
ผู้ประสบภัยน้ำท่วม
ผู้ประสบภัยน้ำท่วม : วันเว้นวันจันทร์ พุธ ศุกร์กับ ประภัสสร เสวิกุล
ผมเป็นผู้ประสบภัยน้ำท่วมไปเรียบร้อยแล้วครับ หลังจากที่ถนนเพชรเกษมกลายสภาพเป็นคลอง เมื่อวันที่ 2 พฤศจิกายน พอสัก ๕ โมงเย็น น้ำก็ท่วมในซอยบ้านสักประมาณหัวเข่า ก็ยังสองจิตสองใจว่าจะรอดูสถานการณ์อีกสักคืนหนึ่งก่อนดีหรือไม่แล้วค่อยเคลื่อนย้ายในตอนเช้า แต่พอไฟฟ้าดับพรึ่บ ก็รู้ว่าอยู่ต่อไปไม่ได้แล้ว รีบโทรศัพท์ขอความช่วยเหลือจาก คุณพันชนะ วัฒนเสถียร
ผู้จัดการมูลนิธิอมตะ ซึ่งคอยโทรศัพท์มาถามข่าวคราวอยู่ตลอดเวลา และเตือนล่วงหน้าว่าถ้าจะอพยพเมื่อไหร่ก็ให้บอกล่วงหน้า อย่าคอยให้ถึงกับต้องเอาเรือไปรับ ซึ่งแรกๆ ก็นึกว่าเป็นการพูดกันเล่นๆ แต่ในตอนนั้นถึงได้รู้ว่ามันเป็นเรื่องจริง เพราะขนาดรถโฟร์วีลส์ไดรฟ์ที่คุณพันชนะส่งมาโดยมีน้องเอขับไปรับนั้นยังต้องลุ้นแทบแย่ กว่าจะฝ่ากระแสน้ำช่วงจากห้างเดอะมอลล์ บางแค มาถึงหน้าปากซอยบ้านผมได้ก็เป็นไปอย่างยากลำบาก
ซึ่งกว่าจะมาถึงได้ก็เกือบสามทุ่ม ซึ่งตอนนั้นน้ำในซอยขึ้นมาถึงเกือบครึ่งเอวแล้ว ต้องอาศัยเรือชาวบ้านนั่งออกมาขึ้นรถอีกทอดหนึ่ง และหลังจากคืนวันที่ 2 พฤศจิกายน เป็นต้นมา ชีวิตของผมกับภรรยา ลูก 2 คน หมา 1 ตัว กับแมวอีก 2 ตัว ก็ซัดเซพเนจร ค่ำไหนนอนนั่น จากโรงแรมย่านลาดพร้าว 1 คืน มาแมนชั่นและบ้านพักในอมตะนคร ชลบุรี แห่งละ 1 คืน และโรงแรมวิวทะเล พัทยา อีก 1 คืน ก่อนจะเช่ารถตู้มุ่งหน้ามาปักหลักอยู่ที่ลาดหญ้า กาญจนบุรี ที่คุณสุนันทา เพื่อนนักเรียนการแสดง ช่อง 3 ของภรรยาผม ยกบ้าน 1 หลัง ให้อยู่ทั้งคนและหมาแมว ซึ่งเมื่อมาถึงวันนี้ ผมต้องขอขอบคุณคุณวิกรม กรมดิษฐ์ ประธานมูลนิธิอมตะ คุณวิบูลย์ กรมดิษฐ์ และภรรยาแห่งนิคมอุตสาหกรรมอมตะ คุณพันชนะ วัฒนเสถียร และคุณก้องเกียรติ แห่งมูลนิธิอมตะ คุณสมรวย จางศิริ แห่งพัทยา และคุณแนท กับภรรยา คือ คุณสุนันทา ก้อนทองคำ ที่ให้ความกรุณาสงเคราะห์ผู้ประสบภัยน้ำท่วมรายนี้อย่างดียิ่ง
