ข่าว

'โกร่ง'เผย'ปู'ยกหูชวนกู้วิกฤติชาติ

'โกร่ง'เผย'ปู'ยกหูชวนกู้วิกฤติชาติ

09 พ.ย. 2554

"โกร่ง" เดินหน้ากู้วิกฤติชาติหารือทูตญี่ปุ่นสร้างความมั่นใจนักลงทุนก่อนเดินสายทำ ความเข้าใจประเทศต่อๆ ไป เผย กยอ.รูปแบบเดียวกับกก.อีสเทิร์นซีบอร์ดสมัยน้าชาติ ที่รัฐจะต้องรับฟังและปฏิบัติตามข้อเสนอ ไม่เช่นนั้นงานไม่เดิน เดินแผนระยะสั้นร่างพิมพ์เขียวใน 1

   ประธานคณะกรรมการยุทธศาสตร์เพื่อการฟื้นฟูและสร้างอนาคตประเทศ (กยอ.) เร่งเดินเครื่องการทำงานหลังได้รับแต่งตั้งจากนายกรัฐมนตรีให้เข้ามาฟื้นฟูชาติจากเหตุการณ์น้ำท่วมใหญ่สร้างความเสียหายด้านเศรษฐกิจอย่างใหญ่หลวง เพื่อฟื้นฟูความเชื่อมั่นของนักลงทุน

    นายวีรพงษ์ รามางกูร ประธานกยอ. เปิดเผยว่า ได้เรียกประชุมร่วมกับเลขาธิการสำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ หรือสภาพัฒน์ เพื่อหารือเกี่ยวกับแนวทางการปฏิบัติของคณะกรรมการฟื้นฟูฯ และในช่วงเย็นได้เข้าหารือกับทูตของประเทศญี่ปุ่น เพื่อขอคำแนะนำเรื่องการสร้างความเชื่อมั่นแก่นักลงทุน โดยได้สอบถามว่านักลงทุนญี่ปุ่นต้องการให้รัฐบาลไทยช่วยเหลือ หรือต้องการอะไร ซึ่งภาครัฐพร้อมจะให้การสนับสนุนและช่วยเหลืออย่างเต็มที่

    "เราพยายามชี้แจงให้นักลงทุนมั่นใจได้ว่า ในปีหน้าช่วงฤดูกาลที่น้ำเยอะจะไม่เกิดปัญหาเหมือนในปีนี้อย่างแน่นอน และอนาคตประเทศไทยจะมีการป้องกันอย่างถาวรเกี่ยวกับปัญหาน้ำท่วม เพื่อให้นักลงทุนยังใช้ประเทศไทยเป็นฐานการผลิตต่อไป" นายวีรพงษ์ ยืนยัน


แนะรัฐต้องไม่ขวางข้อเสนอ



    ประธานกยอ.ชี้แจงอีกว่า คณะกรรมการฟื้นฟูฯ เตรียมที่จะทำความเข้าใจกับนักลงทุนของประเทศสิงคโปร์ ซึ่งเข้ามาลงทุนในประเทศไทยมากเป็นอันดับสอง รวมถึงยังต้องไปชี้แจงกับบริษัทประกัยภัย เพราะขณะนี้บริษัทรับประกันภัยต่อในต่างประเทศปฏิเสธการรับประกันการลงทุนของโรงงานในนิคมที่ถูกน้ำท่วม คณะกรรมการฟื้นฟูฯ จึงมีหน้าที่ไปสร้างความเชื่อมั่นให้แก่บริษัทประกัน ว่านิคมอุตสาหกรรมจะมีการป้องกันปัญหาน้ำท่วมอย่างถาวร

