
ไลฟ์สตางค์-หนี้ธุรกิจ ใจเขาใจเรา
ที่องค์กรผม การติดตามทวงถามหนี้ลูกค้าเป็นเรื่องที่ผู้บริหารให้ความสำคัญไม่แพ้การขาย และการทำตลาด เพราะต้องยึดหลัก ใจเขา ใจเรา จะพูดจะจาก็ต้องเข้าใจความรู้สึก
ถ้าเป็นคนที่ตั้งใจจะเบี้ยวหนี้และโกงตั้งแต่แรก คงไม่เจ็บปวด แต่สำหรับคนดีๆ ที่เจอพิษเศรษฐกิจเล่นงาน ตกที่นั่งลำบาก จำต้องมีวิธีจัดการแบบอะลุ้มอล่วยที่สุด ยิ่งถ้าเป็นหนี้ที่เกิดระหว่างภาคธุรกิจ ยิ่งต้องระวังเป็นพิเศษ เพราะถือว่าเป็นพาร์ทเนอร์ที่เข้าข่ายโตมาด้วยกัน ไม่ควรทำให้ขุ่นข้องหมองใจ อนาคตยังต้องร่วมกันทำมาค้าขายอีก
เอสเอ็มอีไหนที่เคยประสบปัญหาตามหนี้จากซัพพลายเออร์ หรือองค์กรธุรกิจด้วยกันไม่ค่อยได้ ลองพิจารณาวิธีด้านล่างดู เป็นผลพวงที่ผมได้จากการประชุมกับหน่วยงานอื่นๆ ปรับใช้ได้ตามความเหมาะสม
พวกเราตั้งธงไว้ก่อนว่า “ใจเขา ใจเรา” คือคอนเซ็ปต์ที่จะเดิน ก่อนที่จะไปถึงมาตรการสุดท้ายทางกฎหมายก็น่าจะมีวิธีอื่นให้เลือกทำได้ก่อน ในบ้านเราเมืองเราอะไรคุยกันได้ ขอให้คุยกัน อย่าให้ถึงกับต้องพึ่งโรงพึ่งศาลเลย แลดูเจ็บปวดเกินไป
เราคุยกันเรื่องเบสิกที่สุด คือเครดิตเทอม มีการตั้งคำถามง่ายๆ คือ เราให้เครดิตเทอมสั้นเกินไปหรือไม่ ? ในทางปฎิบัติควรทำให้เป็นมาตรฐาน จะอยู่ที่สามสิบหรือสี่สิบห้าวันแล้วแต่ตกลง
อีกอย่างการจัดส่งอินวอยซ์ ต้องรวดเร็ว มีการเซ็นรับให้เรียบร้อย หลายครั้งพบว่าตกม้าตายกันที่จุดนี้ ระบบจัดการไม่ดี อีกฝ่ายอ้างว่าหล่นหายไม่ได้รับหรือจัดส่งมาช้าบ้าง ทำให้เก็บเงินไม่ได้สักที
หลายองค์กรเริ่มโวยผมต่อ เพราะได้ทำตามมาตรฐานข้อบนแล้วก็ยังเก็บเงินไม่ได้
ผมว่าไม่บัญชีเริ่มดึงก็ต้องติดปัญหาสภาพคล่อง ลองให้ฝ่ายที่ติดต่อกับซัพพลายเออร์นั้นๆ ช่วยคุยก่อนแบบกันเอง ยังไม่เรียกว่าทวงถามแค่บอกกลายๆ ว่าได้รับรายงานยอดคงค้าง เขาติดตรงไหน? จะสะดวกออกเช็คเมื่อไหร่? เหมือนกับเป็นคนกลาง ทำหน้าที่ประสานให้แก่ฝ่ายบัญชีเราอีกทาง
ทิ้งระยะสักสิบห้าวัน ถ้ายังเก็บไม่ได้ ฝ่ายบัญชีต้องลงมือต่อทันที น่าจะเริ่มมีลายลักษณ์อักษรเป็นจดหมายแล้ว เพราะอย่างน้อยจะใช้เป็นเอกสารอ้างอิงหากต้องฟ้องร้องกันในอนาคต แต่จะเขียนก็ต้องระวัง ฝ่ายกฎหมายควรช่วยร่างช่วยดูให้ เนื้อหาต้องบอกที่มาที่ไป ชี้แจงทวงถามอย่างนุ่มนวล ไม่หักดิบ พร้อมให้เวลาเคลียร์ จ่ายเงินโดยเร็วที่สุด
พ้นไปอีกสิบห้าวัน ถ้ายังเก็บไม่ได้ อันนี้เริ่มซีเรียสแล้วครับ โอกาสหนี้สูญรออยู่ข้างหน้า จดหมายฉบับที่สองต้องออกโดยมีวัตถุประสงค์ชัดเจน ชี้ให้ชัดเลยว่าหากไม่มีการจ่าย จำเป็นที่จะต้องดำเนินการทางกฎหมายต่อไป เป็นการเล็งผลเลิศ ให้เกิดการจ่ายทันที
พร้อมๆ กับต้องแจ้งให้หน่วยงานอื่นๆ รับทราบ พิจารณาระงับโครงการที่มีกับซัพพลายเออร์หรือหน่วยงานนั้นๆ ชั่วคราวไปก่อน ต้องตัดใจเพื่อป้องกันหนี้หรือความเสียหายที่จะเกิดขึ้นเพิ่มเติม
ส่วนตัว ผมว่าการออกจดหมายก่อนที่จะฟ้องร้องเป็นแนวทางที่ดี เพราะอย่างน้อยหากต้องขึ้นศาลจริง ศาลท่านจะได้พิเคราะห์ว่าเราให้ความเป็นธรรม และได้ดำเนินตามขั้นตอนต่างๆ โดยชอบ มีการให้เวลา ให้โอกาสสมควรตามหลัก “ใจเขา ใจเรา” ไม่ใช่เอะอะจะฟ้องร้อง เรียกความเสียหายทันที
อีกอย่าง ตามขั้นตอนที่ร่ายยาวมา ถ้านับนิ้วคร่าวๆ ก็กินเวลาประมาณหกสิบวัน บวกลบนิดหน่อย พูดเป็นภาษาเครดิตเทอม ก็ถือว่ายาวเกินไปแล้ว ขืนทุกรายเป็นอย่างนี้ องค์กรเราเองนั่นแหละที่อาจไม่ไหว บริหารกระแสเงินสดรับ ไม่ทันกับกระแสเงินสดจ่าย
มองในมุมลูกหนี้ หากไม่มีเงินจ่ายจริง และไม่ต้องการให้เข้าสู่การฟ้องร้องชั้นศาล ก็สามารถไกล่เกลี่ยเจรจากับเจ้าหนี้ได้ จะประนอมหนี้หรือปรับปรุงโครงสร้างก็ว่ากันไป ปรึกษากฎหมายหรือทนายด้วย สัญญาหรือเอกสารทางกฎหมายถ้าจำเป็น ก็ต้องมีเพื่อพิทักษ์ผลประโยชน์ไม่ให้สูญเสีย
ใจเขา ใจเรา เป็นปรัชญาแนวคิดที่ประยุกต์เข้าได้กับทุกเรื่อง ทุกยุคทุกสมัย ถ้าฝ่ายการเมืองจะนำไปใช้ ก็คงจะดี บ้านเมืองจะได้เลิกแบ่งเป็นสองฝ่าย
และที่สำคัญ สงครามกีฬาสี จะได้หยุดสักที
ชัยพล กฤตยาวาณิชย์



