได้ ส้วมที่จมน้ำในสนามบินดอนเมือง เป็นส้วมของเอกชนที่ล็อกกุญแจไว้ ทำให้ย้ายไม่ได้ เสื้อผ้ามือสองได้ให้กระทรวงการพัฒนาสังคมฯ นำไปซักและบรรจุใส่ถุงเพื่อแจกจ่ายต่อไป แต่ก็ยอมรับที่ผ่านมามีข้อผิดพลาดและบกพร่อง เพราะเป็นสถานการณ์ฉุกเฉิน ต้องทำงานแข่งกับเวลา
   
            การอภิปรายเรื่องงบประมาณวันสุดท้ายส่วนใหญ่เน้นเรื่อง "การแก้ปัญหาเรื่องอุทกภัย" ทั้งที่วาระการขอเปิดอภิปรายทั่วไปของรัฐสภาไม่ลงมติ เกี่ยวกับปัญหาน้ำท่วม จะอภิปรายจริงคือวันศุกร์ที่ 11 พฤศจิกายน
   
            ดังนั้นการอภิปรายปิดท้ายเรื่องงบประมาณฯ จึงส่งท้ายด้วยเรื่อง "น้ำท่วม" เพื่อเป็น "น้ำจิ้ม" ล่วงหน้าก่อนถึงวันจริง!