    พร้อมกันนี้ นายวีรพงษ์ยังกล่าวถึงรูปแบบของกยอ.ว่า เบื้องต้นจะทำในรูปแบบกรรมการอีสเทิร์นซีบอร์ดซึ่งรัฐบาลในอดีตเคยทำไว้ คือเมื่อกรรมการชุดนี้มีความเห็นเช่นใดก็จะประสานและเสนอให้รัฐบาลให้ความเห็นชอบตลอดเวลา สิ่งสำคัญคือรัฐบาลต้องเอากับคณะกรรมการชุดนี้ด้วย หากไม่เอาด้วย ก็จะขับเคลื่อนการทำงานไม่ได้ เบื้องต้นน่าจะออกกฎหมายเพื่อให้อำนาจกรรมการชุดนี้จะได้ทำงานได้รวดเร็วและมีอำนาจเต็มที่ และต้องออกกฎหมายอีกฉบับเพื่อใช้งบประมาณ

    "แต่จุดนี้ขอดูรายละเอียดก่อน เพราะขณะนี้ร่าง พ.ร.บ.งบประมาณ 2555 ยังไม่ผ่านสภา และคงต้องใช้เงินคงคลังตาม พ.ร.บ.เงินคงคลัง พ.ศ.2498 ที่ให้อำนาจรัฐบาลใช้เงินตรงนี้ได้เพราะประเทศประสบภัยพิบัติและอาจตราเป็นพ.ร.ก.ต่อไป" นายวีรพงษ์ กล่าว


1ปีร่างพิมพ์เขียวพลิกฟื้นใน5ปี


    นายวีรพงษ์ยังได้กล่าวถึงการดำเนินงานของคณะกรรมการฟื้นฟูฯ ว่า ได้ตั้งเป้าไว้คือ แผนเฉพาะหน้าในช่วงระยะเวลา 1 ปี จะเห็นพิมพ์เขียวการฟื้นฟูประเทศ และโครงการต่างๆ สามารถปฏิบัติได้จริงภายใน 5 ปี ซึ่งนับจากนี้ไปหน่วยงานที่เกี่ยวข้องต้องไปจัดระเบียบพื้นที่ในการลงทุนนิคมอุตสาหกรรมไม่ให้อยู่ในพื้นที่เส้นทางน้ำ หรือจัดโซนนิ่ง ขณะที่นักลงทุนเองก็คงรู้แล้วว่าการลงทุนจะเลือกลงทุนในพื้นที่ใด ส่วนภาครัฐมีหน้าที่อำนวยความสะดวกในเรื่องโครงสร้างพื้นฐานและสาธารณูปโภค เช่น การสร้างถนน ไฟฟ้า ประปา


    "ประเทศไทยเป็นทั้งประเทศเกษตรกรรมควบคู่ไปกับอุตสาหกรรม เราต้องใช้ยุทธศาสตร์ทั้งสองเพื่อส่งเสริมกันไป เพราะไทยมีแรงงานฝีมือทางด้านอุตสาหกรรมด้วย สินค้าที่ผลิตออกมาก็เป็นที่ชื่นชอบของตลาดโลก นอกจากนี้ในเรื่องการผลิตอาหารในภาคเกษตรประเทศไทยก็เป็นที่หนึ่งของโลกด้วย" นายวีรพงษ์ กล่าว

    เมื่อถามว่าโครงการที่กรรมการเสนอต่อรัฐบาล จะใช้เงินจากส่วนใดฟื้นฟูประเทศ เพราะต้องใช้เงินจำนวนมาก ประธานกยอ. กล่าวว่า ประเทศไทยวันนี้ไม่เหมือน 20 ปีที่ผ่านมา เราไม่ใช่ประเทศลูกหนี้สุทธิ การพัฒนาเศรษฐกิจมีอย่างต่อเนื่องตั้งแต่รัฐบาล พล.อ.เปรม ติณสูลานนท์ จนถึงรัฐบาล พล.อ.ชาติชาย ชุณหะวัณ เมืองไทยมีเงินออมมากกว่าเงินลงทุน เรามีเงินทุนเกินดุลบัญชีเดินสะพัดมาหลายปีแล้วตั้งแต่สมัย พล.อ.ชาติชาย ประเทศไทยมีเงินและสมบัติมหาศาล


