ข่าว

'อภิสิทธิ์'อัด'รบ.'ชำแหละงบฯปี55

'อภิสิทธิ์'อัด'รบ.'ชำแหละงบฯปี55

09 พ.ย. 2554

'อภิสิทธิ์' อัด 'รัฐบาล' ชำแหละงบฯ ปี55 ประเมินรายได้ไม่ตรงตามความจริง แนะทบทวนโครงการจำนำข้าว-บ้านหลังแรก หวั่นขาดทุน กระทบสถานะการคลัง ผูกพันงบฯปี 56

          9 พ.ย. 54 ผู้สื่อข่าวรายงานการประชุมสภาผู้แทนราษฏร เพื่อพิจารณา ร่าง พ.ร.บ. งบประมาณรายจ่ายประจำปี 2555 ว่าหลังจากที่ น.ส. ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกฯ แถลงรายละเอียด ตามร่าง พ.ร.บ.งบฯแล้วเสร็จ นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ฐานะผู้นำฝ่ายค้านในสภาผู้แทนราษฎรได้อภิปราย ว่า ตนมีข้อสังเกตุเกี่ยวกับการทำงบประมาณ ของรัฐบาล จำนวน 4 ข้อ ได้แก่ 1. รัฐบาลได้ตั้งสมมติฐานเพื่อทำงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ 2555 ไม่สอดคล้องกับสถานการณ์ของเศรษฐกิจที่เป็นจริง เพราะตั้งแต่ที่รัฐบาลเข้ามาบริหารประเทศ เกิดภัยน้ำท่วม ที่สร้างความเสียหายอย่างหนักทำให้หลายฝ่ายทบทวนเรื่องการขยายตัวทางเศรษฐกิจ เช่น ธนาคารแห่งประเทศไทย ที่ปรับลดการขยายตัวทางเศรษฐกิจลง เหลือร้อยละ 2.6 จากเดิมที่ประมาณการณ์ไว้ที่ร้อยละ 4.8 แต่การทำงบประมาณของรัฐบาล ไม่ได้นำตัวเลขของการขยายตัวทางเศรษฐกิจดังกล่าวมาเทียบเคียง และได้กำหนดในร่าง พ.ร.บ.งบฯ 2555 ว่าจะมีรายรับประมาณ 1.98 ล้านล้านบาท

          นายอภิสิทธิ์ กล่าวต่อว่า ตนมองว่านโยบายของรัฐบาลอาจทำให้ได้รายรับที่ไม่ตรงกับคาดการณ์ เช่น ลดภาษีเงินได้นิติบุคคล ในวันที่ 1 ม.ค.55 ทำให้รัฐบาลเสียรายได้ ไปประมาณ 5.5 หมื่นล้านบาท, การบริหารจัดการน้ำมัน ที่ยกเว้นการจัดเก็บภาษีสรรพสามิต ที่ทำให้รัฐบาลสูญเสียรายได้อีกมหาศาล และมีสิ่งที่ตนกังวล คือ หากรัฐบาลเผชิญกับการขาดรายได้ในช่วยปลายปีงบประมาณ 55 หน่วยงานที่จัดเก็บภาษี ต้องไปไล่บี้เก็บภาษีจากภาคธุรกิจขนาดกลางและเล็ก ทั้งที่มีความเดือดร้อนจากภัยน้ำท่วมแล้ว ถือเป็นการซ้ำเติมประชาชน

          นายอภิสิทธิ์ กล่าวอีกว่า 2. การดำเนินการของรัