ข่าว

'มาร์ค'เสียดายรบ.ดื้อดันประชานิยม

'มาร์ค'เสียดายรบ.ดื้อดันประชานิยม

10 พ.ย. 2554

"มาร์ค" เสียดายรัฐบาลยังดื้อทำประชานิยม แนะทำยุทธศาสตร์ล่วงหน้าเพื่อรู้เป้าหมายใช้เงิน ข้องใจทำงบฟื้นฟูประเทศไร้หลัก ขณะที่ "ปลอดประสพ" ยันแถลงน้ำท่วมตามความจริง สน.โชคชัย เข้มจัดเรือออกตรวจทรัพย์สินชาวบ้าน อียูเพิ่มเงินบริจาคช่วยไทย84ล้าน

       10 พ.ย.2554 ที่รัฐสภา นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ผู้นำฝ่ายค้านกล่าวถึงภาพรวมการอภิปรายร่างพระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่ายปี 55 ตลอด 2 วันที่ผ่านมาว่า พรรคได้ให้ข้อเสนอแนะที่เป็นรูปธรรมชัดเจนว่าจะปรับปรุงในเรื่องงบประมาณอย่างไร จะเห็นได้ชัดว่าคณะกรรมการที่รัฐบาลได้ตั้งขึ้นมาเริ่มตั้งคำถามแล้วเกี่ยวกับทรัพยากรที่จะนำมาใช้ในโครงการต่างๆ ดังนั้นจึงเป็นความจำเป็นเร่งด่วนที่จะต้องมีการจัดระบบภาพรวมที่ชัดเจนว่า การฟื้นฟูประเทศจากนี้ไปจะต้องใช้งบประมาณหรือเงินกู้เป็นจำนวนเท่าไหร่ หรือจะต้องหาจากแหล่งอื่นอย่างไรบ้าง อีกทั้งกลไกที่จะใช้นั้นจะทำให้เกิดความโปร่งใสอย่างไร ทั้งนี้จะเห็นได้ว่าคำชี้แจงของนายกฯยังไม่มีเลย ส่วนที่รัฐบาลบอกว่าจะไม่มีการเปลี่ยนแปลงนโยบายประชานิยมนั้นตนรู้สึกเสียดาย เพราะเงินที่จะไปใช้ในนโยบายต่างๆ อาทิ รถคันแรก บ้านหลังแรกนั้น หากเอามาดูแลหรือมาจ้างคน 1 ล้านคนจำนวน 3เดือนน่าจะคุ้มค่ากว่า


แนะทำยุทธศาสตร์ล่วงหน้า เพื่อรู้เป้าหมายใช้เงิน

    ส่วนกรณีที่รัฐบาลไม่มีการตัดทอนรายจ่ายในส่วนที่เป็นรายจ่ายที่ตั้งไว้แต่เดิม แต่มีแนวคิดที่จะฟื้นฟูประเทศซึ่งต้องใช้เงินอีกหลายแสนล้านบาท โดยล่าสุดนายวีรพงษ์ รามางกูร ประธาน กยอ.ได้ออกมากล่าวว่าอาจจะต้องใช้เงินคงคลัง นายอภิสิทธิ์ กล่าวว่า ตรงนี้คือข้อเสนอข้อแรกที่พูดไปว่า ถึงเวลาที่จะต้องมาทำยุทธศาสตร์ในเรื่องการระดมทรัพยากร การฟื้นฟูประเทศ ซึ่งการทำในเรื่องนี้อย่างน้อยต้องมองล่วงหน้าไป 2-3 ปี แต่ปัญหาที่เราเป็นห่วงคือ ภาระจากนโยบายของรัฐบาลจะไปปรากฎในปีงบประมาณ 2556 ค่อนข้างเยอะ โดยเฉพาะโครงการรับจำนำข้าวก็เป็นหลักแสนล้าน ส่วนความจำเป็นที่จะต้องเอาเงินคงคลังมาใช้ ตนเห็นว่าขึ้นอยู่กับงานที่จะทำ วันนี้ยังไม่ได้ยินใครออกมาอธิบายอย่างชัดเจนว่า สิ่งที่จะทำคืออะไร มีรายละเอียดพอเป็นภาพที่มองเห็นว่า กำลังจะทำอะไรเพื่อเป็นการวางแผนในการระดมทรัพยากร