เผยปูยกหูชวนแก้วิกฤติชาติ



    "วันนี้ต้องควักเงินมาทำเพื่อลูกหลานในอนาคต ฉะนั้นยืนยันว่าไม่มีปัญหาเรื่องนี้ วันนี้ต้องนำเงินที่สะสมไว้มาก่อให้เกิดประโยชน์ เงินนั้นไม่มีปัญหา ขอเพียงให้สิ่งที่รัฐบาลจะดำเนินการต้องมีประโยชน์ โปร่งใส มีวินัยทางการเงินการคลัง" นายวีรพงษ์ยืนยัน

     อดีตรองนายกรัฐมนตรี กล่าวว่า การที่นายกฯ แต่งตั้งตนซึ่งไม่มีตำแหน่งทางการเมือง ถือเป็นการส่งสัญญาณให้คนไทยและต่างประเทศรู้ว่ารัฐบาลเอาจริง ไม่ทำเรื่องนี้เพื่อการเมือง เพราะในอนาคตข้างหน้าหากตนไม่อยู่คนที่จะเข้ามาแทนก็สามารถทำงานต่อได้ ตรงนี้เป็นงานของกรรมการในระยะยาวที่ต้องทำอย่างต่อเนื่อง

    "การเลือกคณะกรรมการทั้ง 2 ชุด ก็เป็นการตัดสินใจของนายกรัฐมนตรีที่ต้องการแก้ไขวิกฤติชาติ เมื่อท่านเชิญให้เข้ามาร่วมผมจึงตอบรับทันที เพราะหากปฏิเสธคงตอบคำถามตัวเองไม่ได้ว่าทำไมไม่เข้ามาช่วยประเทศชาติในยามคับขัน และการเข้ามาครั้งนี้ก็ไม่ได้มีเงื่อนไขใดกับรัฐบาล และเมื่อดูจากรายชื่อคณะกรรมการคนอื่นๆ ก็เห็นว่าส่วนใหญ่เป็นคนคุ้นเคยกันอยู่แล้ว จึงไม่น่ามีปัญหาในการทำงาน" ประธานกยอ.ยืนยัน

 

ลั่นมีอำนาจเคาะโต๊ะเต็มที่คาดใช้เงินมหาศาล



             นายวีรพงษ์ ให้สัมภาษณ์ทางสถานีโทรทัศน์ไทยพีบีเอสเพิ่มเติมกล่าวถึงขอบเขตการทำงานว่า มีกรอบว่าหากหนึ่งปีข้างหน้าฝนตกต้องไม่เป็นอย่างนี้  บริษัทญี่ปุ่นต้องเดินหน้าเครื่องจักรได้ เราจะให้เงินกู้ดอกเบี้ยต่ำ หรือ "ซอฟท์โลน" ส่วนระยะต่อไปคือเรื่องการฟื้นฟู  จากนี้ไปต้องมีภาระกิจเยอะแยะ  ถนนหนทางาสะพานที่ชำรุดต้องรีบซ่อม ส่วนที่จะไม่ให้เกิดน้ำท่วม ก็เป็นเรื่องคณะกรรมการอีกคณะที่จะพิจารณา ต้องมีการลงทุนอย่างถาวร ว่าต้องมีคันคลอง ท่อ ระบบสูบน้ำ อย่างไรซึ่งเราต้องว่าจ้างที่ปรึกษาทั้งในและต่างประเทศ

             เมื่อถามว่าหากญี่ปุ่นเสนอะไรมาต้องรับใช่หรือไม่  นายวีรพงษ์ กล่าวว่า  ต้องดูว่าเป็นประโยชน์อะไรแค่ไหน ตนจะไม่ตัดเสื้อโดยไม่วัดตัว


             เมื่อถามถึงงบประมาณที่ต้องใช้ นายวีรพงษ์ กล่าวว่า งบที่ทุ่มลงไปก็ยังไม่ทราบว่าต้องใช้เท่าไหร่  โดยจะให้ให้สภาพัฒน์เป็นแม่งาน และตั้งสำนักงานในสภาพัฒน์ ยังไม่ทราบว่าจะใช้เม็ดเงินขนาดไหนแต่คาดว่าคงใช้เยอะ 

