ข่าว

 "เครดิต เรตติ้ง" นั้น...สำคัญฉะนี้

"เครดิต เรตติ้ง" นั้น...สำคัญฉะนี้

03 พ.ค. 2552

แม้ว่าเหตุการณ์ความไม่สงบทางการเมืองที่เกิดขึ้นในช่วงกลางเดือนเมษายนจะผ่านพ้นไปแล้ว แต่ผลกระทบที่เป็น “ควันหลง” จากเหตุการณ์ดังกล่าวยังคง “คุกรุ่น” ไม่ว่าจะเป็นการประเมินล่าสุดของสำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) ที่ระบุถึงความเสี

 หรือแม้แต่การที่สถาบันจัดอันดับความน่าเชื่อถือระหว่างประเทศ (เครดิต เรตติ้ง เอเยนซี) 2 แห่ง ได้แก่ สแตนดาร์ด แอนด์ พัวร์ (เอสแอนด์พี) และ ฟิตช์ เรทติ้ง ออกมาปรับลด “ความน่าเชื่อถือ” ของประเทศไทยในห้วงเวลาดังกล่าว
ที่สำคัญ สถาบันจัดอันดับความน่าเชื่อถือทั้งสองแห่ง ยังมี "แนวโน้ม" ใน "เชิงลบ" ต่อประเทศไทย

 หลายคนอาจสงสัยว่า แล้วมันอะไรกันนักหนา กับการปรับลดความน่าเชื่อถือของฝรั่งต่างชาติ ทำไมถึงต้องให้น้ำหนัก ให้ความสำคัญ หรือให้ “ราคา” กับมุมมองของสถาบันจัดอันดับเหล่านี้

 เรตติ้งลด-ความเสี่ยงเพิ่ม

 รศ.ดร.มนตรี โสคติยานุรักษ์  รองคณบดีฝ่ายวางแผนและพัฒนา คณะรัฐประศาสนศาสตร์ สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ หรือ GSPA นิด้า บอกว่า การปรับลดอันดับความน่าเชื่อถือของประเทศไทย ถือเป็นการ “ยืนยัน” ถึง “ความเสี่ยง” ด้านเศรษฐกิจของประเทศไทยอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

 และนั่นเป็นการส่งสัญญาณที่ "ทำลาย" ความเชื่อมั่นของนักลงทุนและนักท่องเที่ยวต่างชาติอย่างมีนัยสำคัญ

 ผลกระทบที่ รศ.ดร.มนตรี บอกว่าจะเกิดขึ้นแน่ๆ กับอันดับเครดิตที่หายไปนั่นคือ แรงกดดันที่มีต่อศักยภาพในการออกไประดมเงินในต่างประเทศ ไม่ว่าจะเป็นภาครัฐบาล เอกชน หรือแม้แต่รัฐวิสาหกิจ

 "สิ่งที่เราเห็นตอนนี้คือ การระดมเงินหรือออกไปหาแหล่งเงินได้ยากขึ้น เพราะแน่นอนว่า เมื่อเครดิตหรือความน่าเชื่อถือลดลงแล้ว การกู้ก็เป็นไปได้ลำบากขึ้น หรือกู้ได้ แต่ต้องยอมรับต้นทุนทางการเงินที่สูงขึ้น หมายถึงดอกเบี้ยการกู้ยืมที่แพงขึ้น หรือเงื่อนไขการกู้ที่เข้มงวดขึ้น เพราะความเสี่ยงของคุณเพิ่มมากขึ้น”

 ถ้าเป็นภาพใหญ่ระดับประเทศ รศ.ดร.มนตรี บอกว่า ผลกระทบที่ชัดเจนที่สุด ก็คงเป็นในส่วนของรัฐบาล เพราะขณะนี้รัฐบาลต้องการระดมทุนเพื่อใช้ลงทุนในโครงการขนาดใหญ่ รวมถึงเงินทุนที่ใช้ในการกระตุ้นเศรษฐกิจ “เครดิต เรตติ้ง” ที่ถูกหั่นออกไปย่อมกระทบต่อการกู้เงินของรัฐบาลอย่างแน่นอน ทั้งในแง่ที่ยากขึ้น และต้นทุนที่สูงขึ้น

 การเปลี่ยน “เครดิต เรตติ้ง” โดยเฉพาะใน “เชิงลบ” หรือ “ลดลง” จึงไม่ใช่เรื่องควรละเลย เพราะหากเกิดขึ้นกับระดับบุคคลธรรมดา ซึ่งเวลาขอกู้เงินกับสถาบันการเงิน บรรดาสถาบันการเงินก็ย่อมต้องจัดอันดับ “ระดับชั้นของลูกค้า” ว่าเป็นลูกค้าชั้นดีหรือไม่ ด้วยการพิจารณาจากประวัติการชำระหนี้ย้อนหลัง พิจารณาจากรายได้ และจากความสามารถในการชำระหนี้