ข้องใจทำงบฟื้นฟูประเทศไร้หลัก


    นายอภิสิทธิ์ กล่าวว่า ส่วนเรื่องการใช้เงินงบประมาณ 8-9 แสนล้านบาท เพื่อมาฟื้นฟูประเทศว่า ไม่ทราบว่ามีการประมาณการจากอะไร โครงการบริหารจัดการน้ำไม่ใช่นึกจะทำอะไรได้ตามใจชอบ เส้นทางน้ำนั้นเป็นไปตามธรรมชาติ จะมีแผนที่แล้วจิ้มแล้วบอกจะทำในทางปฏิบัติมันทำไม่ได้ ต้องดูสภาพความเป็นจริง อย่างระบบที่มีอยู่ก็ชัดเจนว่าเป็นการรองรับเฉพาะน้ำฝนแต่ไม่รองรับน้ำหลากและทุ่ง จึงต้องคิดให้ครบ และอย่าลืมว่าถึงกรุงเทพฯจะน้ำท่วม แต่ได้ยินว่า จ.สุโขทัยที่เคยน้ำท่วมมากก็กำลังจะประสบปัญหาภัยแล้งแล้ว


เชื่อรบ.ยังคิดแก้รธน.

    เมื่อถามว่า เป็นเพราะรัฐบาลพยายามจะทำเมกกะโปรเจคหรือไม่ จึงไม่มีการเดินหน้ากฎหมายที่เกี่ยวกับสิ่งแวดล้อม ตามมาตราที่ 67 วรรค 2 ตามรัฐธรรมนูญ นายอภิสิทธิ์ กล่าวว่า ตนเห็นว่ากฎหมายที่เกี่ยวข้องกับรัฐธรรมนูญปี50 รัฐบาลยังไม่ยืนยันสักฉบับเลย และอาจเป็นไปได้เพราะรัฐบาลยังหวังจะแก้รัฐธรรมนูญ ดังนั้นก็ต้องถามว่าการแก้กฎหมายและรัฐธรรมนูญมันจำเป็นหรือไม่ อีกทั้งยังมีกฎหมายฉบับที่มีลักษณะของการสร้างหลักประกัน ตรวจสอบความโปร่งใสที่น่าจะเดินต่อ



‘ปลอดประสพ”ยันแถลงน้ำท่วมตามความจริง


    ขณะที่การประชุมสภาผู้แทนราษฎร เพื่อพิจารณาร่างพ.ร.บ.งบประมาณรายจ่ายประจำปี 2555 มีนายเจริญ จรรย์โกมล รองประธานสภาผู้แทนราษฎรคนที่ 1 ทำหน้าที่ประธานในที่ประชุม โดยนายปลอดประสพ สุรัสวดี รัฐมนตรีว่าการกระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี กล่าวชี้แจงกรณีที่นายองอาจ คล้ามไพบูลย์ ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาธิปัตย์ ได้อภิปรายเกี่ยวกับการแถลงข่าวที่ศปภ. ว่า การพูดจาของตนเกี่ยวกับการเตือนภัยเรื่องน้ำท่วมนั้น ตนพูดความจริงไปตามที่รับรู้มา เพราะได้ลงไปทำงานในพื้นที่ทุกวัน ที่ประตูน้ำคลองบ้านพร้าวก็เห็นว่ามันไม่ไหวแตกแน่นอน ซึ่งเป็นจุดสำคัญจะเข้าส่วนหัวของกทม. ก็เลยไปแถลงเตือนถ้าแตก ดอนเมือง สายไหมท่วมแน่ แต่ก็สร้างความตกอกตกใจพอสมควร เพราะทุกคนไม่คิดว่าจะท่วม แล้วทุกอย่างที่พูดก็เป็นความจริง จะว่าตนก็ไม่เป็นไร แค่ทุกคนปลอดภัยตนก็ดีใจ

    นายปลอดประสพ กล่าวอีกว่า ส่วนกรณีของนวนครก็เช่นเดียวกัน ตนอาสาไปเอง เห็นสถานการณ์แล้วไม่ไหว พอแตก ตนหนีคนแรกเลย ที่บอกว่าสู้ได้แน่ๆ นั้นไม่เคยพูด คลิปที่นายองอาจนำมาเปิดนั้นก็เป็นการตัดต่อ และก็ไม่เคยพูดว่ากทม.จะไม่ท่วม แต่เคยบอกว่าฝั่งธนฯไปหมดแน่ เพราะปริมาณน้ำเยอะมาก กทม.เป็นปลายน้ำ และยังมีเรื่องน้ำทะเลหนุนอีก ต้องรับศึกหลายด้าน นอกจากนี้กทม.ตนบอกว่าชั้นในจะไม่ท่วม แต่มันก็ขึ้นอยู่กับการสูบน้ำของกทม. แต่เรื่องการแจ้งเตือนที่กทม.กำลังทำอยู่ เห็นว่าไม่ถูกขั้นตอน การแจ้งเตือนต้องเตือนก่อนภัยจะมา แต่กทม.เตือนตอนน้ำท่วมไปแล้วไม่มีประโยชน์ วิธีคิดของคนเราไม่เหมือนกันก็ไม่เป็นไร


“วิทยา”ยันยังไม่พบโรคติดต่อห่วงขยะกทม.