             ส่วนเรื่องโครงสร้างในการทำงานนั้น นายวีรพงษ์กล่าวว่า ตนเป็นเพียงผู้ช่วยนายกฯ คาดว่าคณะกรรมการชุดนี้อยากให้เซ็ตโครงสร้างเซ็ตเอา และอยู่จนกระทั่งการปรับโครงสร้างระบะยาวเสร็จสิ้น แต่ตัวบุคคลไม่ต้องอยู่นานก็ได้ ซึ่หากเป็นอย่างนั้นจะเปลี่ยนใครไปมางานก็เดินต่อไปได้  

             เมื่อถามถึงกรณีรายชื่อที่มีความใกล้ชิดกับ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร เช่น นายพันธ์ศักดิ์ วิญญรัตน์ ว่า เป็นตัวจริงหรือไม่ นายวีรพงษ์ กล่าวว่าจริงไม่จริงข้างหน้าก็จะทราบ อย่าสนใจรายชื่อใครทำงานได้ก็ทำ  อย่ามองว่าคนนั้นเป็นคนนี้ ขอให้มองตนกับสภาพัฒน์เป็นหลัก  "ผมมีอำนาจเคาะโต๊ะเต็มที่"   

             ต่อข้อถามที่ว่างานนี้ถือว่ายากที่สุดในชีวิตหรือไม่ นายวีรพงษ์ กล่าวว่า "การทำงานใหญ่ต้องยาก หากไม่ยากไม่ควรเอาผมไปลำบาก  งานง่ายๆผมไม่รับ ผมเตรียมใจไว้แล้ว ผมทำงานตั้งแต่สมัย พล.อ.เปรม ติณสูลานนท์ เรื่องยากทั้งนั้น  งานนี้ไม่น่าจะยากที่สุด สมัยทีประเทศจะล่มจม สมัยป๋าเปรม ผมก็ผ่านมาได้ การจะไผ่านได้คือความร่วมมือร่วมใจของทุกฝ่าย คำวิพากษ์วิจารณ์เล็กๆน้อยๆว่าไปเถอะ ผมไม่ได้ยิน"

             ส่วนเรื่องการเตรียมความพร้อมนั้น นายวีรพงษ์ กล่าวว่า ตนได้เชิญเลขาธิการสภาพัฒน์ฯ มาหารือว่าจะจัดสำนักงาน จัดฝ่ายเลขานุการอย่างไร  ซึ่งสภาพัฒน์ได้ก็ศึกษาเรื่องน้ำ และนำหนังสือที่ได้ศึกษาและเตรียมถวายรายงานต่อพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ซึ่งตนจะเริ่มจากจุดนี้ และในอังคารที่จะถึงจะเป็นการประชุมนัดแรก โดยกรอบวันแรกคงพูดเรื่องธุรการสำนักงาน เรื่อง หน่วยงาน งบประมาณ ว่าจะใช้ที่ไหน เรื่องที่รีบด่วนคือเรื่องที่ได้ประกาศไปแล้ว ว่าปีหน้า จะต้องไม่เกิดเรื่องอย่างนี้อีก ว่าต้องทำอะไรบ้าง ต้องประชุมกับนิคมฯ ว่าต้องการอะไร  เรื่องทาวิศงวกรรม เขาต้องการเงินเท่าไหร่ เราจะจัดหาสืนเชื่อดอกเบี้ยต่่ำให้ ต้องการอะไรเสริมเพิ้่มเติมหรือไม่    รมว.คลังก็ได้เตรียมสินเชื่อดอกเบี้ยต่ำ ประมาณ 50,000 ล้าน บาทให้นิคมต่างๆใช้เป็นเงินลงทุนป้องกันน้ำท่วม   เรื่องการซ่อม ถนน สะพาน ท่าน้ำที่ถูกน้ำท่วม ต้องทำโดยเร่งด่วน  ทั้งหมดจะอยู่ในหน้าที่ของกระทรวงใดก็ต้องของบกลางมาใช้  เรื่องเงินสำคัญมาก ไม่มีเงินทำอะไรไม่ได้

