
บ้านคือวิมานของเรา
ขมน้ำตาล หวานบอระเพ็ด : บ้านคือวิมานของเรา โดย...พัฒนเดช อาสาสรรพกิจ
น้ำท่วมเจิ่งไปค่อนพระนครกรุงเทพฯ คราวนี้ ผมเหมือนคนติดเกาะไม่ต่างไปจากนักโทษการเมืองครั้งถูกจองจำบนเกาะตะรุเตา สภาพการยังดีกว่าตรงที่พอจะติดตามข้อมูลข่าวสารจากสื่อสมัยใหม่ได้บ้าง แต่ก็ไม่รู้อีกว่าจะใช้ไปได้อีกนานเพียงใด เพราะหากมีการตัดน้ำตัดไฟก็เท่ากับว่าไม่สามารถอยู่ในบ้านที่ลงแรงปางตายกว่าจะหามาได้
ชีวิตนี้ผมมีบ้านที่หาได้จากน้ำพักน้ำแรงอยู่ถึงสามหลังด้วยกัน หลังหนึ่งสร้างเอาไว้หวังเป็นที่พักยามชราที่ถิ่นเกิดริมแม่น้ำเจ้าพระยา เป็นบ้านที่ปลูกแบบวิถีชีวิตคนบ้านนอกดั้งเดิม กล่าวคือพี่น้องลูกหลานปลูกบ้านอยู่ในรั้วเดียวกัน เป็นบ้านหลังเล็กๆ ที่ไม่มีแม้แต่ห้องครัวสำหรับหุงหาอาหาร เพราะกลับไปที่นั่นคราใดก็อาศัยฝากท้องกับน้องสะใภ้ ที่อยู่กับน้องชายของผมและหลานๆ บนบ้านอีกหลังหนึ่ง
บ้านหลังที่สองอยู่ในกรุงเทพตอนเหนือ เป็นบ้านที่อยู่อาศัยของครอบครัวทั้งหมด เป็นบ้านเดี่ยวสองชั้นในหมู่บ้านจัดสรรตามวิถีชีวิตคนกรุง ซึ่งจะว่าไปแล้วบ้านหลังนี้เป็นบ้านที่ทั้งครอบครัวหวังเป็นที่พักพิงหลัก เพราะลงทุนลงแรงแต่งเติมไปมากพอสมควร ก่อนหน้านี้ครอบครัวของผมมีบ้านลักษณะเดียวกันอีกหลังหนึ่งอยู่ในหมู่บ้านเดียวกัน
แต่ต้อง "เสียสละเพื่อส่วนรวม" จากการโดนเวนคืนที่ดินไป เพื่อการสร้างถนนที่ไม่มีเหตุผลมากที่สุดสายหนึ่งของกรุงเทพมหานคร ผมจึงต้องอาบเหงื่อเพื่อหาเงินมาซื้อบ้านหลังนี้ และคิดว่าจะเป็นแหล่งพำนักหลักในชีวิต จึงสร้างสรรค์สิ่งละอันพันละน้อยเพื่อให้เป็นบ้านที่ให้ความสุขได้ โดยไม่ต้องออกไปหาจากที่ไหนอีก
บ้านหลังที่สามของผมอยู่ในย่านที่มีความเจริญสูงของกรุงเทพแห่งหนึ่ง มีอาคารสำนักงานขนาดใหญ่ชื่อเสียงโด่งดังอยู่ใกล้ ชนิดเปิดกระจกหน้าต่างแทบจะโดนกัน มีศูนย์การค้าใหญ่โตระดับประเทศห่างไปเพียงแค่สองป้ายรถเมล์ บ้านหลังนี้หรือจะให้ถูกต้องที่สุดก็ต้องเรียกว่าที่ทำงาน เพราะเป็นอาคารที่ทำงานเล็กๆ ด้วยความสูงระดับแค่สี่ชั้น เป็นอาคารที่ทำงานหรือบ้านที่มีความสำคัญต่อครอบครัวมากที่สุด มีมูลค่าสูงสุดในบรรดาบ้านทั้งสามหลังของผม