    นายวิทยา บูรณศิริ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข กล่าวว่า กระทรวงได้ดำเนินการเฝ้าระวังโรคต่างๆ ปัญหาเรื่องสุขภาพจิต เพราะเรื่องนี้นายกฯได้ย้ำเป็นพิเศษ และตนก็ได้ดำเนินการเฝ้าระวัง จึงขอวิงวอนสื่อทุกสาขา ในการเสนอ เพราะทำส่งผลกระทบต่อนักท่องเที่ยว ขอความกรุณา เมื่อวานนี้(9 พ.ย.)ตนได้ตั้งคณะกรรมการไปพูดกับองค์การอนามัยโลก เพื่อให้ไปสะท้อนว่าสถานการณ์ขณะนี้เราไม่พบโรคระบาด ส่วนการติดเชื้อไวรัส ก็ยังไม่พบในสถานการณ์ที่เกิดขึ้น และยังไม่พบว่ามีคนเสียชีวิตจากไวรัส กระทรวงสาธารณสุข มีมาตรการ และได้หารือกับมหาวิทยาลัย กทม. และทุกโรงพยาบาล ยังไม่พบโรคติดต่อ แต่หลังจากนี้น้ำลดตนอยากฝากเรื่องขยะกับกทม. ทั้งนี้มีภาคเอกชนพร้อมนำรถมาจอดเตรียมเอาออกข้างนอก


สน.โชคชัย เข้มจัดเรือออกตรวจทรัพย์สินชาวบ้าน


    เมื่อเวลา 16.30 น.พ.ต.อ.พรชัย ขจรกลิ่น ผกก.สน.โชคชัย พ.ต.ท.จิรวัฒน์ ยอดกระโหม สว.สส.พร้อมเจ้าหน้าที่ออกตรวจพื้นที่น้ำท่วมในหมู่บ้านเสนานิเวศน์ 1 แขวงและเขตลาดพร้าว กทม.ตามโครงการประชาชนประสบภัย ตำรวจไทยห่วงใยท่าน ตามนโยบายของ พล.ต.อ.เพรียวพันธ์ ดามาพงศ์ ผบ.ตร. ซึ่งโครงการดังกล่าวให้เจ้าหน้าที่นำเรือออกตรวจพื้นที่ใน สน.ที่มีน้ำท่วม ทุกวัน วันละ 24 ชั่วโมง แบ่งเจ้าหน้าที่เป็น 3 ผลัด ผลัดละ 8 ชั่วโมง เพื่อดูแลบ้านเรือนทรัพย์สินและชีวิตความเป็นอยู่ของประชาชนที่ประสบภัยน้ำท่วม นอกจากนี้ยังมีการนำน้ำดื่มและอาหารสำเร็จรูปแจกให้ประชาชนอีกด้วย อีกทั้งเมื่อน้ำลด ทางเจ้าหน้าที่จะประชาสัมพันธ์ให้ประชาชนที่กลับมาบ้านให้ตรวจตราไฟฟ้าในบ้านเรือนและทรัพย์สินมีค่า

    ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ทางสน.โชคชัย นอกจากจะได้ออกตรวจตามโครงการแล้ว ยังมีรถรับส่งทุกวันแก่ประชาชนที่ต้องออกไปทำงาน เริ่มตั้งแต่ 07.00 น.ถึง 20.00 น. สำหรับพื้นที่ในสน.โชคชัยที่ถูกน้ำท่วมมีทั้งหมด 6-7 ตารางกิโลเมตร มีบ้านเรือนที่ประสบภัยดังกล่าว 2,900 หลังคาเรือน


