
เหตุการณ์น้ำท่วม CEO vision 04.11.2011
เหตุการณ์น้ำท่วม CEO vision 04.11.2011:มองโลกแบบวิกรม
สวัสดีครับท่านผู้อ่านในช่วงนี้เหตุการณ์น้ำท่วมที่ไหลบ่าเข้ากรุงเทพมหานครในช่วงหนึ่งสัปดาห์ที่ผ่านมาตรงข้ามกับคำว่า “เอาอยู่” “เตรียมพร้อมแล้ว” และ “ไม่มีปัญหา” ในขณะนี้เราควรจะเลิกใช้คำพูดเหล่านี้ได้แล้ว เพราะเป็นการพูดที่ทำให้ประชาชนเข้าใจผิดและนำไปสู่ความประมาท (ขาดการเตรียมความพร้อมรับมือกับภัยน้ำท่วม) เราเชื่อคำพูดเหล่านี้เพราะเป็นคำพูดที่มาจากคนที่มีความรู้ความสามารถที่เราเลือกขึ้นมาเพื่อบริหารประเทศและสังคม แท้จริงแล้วสิ่งที่บุคคลที่มีหน้าที่รับผิดชอบก่อนพูดหรือประกาศเรื่องใดออกไปต้องมีการกลั่นกรอง มีการศึกษาให้ชัดเจนแม่นยำแล้วจึงออกมาพูด หลายๆคนฟังแล้วเกิดความประมาท และสุดท้ายก็ประสบกับเหตุน้ำท่วมบ้าน ข้าวของเสียหาย และไม่มีที่พักหลังอพยพออกมา มีรถหลายคันที่จมน้ำในวันนี้เพราะความประมาทโดยแท้
คำว่า “ประมาท” นั้นอาจมาจากพื้นฐาน เพราะเป็นสิ่งที่ไม่เคยเห็นไม่เคยเจอ โดยเฉพาะในกลุ่มผู้สูงอายุ ที่มีอายุ 80-90 ปีแล้วจะบอกว่าอย่างเต็มที่คงเหมือนกับเหตุการณ์น้ำท่วมปี 2538 บวกกับการฟังข่าวจากผู้นำหลายๆคน จึงเกิดเป็นปัญหาจากความประมาท
อีกประเด็นหนึ่งที่ผมมองว่ามีปัญหามากคือ การขยายตัวของพื้นที่ที่น้ำท่วม ที่ไม่เหมือนกับที่ออกข่าว เพราะมีการขยายตัวของน้ำออกไปทุกวัน ผมไม่เห็นเลยว่ากรุงเทพฯจะไม่มีการขยายตัวของน้ำท่วมเพิ่มเติม ถ้าจะดูปริมาณน้ำที่กรุงเทพฯ ว่าจะมากขึ้นหรือลดลงให้เทียบกับที่ปทุมธานี ปทุมธานีอยู่เหนือจากกรุงเทพฯ ขึ้นไป พื้นดินสูงกว่ากรุงเทพฯ ประมาณ 3 เมตร หากที่ปทุมธานีปริมาณน้ำยังไม่ลดลง น้ำที่กรุงเทพฯ จะยังไม่ลดเช่นกัน
ในสังคมของเราวันนี้ คนที่เป็นผู้นำควรต้องสร้างความเชื่อมั่น แต่ผู้นำกลับสร้างความเชื่อมั่นที่นำพาไปสู่ความประมาท จนเกิดเป็นสภาวะเบี้ยหัวแตก หากผมเป็นประชาชนธรรมดาคนหนึ่งผมคงไม่รู้ว่าจะทำอย่างไร สุดท้ายคงต้องเจ็บตัว
