ข่าว

'ปชป.'อัด'รบ.'บริหารน้ำในเขื่อนผิดพลาด

'ปชป.'อัด'รบ.'บริหารน้ำในเขื่อนผิดพลาด

10 พ.ย. 2554

'ปชป.' อัด 'รบ.' บริหารน้ำในเขื่อนผิดพลาด โชว์ไทม์ไลน์ 'ระดับน้ำ - เวลาเข้ารับตำแหน่ง' ด้าน 'รมว.เกษตรฯ' รับกลางสภา สั่งชะลอน้ำให้ชาวนาได้เก็บเกี่ยวก่อนปล่อยเข้าทุ่ง

          10 พ.ย. 54 ผู้สื่อข่าวรายงานการประชุมสภาผู้แทนราษฎร เพื่อพิจารณา ร่าง พ.ร.บ. รายจ่ายงบประมาณรายจ่ายประจำปี 2555 นายนิพิฏฐ์ อินทรสมบัติ ส.ส.พัทลุง พรรคประชาธิปัตย์ อภิปรายถึงงบประมาณแก้ปัญหาน้ำท่วม 1.2 แสนล้านบาท พร้อมเปิดเพาร์เวอร์พ้อยท์ตารางสรุปอ่างเก็บน้ำขนาดใหญ่ของกรมชลประทาน 3 เขื่อนใหญ่ ประกอบด้วยเขื่อนภูมิพล เขื่อนป่าสักชลสิทธิ์ และ เขื่อนสิริกิติ์ว่า เมื่อวันที่ 5 ส.ค.54 เป็นวันเลือกนายกฯ อำนาจรัฐไปอยู่ในมือของรัฐบาลแล้ว ศูนย์กลางอำนาจไปอยู่ที่พรรคเพื่อไทยแล้ว หรือวันที่โปรดเกล้าฯนายกฯวันที่ 8 ส.ค. น้ำในเขื่อนเหล่านี้ไม่ผิดปกติเลย  และแม้กฎหมายจะกำหนดว่าจะเริ่มปฏิบัติหน้าที่เมื่อแถลงนโยบายต่อสภา แต่หากเกิดหากเกิดอะไรฉุกเฉินขึ้นสามารถใช้อำนาจได้อยู่แล้ว แต่มีพายุกระเตนเข้าเขื่อนมากที่สุด จังหวะที่ต้องระบายน้ำคือต้องหลังจากวันที่ 7 ส.ค.หรือเลยไปเดือนก.ย.ไม่มีสิทธิแล้ว ซึ่งถือว่ารัฐบาลบริหารความเสี่ยงผิดพลาด

          นายนิพิฏฐ์ กล่าววอีกว่า ขอให้ดูเฟซบุ๊คนายธีรชัย ภูวนาถนรานุบาล รมว.คลัง บอกว่าขอร้องให้ทุกท่านติดตามหน้านี้ และแสดงความคิดเห็นเมื่อวันที่ 28 ต.ค. 2554 บอกว่า 1.อุปสรรคจัดการน้ำในปีนี้ เกิดจากก่อนหน้าฝนมีการพร่องน้ำในเขื่อนใหญ่ๆ น้อยเกินไป ประกอบกับปริมาณน้ำปีนี้มีมากกว่าปกติเขื่อนจึงล้น และต้องปล่อยน้ำออกจากเขื่อนอย่างเต็มที่ น้ำจากเขื่อนจึงประดังกับน้ำฝน ทำให้ปัญหาทวีคูณ 2.ปริมาณน้ำฝนที่ลงภาคเหนือและภาคกลางในปีนี้ 12,000 ล้าน ลบ.ม. มีปริมาณเท่ากับเขื่อนภูมิพลหนึ่งเขื่อนเท่านั้นเอง ดังนั้นก่อนหน้าฝน หากสามารถพร่องน้ำให้เหลือเพียงครึ่งเขื่อน หรือเหลือหนึ่งในสาม เพื่อให้เขื่อนเก็บกักน้ำฝนที่จะเกิดขึ้นในฤดูใหม่ได้เต็มที่ ก็จะทำให้ปัญหาเบาลง และ3.สาเหตุที่มีการพร่องน้ำในเขื่อนน้อยเกินไปนั้น เนื่องจากที่ผ่านมาต้องเก็บน้ำไว้สำหรับการปลูกข้าว 3 ครั้งต่อปี แต่หากเปลี่ยนปฏิทินการปลูกข้าวให้เหลือเพียง 2 ครั้ง เดือนพฤศจิกายน-เดือนกรกฎาคม แล้วปล่อยให้พื้นนาว่างเปล่า เดือนสิงหาคม-ตุลาคม ก็น่าจะสามารถพร่องน้ำในเขื่อนได้มากขึ้น จะไม่จำเป็นต้องเก็บน้ำไว้มากเท่าเดิม