             อย่างไรก็ตามเมื่อให้วิเคราะห์ว่าปัญหาครั้งนี้เกิดจากอะไร นายวีรพงษ์กล่าวว่า   เกิดจากเทวดาให้นาคพ่นน้ำมามาก เป็นภัยธรรมชาติ น้ำมากอย่างนี้ใครๆก็รับไม่ได้ ไม่ได้เกิดจากการบริหาร เพราะเขาทำดีมาตลอด อันนี้เป็นเรื่องสุดวิสัย เป็นเรื่องเทวดาให้นาคมาพ่นเยอะเกินไป เมื่อข้างหน้าอาจจะพ่นอีก เราก็ต้องเเตรียมรับสถานการณ์  ใครบริหารน้ำในเขื่อนหากฝนมาอย่างนี้ก็เป็นอย่างนี้   

             เมื่อถามว่าหากประเมินรัฐบาลในการแก้ปัญหาที่ผ่านมาจะให้คะแนนอย่างไร   นายวีระพงษ์กล่าวว่า "ให้คะแนนเต็ม 10 เรื่องผิดพลาดมีแน่ แต่ไม่มีใครทำได้ดีกว่านี้ ใครมาก็อย่างนี้  ที่ให้เต็ม 10 เพราะให้กำลังใจ คนทำงานเหนื่อยจะตายไปบอกตกใครจะทำต่อ  ไม่ใช่เวลาจะบอกว่าสอบผ่านไม่ผ่าน ดูเขาก็เหนื่อยยากแสนสาหัส   ขอให้ท่านทำงานต่อไปดูแลประชาชนที่ประสบภัยให้ดีที่สุด"  

อยากเห็นแผนป้องน้ำถาวร


    ขณะที่นายเซอิจิ โคจิมะ เอกอัครราชทูตญี่ปุ่นประจำประเทศไทย เปิดเผยว่า รัฐบาลและเอกชนญี่ปุ่น พร้อมจะช่วยเหลือและให้คำแนะนำต่อรัฐบาลไทย ในการทำแผนระยะยาวป้องกันน้ำท่วม หลังจากที่รัฐบาลได้แต่งตั้งคณะกรรมการ 2 ชุดขึ้นมาดูแล โดยญี่ปุ่นจะส่งผู้เชี่ยวชาญจากองค์กรช่วยเหลือระหว่างประเทศ หรือไจก้า เข้ามาแนะนำ ทั้งการเยียวยา การใช้ประโยชน์ของระบบแก้มลิง รวมทั้งการลงทุนโครงสร้างขนาดใหญ่ในอนาคต

    "การตั้งคณะกรรมการดังกล่าวจะต้องสร้างแผนงานเพื่อสร้างความเชื่อมั่น ในขณะนี้นักลงทุนญี่ปุ่นยังไม่มีแผนการย้ายฐานจากประเทศไทย แต่ต้องการเห็นแผนป้องกันน้ำท่วมที่ถาวร โดยแผนป้องกันนิคมต่างๆ นั้น นักลงทุนญี่ปุ่นเห็นว่า นอกจากจะป้องกันนิคมแล้ว จะต้องครอบคลุมไปถึงการดูแลป้องกันพนักงานและชุมชนใกล้เคียงนิคมอุตสาหกรรมด้วย" นายเซอิจิระบุ

    สำหรับการช่วยเหลือเบื้องต้น เอกอัครราชทูตญี่ปุ่นประจำประเทศไทย ชี้แจงว่า รัฐบาลญี่ปุ่นได้ส่งเงินช่วยเหลือให้เปล่าระยะแรก 22 ล้านบาท ระยะที่ 2 วงเงิน 1,000 ล้านเยน และได้ส่งเครื่องปั๊มน้ำมาช่วยเหลือประเทศไทย โดยชาวญี่ปุ่นทั้งรัฐและเอกชนพร้อมช่วยเหลือประเทศไทยเพิ่มเติม ทั้งเพื่อความสัมพันธ์ของสองประเทศและการตอบแทนคนไทยที่ให้ความช่วยเหลือช่วงที่ญี่ปุ่นได้รับผลกระทบจากภัยพิบัติสึนามิ