วันนี้กรุงเทพฯ มีปัญหาเกิดขึ้นมากมายจากวิกฤติน้ำท่วมที่กำลังขยายตัว ทางรัฐบาลพยายามให้มีการกันน้ำให้ออกทางด้านซ้ายและขวา มีการผันน้ำไปสู่ภาคตะวันตกและภาคตะวันออกของกรุงเทพฯ เพื่อลดภาระของน้ำที่จะเข้าท่วมกรุงเทพฯ ซึ่งสร้างผลกระทบด้วยเช่นกันคือ ทางด้านตะวันออกเรามีนิคมอุตสาหกรรมและโรงงานต่างๆ อยู่หลายแห่ง ตามที่ผมเข้าใจ การที่ผันน้ำออกไปเป็นจำนวนมาก ทำให้น้ำท่วมกรุงเทพฯ ไหลออกช้าลง หากไม่มีความคิดที่จะผันน้ำ กรุงเทพฯ คงจะน้ำท่วมเร็วกว่านี้ อย่างไรก็ตาม การผันน้ำออกไปเช่นนั้น ทำให้อุตสาหกรรมโดยรอบได้รับผลกระทบจากน้ำท่วมไปด้วย ทำให้เกิดความเสียหายเป็นมูลค่าหลายแสนล้าน
ในช่วง 10 ปีที่ผ่านมาที่แถวถนนบางนา-ตราด มีการเติบโตของโรงงานจำนวนมาก จนแทบไม่มีที่ว่าง พื้นที่แถวนั้นเต็มไปด้วยโรงงานมากมาย ฉะนั้น หากด้านตะวันออก รวมถึงริมถนนบางนา - ตราดเกิดน้ำท่วมขึ้นมาจะเกิดความสูญเสียหลายแสนล้านบาทและจะมีคนตกงานอีกนับล้านคน
หากน้ำยังขยายตัวท่วมกรุงเทพฯ ต่อไปอีกสัก 2-3 อาทิตย์ ต่างประเทศได้เตือนนักท่องเที่ยวของเขาว่าอย่าเข้ามาที่กรุงเทพฯ ฉะนั้น นักท่องเที่ยวจะลดลงเป็นจำนวนมาก ในช่วงปลายปีคงจะเหลือเพียงนักท่องเที่ยวที่จะบินตรงไปยังเชียงใหม่หรือทางใต้เท่านั้น ที่สำคัญผมคิดว่านักลงทุนใหม่ที่ขอ BOI เรียบร้อยแล้วคงต้องคิดหนักกับการมาลงทุน ส่วนนักลงทุนเก่าอาจมีความคิดที่จะย้ายการผลิตไปประเทศอื่น
ขณะนี้ บริเวณโดยรอบของสนามบินสุวรรณภูมิได้มีน้ำเข้าไปแล้ว แต่ยังเป็นปริมาณไม่มาก สุวรรณภูมิมีคันกั้นน้ำขนาด 3.5 เมตร และมีโรงงานตั้งเรียงอยู่เลียบถนนบางนา - ตราด ที่อาจทำหน้าที่ชะลอน้ำก่อนบ้าง ดังนั้น หากมีการบล็อกน้ำเช่นนี้แล้ว ผมไม่แน่ใจว่าระดับน้ำข้างสุวรรณภูมิจะสูงขึ้นเท่าไร จากปริมาณน้ำที่ไหลมา ผมไม่แน่ใจว่าสนามบินสุวรรณภูมิจะรอดจากน้ำท่วม วันนี้ จะมองที่ปริมาณน้ำจากนครสวรรค์ สิงห์บุรี หรือจังหวัดอื่นๆ ที่ลดลงไม่ได้ ต้องคิดว่าพื้นที่เหล่านั้นมีความสูงกว่ากรุงเทพฯ เท่าไร และน้ำที่ท่วมในจังหวัดนั้นๆ จะไหลลงมาที่กรุงเทพฯ
ฉะนั้น หากสุวรรณภูมิเกิดปัญหาขึ้นมาและต้องปิดสนามบิน จะส่งผลกระทบอย่างมหาศาลกับGDP ของประเทศไทย และความน่าเชื่อถือในสายตาของต่างชาติจะลดอย่างมากทีเดียว การลงทุนและการท่องเที่ยวจะเกิดการชะลอตัวอย่างรุนแรง และส่งผลต่องบประมาณการฟื้นฟูประเทศที่สูงมาก
