
น้ำและอำนาจ สองนคราอุทกภัย
"เอาแต่ปกป้องกรุงเทพฯๆ แล้วพวกเราไม่ใช่คนหรือ หรือพวกเราเป็นพลเมืองชั้นสอง" หญิงสาวคนหนึ่งริมคลองแสนแสบ ถนนประชาร่วมใจ เขตคลองสามวา พูดทั้งน้ำตา
"เอาแต่ปกป้องกรุงเทพฯๆ แล้วพวกเราไม่ใช่คนหรือ หรือพวกเราเป็นพลเมืองชั้นสอง" หญิงสาวคนหนึ่งริมคลองแสนแสบ ถนนประชาร่วมใจ เขตคลองสามวา พูดทั้งน้ำตา
"ทำไมต้องให้คนลำลูกการับน้ำแทนคนกรุงเทพฯ ทำไมไม่แบ่งๆ กันไป" ลุงผู้ใหญ่บ้านหมู่ที่ 2 ต.บึงทองหลาง อ.ลำลูกกา ปทุมธานี บอกกับผมในวันที่รัฐบาลสั่งปิดประตูน้ำคลอง 8-9-10 รังสิตสายใต้ ด้วยเหตุผลที่ว่าต้องการลดปริมาณน้ำที่จะไหลเข้าสู่กรุงเทพฯ โดยเฉพาะเข้าสู่นิคมอุตสาหกรรมบางชันและลาดกระบัง
หนุ่มคนหนึ่งที่ลำลูกกาเช่นกัน ให้สัมภาษณ์นักข่าวช่อง 3 ทำนองว่า ที่ผ่านมาสังคมมักจะบอกพวกเขาให้ยอมปิดประตูระบายน้ำเพื่อเห็นแก่ส่วนรวม ปกป้องไม่ให้น้ำท่วมเมืองหลวง แต่ถามว่าเมืองหลวงเคยเห็นใจพวกเขาบ้างหรือไม่ ปล่อยให้จมน้ำมาตั้งหลายเดือน ไม่เห็นเคยสนใจ
หนุ่มคนนี้เปรียบตัวเองเป็นบ้านบางระจัน รบพุ่งกับข้าศึกมายาวนาน แต่เมืองหลวงไม่เคยดูแล ไม่เคยส่งปืนใหญ่ ไม่เคยส่งกำลังบำรุง สุดท้ายก็ต้องเสียกรุงเพราะชาวบ้านบางระจันไม่อาจต้านทานไหว จะหาว่าชาวบ้านบางระจันไม่สู้ไม่ได้
ความคิดเหล่านี้ถูกถ่ายทอดออกมาสู่การรับรู้ของสังคมมากขึ้น...มากขึ้น พร้อมๆ กับมวลน้ำที่ไหลเข้าสู่ใจกลางเมืองหลวงมากขึ้น...มากขึ้น เช่นเดียวกัน
แนวคิดเคลื่อนตัวไปข้างหน้าพร้อมๆ กับมวลน้ำ คือความคิดที่ว่า "ทำไมต้องปกป้องไม่ให้น้ำท่วมกรุงเทพฯ" หรือ "กรุงเทพฯ วิเศษวิโสอะไร ทำไมน้ำจะท่วมไม่ได้"
ปรากฏการณ์ที่ชาวบ้าน โดยเฉพาะขอบขัณฑสีมามหานคร รวมตัวประท้วง ต่อต้านการปิดประตูระบายน้ำ หรือเรียกร้องให้เปิดบานประตูเพิ่มขึ้น เพื่อให้น้ำไหลทะลักเข้าสู่กรุงเทพฯ เป็นสิ่งที่บอกว่า ทฤษฎีที่ว่ากรุงเทพฯ คือประเทศไทย คือกล่องดวงใจจะปล่อยให้เปียกปอนไม่ได้ มันกำลังถูกท้าทายแบบไม่เกรงอกเกรงใจ
ก่อนหน้าที่น้ำจะท่วมกรุง สภาหอการค้าแห่งประเทศไทย ออกแถลงการณ์เรียกร้องให้รัฐบาลปกป้องกรุงเทพฯ ชั้นใน และย่านธุรกิจ อุตสาหกรรม ให้ได้มากที่สุด เพื่อรักษาศูนย์กลางของการติดต่อสื่อสาร และการให้การช่วยเหลือต่างๆ ไว้
ขณะที่รัฐบาล และกรุงเทพมหานคร ประสานเสียงแข็งขัน ไม่มีวันยอมให้เมืองหลวงจมน้ำ
แต่เมื่อสถานการณ์เดินทางมาถึงปลายทาง รัฐบาลก็ตัดสินใจเลิกอุ้ม กทม. ด้านหนึ่งเพื่อลดแรงอั้นของมวลน้ำด้านบน อีกด้านหนึ่งก็ลดแรงกดดันของฐานเสียงในต่างจังหวัดของพรรคเพื่อไทย ที่เริ่มหันกระบอกปืนเล็งมากลางอกของเจ๊ปู หลังจากต้องจมน้ำมานานหลายเดือน
คีย์แมน ศปภ.คนหนึ่ง บอกตรงๆ ว่า "กรุงเทพฯ จะวิเศษวิโสกว่าพี่น้องในต่างจังหวัดได้อย่างไร ก็ต้องท่วมให้เหมือนกันหมด"
ยามนี้ความเท่าเทียม คือท่วมเท่ากัน ซึ่งสวนทางกับแผนการจัดการน้ำของประเทศนี้ที่ออกแบบมาเพื่อปกป้องกรุงเทพฯ ชั้นในไม่ให้ชื้นแฉะ