"สุวิทย์"แนะเร่งนำแนวพระราชดำริปี38-ผันน้ำต้องมององค์รวม


    นายสุวิทย์ คุณกิตติ อดีต ส.ส.ขอนแก่น 7 สมัย อดีตรองนายกรัฐมนตรี เคยดำรงตำแหน่งเป็นรัฐมนตรีในหลายกระทรวงทั้งกระทรวงยุติธรรม กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กระทรวงวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยีและสิ่งแวดล้อม กระทรวงศึกษาธิการ กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม กระทรวงเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร กระทรวงอุตสาหกรรม และกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม เขียนทวิตเตอร์  @SuwitKhunkitti  ถึงสถานการณ์น้ำท่วมในกทม. ว่า "วันนี้ เหมือนกับปี38ที่น้ำท่วมหมุนเวียนอยู่ในกทมไม่ระบายออกทะเลจนในหลวงท่านพระราชทานแนวทางแก้ไขใช้เวลาไม่นานก็ผันน้ำออกจนหมดให้รีบนำแนวทางพระราชทานปี38 ไปดำเนินการระบายน้ำลงทะเลให้เร็วที่สุด เพราะยิ่งนานชาวบ้านยิ่งเครียดปัญหาต่างๆจะตามมาอีกมาก เพราะกุญแจสำคัญคือการระบายน้ำเพราะที่ผ่านมากันน้ำ โดยไม่มองภาพรวม จนไม่เป็นธรรมชาติทำให้ยากแก่การควบคุม ทั้งที่ควรจะควบคุมผลกระทบได้  รีบนำแนวทางพระราชทานปี38มาดำเนินการด่วนเถอะนะครับ"
   
    เมื่อถามว่า จนถึงเวลานี้ มองว่าผู้มีหน้าที่ดำเนินการทั้งหลาย ยังไม่ได้เริ่มดำเนินการ หรือว่าทำแต่ยังหลงทิศ หลงทาง กันอยู่ นายสุวิทย์ ตอบว่า  "ทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้องต้องร่วมกันทำอย่างเป็นหนึ่งเดียวจะแยกกันทำหรือต่างคนต่างทำไม่ได้ ที่สำคัญคือต้องเข้าใจในสิ่งที่พระองค์พระราชทาน เพราะแนวทางที่พระราชทานไว้ท่านทรงมองแบบองค์รวมไม่แยกส่วนมองครบทุกด้านตั้งแต่ต้นน้ำจนถึงปลายน้ำดูว่าน้ำมาทางไหนแล้วจะให้มันไปทางไหน"


    เมื่อถามว่า  การจัดการน้ำ ถูกการสกัดกั้น เพราะเหตุผลความเดือดร้อน เอกภาพในการทำงาน มักจะมีปัญหาการเมือง เกี่ยวข้อง งานนี้ประชาชนคงต้องปล่อยไปตามยถากรรม ถ้ายังทำงานกันเป็นการเมืองอยู่  นายสุวิทย์ ตอบว่า คงเป็นส่วนหนึ่งแต่หากเราจัดการอย่างเป็นระบบและมีเอกภาพ เราสามารถจะควบคุมสถานการณ์และผลกระทบได้ซึ่งจะทำให้ปชช.เกิดความมั่นใจ และเข้าใจ อย่างน้อยที่สุดแต่ถ้าไม่เร่งระบายน้ำอย่างที่ควรจะต้องทำและไม่นำแนวทางการแก้ไขพระราชทานปี38มาใช้ทันที พวกเราอาจต้องจมน้ำ6-8อาทิตย์  ทุกวันนี้ได้ยินแต่ว่าน้ำจะมาถึงไหน เมื่อไรท่วม สูงเท่าไร ตั้งแต่วันนี้ควรต้องบอกปชช.ด้วยว่าน้ำจะหมดเมื่อไรอย่างไรปชช.จะได้มั่นใจและสบายใจ