เมื่อน้ำลดลงแล้วผมคิดว่าจะมีมูลค่าความเสียหายสูงที่สุดในประวัติศาสตร์ไทย ประกอบกับเรื่องสำคัญคือเรื่องของความเชื่อมั่นในวงการบริหารและความสามัคคีของคนไทยจะตกต่ำถึงขีดสุด เพราะเรามีความขัดแย้งกันเพิ่มขึ้น
ในเรื่องการเตรียมตัวรับมือข้อแรกคือ เราต้องคิดในลักษณะที่มีปัญหา เพราะไม่มีสัญญาณใดบอกถึงการลดลงของปริมาณน้ำแม้แต่น้อย ฉะนั้น เราต้องจัดแบ่งความสำคัญของข้าวของ โดยแบ่งเป็น 3 กลุ่มคือ กลุ่มที่โดนน้ำไม่ได้เลย โดยเฉพาะเอกสารต่างๆที่เขียนด้วยปากกาหมึกซึม และเอกสารสำคัญต่างๆ สิ่งเหล่านี้ควรนำไปไว้ในที่ที่น้ำไม่ท่วม เช่น ชั้นที่สูงตั้งแต่ชั้นที่ 3 ขึ้นไปคงทำให้เอกสารเหล่านี้ปลอดภัย กลุ่มที่สองคือ สิ่งของที่โดนน้ำแล้วไม่เกิดความเสียหายมากนัก สิ่งเหล่านี้ควรย้ายไปไว้ที่ชั้นสอง ส่วนที่เหลือไว้ชั้นหนึ่งอาจจะเป็นสิ่งของจำพวกถ้วยชามหรือสิ่งใดๆที่โดนน้ำแล้วไม่เสียหาย ก็ไม่จำเป็นต้องย้าย นอกจากนี้ สิ่งของที่เราย้ายไปชั้นบนแล้ว ควรห่อด้วยถุงพลาสติกสัก 2-3 ชั้น เผื่อหากว่าหล่นลงมาจะได้ไม่เปียกมากนัก
ข้อที่ 2 สิ่งที่อยากให้เตรียม คือ อุปกรณ์ที่ใช้ในการหนีน้ำ ทุกวันนี้ทุกท่านคงมีถุงขยะหรือถุงพลาสติกอยู่ที่บ้าน ผมอยากเสนอให้ใช้ถุงเหล่านี้แทนถุงเท้า โดยสวมคลุมเท้าไว้ ดึงให้ถุงสูงถึงน่อง และผูกเชือกไว้ให้แน่น หลังจากนั้นจึงนำถุงเท้าเก่าๆ มาสวมที่เท้า แล้วจึงค่อยสวมรองเท้าก่อนออกจากบ้านเพื่อหนีน้ำท่วม และหากมีถุงมือก็ควรจะใส่ด้วย พร้อมกับเตรียมพลาสเตอร์ยา ยาทิงเจอร์ สำลี และไฟฉายติดตัวไปด้วย หลังจากที่ลุยน้ำไปจนถึงจุดหมายแล้ว ให้รีบล้างตัวด้วยน้ำยาฆ่าเชื้อทันที อย่าคิดว่าตัวแห้งแล้วคงไม่เป็นไร รวมไปถึงการเตรียมยาประจำตัว บางคนที่เป็นโรคเบาหวาน โรคหัวใจ หรือมีโรคประจำตัวใดๆ ควรรีบจัดการเตรียมยาประจำตัว เวลาออกไปที่ไหนให้นำยาประจำตัวติดออกไปด้วย และสุดท้ายคือ ต้องติดเงินสดไว้กับตัว ถ้าหากไม่มีเงินก็ควรต้องมีบัตรATMพกติดตัวไว้ เพราะเมื่ออพยพออกไปข้างนอกบ้านโดยไม่มีเงินจะลำบาก และเงินที่นำไปต้องแบ่งออกเป็นหลายๆกระเป๋า อย่าใส่รวมไว้ในกระเป๋าหรือที่ที่เดียวกัน
ท้ายที่สุดนี้ขอให้ทุกท่านมีความเชื่อมั่นว่า “วันพรุ่งนี้ต้องดีกว่าวันนี้” เราเตรียมตัว - เตรียมใจรับมือกับภัยน้ำท่วมเอาไว้ไม่เสียหาย ผมขอเอาใจช่วยท่านผู้อ่านทุกคนครับ