          นายนิพิฏฐ์ กล่าวว่า เมื่อไม่มีการปล่อยน้ำให้เป็นไปตามธรรมชาติน้ำก็ไหลเข้าทุ่ง หากวันนั้นปล่อยน้ำลงมาน้ำจะไม่วิกฤติ เราไม่ปล่อยให้น้ำเดินไปตามธรรมชาติน้ำก็ไหลสู่ทุ่ง เหมือนที่ท่วมกทม.และปริมณฑล เพราะไปกักน้ำไว้ที่ จ.สุพรรณบุรี วิกฤติของประเทศเลยเกิดขึ้น เพราะไปกักน้ำไว้น้ำเลยไหลลงทุ่ง โดย น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกฯ ได้ให้สัมภาษณ์ 27 ก.ย. โดยตอบคำถามผู้สื่อข่าวว่าเมื่อไหร่จะน้ำหยุดท่วมว่า แต่ละจังหวัดพยายามป้องกันพื้นที่ของตัวเอง ไม่ให้ไป จ.สุพรรณบุรี ไม่ให้ไป จ.ปทุมธานี ทำให้ไม่มีการบูรณการ น้ำเลยไม่ไหลไปตามธรรมชาติ ทุกอย่างไม่ใช่อยู่ที่ปริมาณน้ำที่เพิ่มขึ้นแค่ 15% เท่านั้นเอง ความเสียหายไม่ใช่เป็น แสนล้านบาท แต่เป็นล้านล้านบาท เพราะไม่เชื่อมั่นต่อการจัดการน้ำ นายกฯ ไม่มีบารมี พูดไปไม่มีใครเชื่อ ไปเชื่อคนนอก มีคนเสนอให้นายกฯพูดน้อยๆหน่อยก็เห็น พูดเยอะผิดเยอะ คนโง่หรือฉลาดให้ดูได้ที่การพูด

          จากนั้น นายธีระ วงศ์สมุทร รมว.เกษตรฯและสหกรณ์ จึงได้ลุกขึ้นชี้แจงว่า ความจริงต้องการฟังสมาชิกทั้งหมดแล้วชี้แจงคราวเดียวเลย แต่ขอชี้แจงสั้นๆถึงการบริหารจัดการน้ำ ที่เป็นเรื่องสถานการณ์ต่างๆที่เกิดขึ้น การจัดการน้ำต้องขึ้นอยู่กับสถานการณ์ในเขื่อนแต่ละเขื่อนมีหลักเกณฑ์เก็บน้ำสูงสุดและต่ำสุดเป็นอย่างไร่ โดยไม่พยายามให้เกิดเกณฑ์ที่กำหนดไว้ แล้วทำไมไม่บริหารน้ำออกจากเขื่อน เพราะปลายเดือน มิ.ย.เป็นต้นมามีพายุเข้ามาติดต่อกัน และฝนในภาคเหนือมากกว่าค่าเฉลี่ยมาก 50% ทำให้น้ำเหนือเขื่อน น้ำท้ายเขื่อนมีปริมาณมาก แล้วจะระบายน้ำมาซ้ำเติมประชาชนอีกเหรอ หากทุกคนคาดการณ์ได้ล่วงหน้าหยั่งรู้ฟ้าดินเหมือนขงเบ้งคงไม่ต้องมานั่งเถียงกันอยู่อย่างนี้ กรมอุตุนิยมวิทยาพยากรณ์ได้แค่ 1 สัปดาห์เดียวเท่านั้น ทั้งหมดจึงไหลมาร่วมกันที่จ.นครสวรรค์ แล้วแบ่งน้ำไปทางตะวันออกและตะวันตกโดยมีข้อจำกัดในการรับมวลน้ำ  ที่จ.สุพรรณบุรีก็ท่วมที่ตลาดร้อยปี บางปะม้า บางเลน ระยะทางก่อนออกทะเลอีกนาน หากปล่อยน้ำเข้ามาอีกก็ตู้มเข้าไปอีก

          "ผมยอมรับว่าพูดจริงที่สั่งชะลอน้ำเพื่อให้พี่น้องชาวนาได้เกี่ยวข้าว ก่อนปล่อยน้ำเข้าทุ่ง" นายธีระกล่าว

          ด้านนายธีระชัย ภูวนาถนรานุบาล รมว.คลัง กล่าวชี้แจงว่า การเขียนข้อความในเฟซบุ๊คส่วนตัวนั้นเป็นการแสดงความคิดเห็นที่ตอบคนที่เข้ามาสอบถามถึงแผนการบริหารจัดการน้ำในอนาคต โดยอธิบายถึงระดับน้ำในปี 2554 จากระดับต่ำสุดถึงสูงสุดในพื้นที่เหนือเขื่อนสูงถึง 7,500 ล้าน ลบ.ม. สูงกว่าระดับน้ำในปี 2552 และ 2553 ที่มีเพียง 5,000 ล้านลบ.ม. สูงกว่า ระดับปกติถึง 50 % ดังนั้นจึงทำให้การป้องกันรับมือทำได้ยากขึ้น

          “จากพื้นที่เดิมที่เคยท่วม 2 เมตร ปีนี้ก็จะท่วม 3-4.5 เมตร จากชุมชนที่เคยสร้างกำแพงป้องกันไว้ระดับเดิมคิดว่าจะพอป้องกันได้ มาปีนี้น้ำเพิ่มมา 50 % ก็ไม่สามารถป้องกันได้ ​ทางออกที่พยามจะป้องกันน้้ำท่วมผ่านการบริหารน้ำไปทำการเกษตรให้ยืดหยุ่นมากขึ้น อาจทำได้สองทาง คือ 1หากกักน้ำน้อยเกินไปก็เสี่ยงที่จะกระทบต่อภาวะน้ำแล้ง ควรจะทำแหล่งน้ำชุมชนขึ้นมา และ 2. การปลูกข้าวจากเดิมทำปีละ 3 ครั้งควรทำเหลือเพียงแค่ 2 ครั้ง เพื่อจะได้มีเวลาพัฒนาคุณภาพดินและลดการระบาดของเพลี้ยและโรคอื่นๆได้ด้วย” นายธีระชัย กล่าว