 และแน่นอนว่า เงื่อนไขในการปล่อยกู้ย่อมแตกต่างกันระหว่าง “ลูกค้าชั้นดี” กับ “ลูกค้าในระดับที่ต้องดูแลความเสี่ยงอย่างใกล้ชิด”

 รู้จัก “เรตติ้ง” ก่อนตัดสินใจ

 สำหรับการจัด “เรตติ้ง” นั้น สถาบันจัดอันดับความน่าเชื่อถือจะใช้สัญลักษณ์เป็นการสื่อความหมาย ซึ่งสถาบันจัดอันดับความน่าเชื่อถือของไทยอย่าง “ทริส เรทติ้ง” ใช้สัญลักษณ์แสดงผลการจัดอันดับเครดิต 8 อันดับ โดยเริ่มจาก “ทริปเปิล เอ” (AAA) ซึ่งเป็นอันดับสูงสุด ไปจนถึง “ดี” (D) ซึ่งเป็นอันดับต่ำสุด

 ทริส ระบุว่า ตราสารที่ได้รับการจัดอันดับสูงสุด “ทริปเปิล เอ” (AAA) นั้น สะท้อนถึงอันดับเครดิตสูงสุด มีความเสี่ยงต่ำที่สุด บริษัทมีความสามารถในการชำระดอกเบี้ยและเงินต้นในเกณฑ์สูงสุด และได้รับผลกระทบน้อยมากจากการเปลี่ยนแปลงทางธุรกิจ เศรษฐกิจและสิ่งแวดล้อมอื่นๆ ถือว่า “สุดยอดรอบด้าน”

 ต่อมาคือ “ดับเบิล เอ” (AA) มีความเสี่ยงต่ำมาก มีความสามารถในการชำระดอกเบี้ยและคืนเงินต้นในเกณฑ์สูงมาก แต่อาจได้รับผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงทางธุรกิจ เศรษฐกิจ และสิ่งแวดล้อมอื่นๆ มากกว่าอันดับเครดิตที่อยู่ในระดับ AAA

 ขณะที่เครดิต เรตติ้ง ในระดับ “เอ” (A) หมายถึงมีความเสี่ยงในระดับต่ำ มีความสามารถในการชำระดอกเบี้ยและคืนเงินต้นในเกณฑ์สูง แต่อาจได้รับผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงทางธุรกิจ เศรษฐกิจ และสิ่งแวดล้อมอื่นๆ มากกว่าอันดับเครดิตที่อยู่ในระดับสูงกว่า

 ส่วนเรตติ้งในกลุ่ม “บี” จะเริ่มต้นที่ “ทริปเปิล บี” (BBB) กลุ่มนี้มีความเสี่ยงในระดับปานกลาง มีความสามารถในการชำระดอกเบี้ยและคืนเงินต้นในเกณฑ์ที่เพียงพอ แต่มีความอ่อนไหวต่อการเปลี่ยนแปลงทางธุรกิจ เศรษฐกิจ และสิ่งแวดล้อมอื่นๆ มากกว่า และอาจมีความสามารถในการชำระหนี้ที่อ่อนแอลงเมื่อเทียบกับอันดับเครดิตที่อยู่ในระดับสูงกว่า พอถึงเรตติ้ง “ดับเบิล บี” (BB) ความเสี่ยงก็จะสูงขึ้น และความสามารถในการชำระหนี้จะอยู่ในเกณฑ์ต่ำกว่าระดับปานกลาง ไล่ไปจนถึง “บี” (B) ซึ่งมีความเสี่ยงในระดับสูงมากขึ้น

 ปิดท้ายที่เรตติ้ง “ซี” (C) ซึ่งทริส ระบุว่า มีความเสี่ยงในการผิดนัดชำระหนี้สูงที่สุด ไม่มีความสามารถในการชำระดอกเบี้ยและคืนเงินต้นตามกำหนดอย่างชัดเจน โดยต้องอาศัยเงื่อนไขที่เอื้ออำนวยทางธุรกิจ เศรษฐกิจ และสิ่งแวดล้อมอื่นๆ อย่างมากจึงจะมีความสามารถในการชำระหนี้ได้

 และ “ดี” (D) ซึ่งเป็นระดับที่อยู่ในสภาวะผิดนัดชำระหนี้ โดยผู้ออกตราสารหนี้ไม่สามารถชำระดอกเบี้ยและคืนเงินต้นได้ตามกำหนด

 ทั้งนี้ อันดับเครดิตจาก AA ถึง C อาจมีเครื่องหมายบวก (+) หรือลบ (-) ต่อท้าย เพื่อจำแนกความแตกต่างของคุณภาพของอันดับเครดิตภายในระดับเดียวกัน

 เวลาเลือกลงทุนในตราสาร โดยเฉพาะ “หุ้นกู้” ที่กำลังออกมาขายกันอย่างถล่มทลายในเวลานี้ อย่าลืมเทียบ “เครดิต” ที่ปะหน้ามาให้ดี ก่อนตัดสินใจ

ขวัญชนก วุฒิกุล

 [email protected]