ปลายปี พ.ศ.2554 เป็นปีที่ผมต้องจดจำไปตลอดชั่วชีวิต เพราะบ้านทั้งสามหลังที่ผมมีอยู่ล้วนถูกน้ำไหลบ่าเข้ามา ในระดับที่สูงต่ำต่างกันและมูลค่าความเสียหายต่างกันไป เป็นภาวะน้ำท่วมที่แปลกแตกต่างไปจากภาวะน้ำท่วมตลอดชีวิตที่ผมเคยรู้เห็นมา เป็นน้ำท่วมที่ดูจากแง่มุมไหนก็ไม่ใช่การท่วมแบบที่ควรจะเป็นตามธรรมชาติ
บ้านหลังแรกที่ผมพูดถึงหรือบ้านริมแม่น้ำเจ้าพระยาบ้านเกิดนั้น ถูกน้ำท่วมมานานที่สุดถึงสามเดือนเข้าไปแล้ว และระดับที่น้ำท่วมสูงสุดก็เกินกว่าสามเมตรเมื่อนับจากพื้นบ้าน ทุกปีเมื่อถึงวันลอยกระทงบ้านหลังนี้ของผมเคยเป็นที่รวมตัวของญาติๆ โดยเฉพาะลูกเด็กเล็กแดงเพื่อลอยกระทงตามประเพณี แต่ปีนี้หมดสิทธิอย่างแน่นอนเพราะระดับน้ำยังสูงกว่าพื้นบ้านถึงเมตรเศษๆ
ไม่ต้องพูดถึงระดับน้ำในแม่น้ำที่ดูท่าจะหาคนมีความสามารถมาระบายไม่ได้ แต่ความเสียหายสำหรับบ้านหลังนี้หากคิดมูลค่าเป็นเงิน คงมีความเสียหายต่ำที่สุดเมื่อเทียบกันในจำนวนสามหลัง ตีมูลค่าคร่าวๆ ก็ไม่น่าจะเกินหนึ่งแสนบาท ใช้เวลาซ่อมบำรุงกันจริงจังก็ไม่เกินสิบห้าวันเท่านั้น และแม้จะเป็นบ้านที่มีความสำคัญต่อชีวิตเพราะหวังฝากผีฝากไข้ยามชรา แต่ก็ทำใจได้กับภาวะน้ำท่วม เพราะที่นี่มันเกิดขึ้นเกือบทุกปีตลอดชีวิตวัยใกล้เกษียณของผม
บ้านหลังนี้เปรียบได้กับหลุมหลบภัยของชีวิต ไม่ว่าผมจะมีปัญหาหนักหนาสาหัสเพียงใด มีเรื่องกลุ้มใจใหญ่หลวงขนาดไหน ผมก็กลับมานอนท่ามกลางเสียงนกร้องขรมทั้งยามเช้าและเย็น พร้อมกับการตื่นนอนแต่เช้ามืดมาใส่บาตรพระที่เดินเป็นแถวตามลำดับพรรษา ก่อนที่จะออกเดินพูดจาทักทายไต่ถามสารทุกข์สุกดิบกับญาติโกโหติกาทั้งหมู่บ้าน ความเสียหายและเสียดายที่บ้านหลังนี้ถูกน้ำท่วมจึงเป็นเรื่องทางใจมากกว่าทางวัตถุ ติดเกาะน้ำท่วมอย่างนี้ครั้งหน้าผมจะมาเล่าเรื่องบ้านอีกสองหลังของผมให้ฟังแก้เครียดกันต่อครับ
--------------------------
(ขมน้ำตาล หวานบอระเพ็ด : บ้านคือวิมานของเรา โดย...พัฒนเดช อาสาสรรพกิจ)