หลังจากน้ำท่วมใหญ่ปี 2526 ก็เริ่มมีแนวคิดในการรักษากรุงเทพฯ ชั้นในให้พ้นจากน้ำท่วม โดยสร้างกลไกการซับน้ำแบบอลังการงานสร้าง ตั้งแต่รอบกรุงเทพฯ มีการสร้างคันกั้นน้ำตามพระราชดำริ ยาว 77 กิโลเมตร วางท่อระบายน้ำ 6,404 กิโลเมตร คู คลอง 1,682 สาย ความยาว 2,604 กม. สถานีสูบน้ำ 158 แห่ง พลังสูบ 1,584 ลบ.ม.ต่อวินาที อุโมงค์ยักษ์ 7 แห่ง พลังสูบ 155.5 ลบ.ม.ต่อวินาที
เมื่อแหงนดูพื้นที่ที่อยู่ตอนเหนือของกรุงเทพฯ ตั้งแต่คลองรพีพัฒน์ คลองรังสิตประยูรศักดิ์ ไม่มีเส้นไหนเลยที่จะทะลุลงมายังกรุงเทพฯ ชั้นในได้ง่ายๆ ทุกสายล้วนต่อท่อเบี่ยงอ้อมออกไปนอกเมืองฝั่งตะวันออกสิ้นเชิง
กว่า 20 ปี กรุงเทพฯ ได้วางระบบป้องกันแข็งแรงยิ่งกว่าไข่ในหิน
แต่วันนี้ เส้นแบ่งของความเป็น 'กรุงเทพฯ' กับ 'ชนบท' กำลังถูกทลาย ไม่มีใครจะยอมให้ใครได้รับอภิสิทธิ์เหนือใคร แม้แต่เขตเศรษฐกิจ ศูนย์กลางการสื่อสาร การแพทย์ เทคโนโลยี การเมือง อย่างกรุงเทพมหานคร ก็ไม่ได้รับการยกเว้น
ย้อนไปเมื่อ พฤษภาคม 2553 มวลชนคนเสื้อแดง รุกคืบเข้ามายึดใจกลางเศรษฐกิจของคนกรุงเทพฯ ภายใต้แนวคิดที่ว่า ความเท่าเทียมคือคนต่างจังหวัดก็สามารถจัดม็อบกลางกล่องดวงใจคนกรุง กินนอนสี่แยกราชประสงค์เป็นเดือนๆ ได้ ใครจะทำไม ปีนั้น คนเมืองต้องอพยพไปนอกพื้นที่ เพราะคนเสื้อแดงแผ่ขยายเต็มไปหมด
ปี 2554 'มวลน้ำ' ที่มีมากกว่าเขื่อนภูมิพลเต็มๆ หนึ่งเขื่อน ได้รับไฟเขียวให้ผ่าทะลุโครงสร้างการป้องกันของ กทม. และคนกรุงต้องอพยพลี้ภัยกันไปอีกรอบ
ความตื่นตัวทางการเมืองของภาคประชาชน ในระยะ 5 ปี หลังการรัฐประหาร บวกกับโลกของการสื่อสารที่ไร้พรมแดนมากขึ้น ความรู้สึกว่าคนเมืองมีอำนาจเหนือคนชนบทหรือภูมิภาคมีน้อย
ทฤษฎีที่ว่า คนเมือง เป็นหัวใจหรือสมองที่สำคัญกว่า คนต่างจังหวัดเป็นนิ้ว เป็นแขน ขา ที่ขาดได้ก็ไม่ตาย จึงค่อยๆ ถูกทำลายลงไป ยิ่งเรามีรัฐบาลที่ฐานเสียงใหญ่มาจากต่างจังหวัดไม่ใช่ กทม.แล้ว สมการอำนาจมันก็เปลี่ยนไป ดุลอำนาจของคนเมืองก็ยิ่งน้อยลง
ภาพความขัดแย้งของ ศปภ. และ กทม. เป็นตัวสะท้อนได้ดีที่สุด
ศปภ.คือตัวแทนคนต่างจังหวัด กทม.คือตัวแทนคนกรุง สองหน่วยงานนี้ทะเลาะกันไม่เลิกก็เพราะเรื่องนี้ ต่างฝ่ายต่างปกป้องฐานเสียงของตัวเอง ที่ผ่านมาเราจึงเห็น ส.ส.เพื่อไทย ไปเปิดประตูระบายน้ำให้คนคลองสามวา แต่ กทม.วิ่งตามไปซ่อม หรือ กทม.วิ่งวุ่นวางกระสอบทรายป้องกัน กทม.ชั้นใน แต่โดน ศปภ. ด่าว่า ยิ่งทำให้สร้างปัญหาให้คนที่อยู่นอกแนว
นี่เป็นการเมืองเรื่องน้ำและอำนาจ
ก่อนหน้านี้สองนคราประชาธิปไตย คนชนบทตั้งรัฐบาล คนกรุงล้มรัฐบาล มันถูกโค่นล้มด้วยคนเสื้อแดง ที่ทั้งลุกขึ้นมาไล่รัฐบาลและตั้งรัฐบาลด้วยตัวเอง และมันก็ลุกลามมาถึงน้ำ
วันนี้น้ำจะท่วมหรือไม่ท่วมตรงไหน เสียงส่วนใหญ่จะเป็นคนตัดสิน
ส่วนคนกรุงที่มีเสียงในการเมืองเล็กลงๆ ก็ถูกไล่ต้อนจนหมดที่ยืนไปเรื่อยๆ ปีที่แล้วเจอมวลชน ปีนี้เจอมวลน้ำ ปีหน้าจะต้องอพยพไปด้วยเหตุอะไร เตรียมตัวให้ดี
------------------------------
เบื้องหลังคน-เบื้องหลังข่าว / เสถียร วิริยะพรรณพงศา