อียูเพิ่มเงินบริจาคช่วยไทย84ล้าน


    สหภาพยุโรปตัดสินใจเพิ่มเงินช่วยเหลือก้อนใหญ่แก่ประเทศไทยเพื่อใช้ในการบรรเทาอุทกภัยครั้งใหญ่ที่กำลังเกิดขึ้นอยู่ ณ ขณะนี้ โดยเงินช่วยเหลือในครั้งนี้เพิ่มจาก 60 ล้านบาท หรือประมาณ 1.5 ล้านยูโร เป็น 84 ล้านบาท หรือ 2 ล้านยูโร โดยหน่วยงานช่วยเหลือด้านมนุษยธรรมและคุ้มครองพลเรือนของคณะกรรมาธิการสหภาพยุโรป หรือ European Commission’s Humanitarian Aid and Civil Protection department (ECHO) จะเป็นต้นสังกัดในการส่งผ่านเงินช่วยเหลือนี้ผ่าน 2 หน่วยงานหลักคือ สภากาชาดไทย และองค์การช่วยเหลือเด็ก (สหราชอาณาจักร) หรือ Save the Children UK เพื่อช่วยผู้ที่ประสบอุทกภัยอยู่ ณ ขณะนี้

    เอกอัครราชทูต เดวิด ลิปแมน หัวหน้าคณะผู้แทนสหภาพยุโรปประจำประเทศไทย กล่าวว่า หลังจากการประเมินสถานการณ์น้ำท่วมโดยละเอียดแล้ว สหภาพยุโรปได้ข้อสรุปว่าจะต้องเพิ่มความช่วยเหลือในขั้นต้นให้แก่ประเทศไทย โดยสภากาชาดไทยและองค์การช่วยเหลือเด็ก (สหราชอาณาจักร) เป็นหน่วยงานหุ้นส่วนในการปฏิบัติงานกับเรา ด้วยเงินสนับสนุนจากสหภาพยุโรป ทั้งสองหน่วยงานนี้ได้ลงทำงานในพื้นที่อย่างหนักเพื่อให้ความช่วยเหลือผู้ประสบภัย โดยเฉพาะกลุ่มที่ต้องการความช่วยเหลือมากที่สุด อาทิ ผู้สูงอายุ และเด็ก

    "ในวันพฤหัสบดีนี้ เอกอัครราชทูต เดวิด ลิปแมนได้เดินทางไปยังสภากาชาดไทย สำนักงานใหญ่ และพบกับนายสวนิต คงสิริ ผู้ช่วยเลขาธิการสภากาชาดไทย จากนั้นจะร่วมเดินทางกับสภากาชาดไทยไปยังพหลโยธิน 48 เพื่อแจกจ่ายสิ่งของบรรเทาทุกข์ช่วยผู้ประสบอุทกภัย ทั้งนี้ ทางเอกอัครราชทูตลิปแมนได้กล่าวว่า "ผมได้เห็นถึงความยากลำบากที่ชาวไทยต้องประสบอันเนื่องมาจากอุทกภัย จึงมีความยินดียิ่งที่เงินจำนวน 2 ล้านยูโรจากสหภาพยุโรปจะสามารถนำมาเป็นเงินสนับสนุนงานให้ความช่วยเหลือทีทางหน่วยงานหุ้นส่วนของเราทำอยู่ได้ทันที" เดวิด ลิปแมน กล่าว

    ในจำนวนเงิน 2 ล้านยูโร 62 ล้านบาท (1.2 ล้านยูโร) จะถูกมอบให้กับสภากาชาดไทย เพื่อใช้ในการจัดหาถุงยังชีพที่บรรจุอาหาร และของใช้ต่างๆที่จำเป็นให้แก่ผู้ประสบภัย 100,000 รายใน 15 จังหวัดที่กำลังประสบภัยอยู่ ณ ขณะนี้ นอกจากนี้ยังจะนำไปซื้อเครื่องยนต์เรือใหญ่ 10 ลำ และเรือเล็กอีก 500 ลำให้แก่ครอบครัวที่ประสบภัย เครื่องปั่นไฟ แก๊สหุงต้มเคลื่อนที่ เต๊นท์ และถังใส่น้ำดื่ม เงินช่วยเหลืออีก 22 ล้านบาท (500,000 ยูโร) จะถูกมอบให้กับองค์การช่วยเหลือเด็ก (สหราชอาณาจักร) สำหรับเตรียมอาหารและเครื่องใช้ในครัวเรือนให้แก่ผู้ประสบภัยอีก 16,000 คน นอกจากนี้ ความช่วยเหลือบางส่วนจะยังไปถึงแรงงานต่างด้าวอีกประมาณ 7,000 คน ที่ยังติดอยู่ตามโรงงานและนิคมอุตสาหกรรมอีกด้วยโดยความช่วยเหลือนี้จะอยู่ในรูปสุขาเคลื่อนที่ ที่อาบน้ำ และการสร้างการตระหนักถึงสุขอนามัย