บ้านซึ่งผมมาพักที่ลาดหญ้านี้ อยู่ซอยเดียวกันกับบ้านของพี่เนาวรัตน์ พงษ์ไพบูลย์ วันนี้พี่เนาว์ก็เลยพาผมและภรรยา พร้อมด้วยพี่อาจินต์-พี่แน่งน้อย ปัญจพรรค์ ที่ย้ายภูมิลำเนามาอยู่เมืองกาญจน์ฯ ตั้งแต่เมื่อปลายเดือนตุลาคม ไปกินข้าวกลางวันที่ร้านอาหารริมแม่น้ำแถวหนองบัว ซึ่งอยู่ริมแควใหญ่ ซึ่งพี่อาจินต์ได้รื้อฟื้นเหตุการณ์สมัยสงครามและน้ำท่วมกรุงเทพฯ เมื่อปี พ.ศ.2485 ให้ฟัง ทำให้ได้ทั้งบรรยากาศและเกร็ดเล็กเกร็ดน้อยในสมัยนั้นอย่างมากมาย เช่นเรื่องลอยกระทงมืด คือการลอยกระทงโดยไม่จุดเทียน เพราะกลัวว่าจะเป็นที่สังเกตให้เครื่องบินสัมพันธมิตรมาทิ้งระเบิด ความขาดแคลนอาหารและเครื่องอุปโภคบริโภค รวมทั้งความยากลำบากต่างๆ ยามสงครามและน้ำท่วม ที่ต้องใช้เรือเป็นพาหนะในการสัญจรในกรุงเทพฯ และการนำเรือไปจอดบนสะพาน ไม่ต่างกับการที่ใช้ทางด่วนหรือสะพานเป็นที่จอดรถยนต์ในปัจจุบัน ตลอดจนการดัดแปลงสิ่งต่างๆ มาใช้สอยแทนสิ่งที่ขาดตลาด
การประสบภัยน้ำท่วมครั้งนี้ แม้ว่าจะได้รับความยากลำบาก ต้องระหกระเหิน และปัญหานานาประการ แต่ผมก็ได้พบกับน้ำใจไมตรีอันอบอุ่นอย่างมากมายทั้งจากคนที่รู้จักและคนที่เพิ่งจะมีโอกาสได้พบพาน แม้ระหว่างการเดินทางจากพัทยามากาญจนบุรี จะได้รับคำเตือนจากผู้ที่หวังดีให้ระวังเรื่องรอยเลื่อนศรีสวัสดิ์ซึ่งเขื่อนศรีนครินทร์ตั้งอยู่ว่าอาจจะเกิดเหตุการณ์เขื่อนแตกร้าวขึ้นได้ แต่ผมก็คิดว่าประเทศไทยไม่น่าจะโศกซ้ำกรรมซัดวิบัติเป็นถึงขนาดนั้น แต่ถ้ามันจะแจ็กพ็อต อยู่ที่ไหนก็ไม่มีทางที่จะหนีพ้น ทำนองหมื่นคนปรารถนาหรือจะสู้หนึ่งฟ้าลิขิต
และที่น่าประทับใจอย่างมากก็คือ เมื่อตอนเช้าวันนี้เองครับ มีรถปิกอัพของผู้ใหญ่ใน ต.ลาดหญ้า แล่นมาส่งเสียงประกาศเชิญชวนให้ชาวบ้านบริจาคอาหารและพืชผักเพื่อทำอาหารเลี้ยงดูผู้อพยพจากกรุงเทพฯ 300 ครอบครัว ที่มาพักอาศัยอยู่ตามวัดและโรงเรียนในละแวกนั้น โดยขอให้ถือว่าผู้ประสบภัยน้ำท่วมเหล่านั้นเป็นแขกของชาวบ้านทุกคน
ขอบคุณครับ ชาวลาดหญ้า ขอบคุณครับชาวเมืองกาญจน์ฯ และขอบคุณคนไทยทุกคนที่ไม่ทิ้งกัน



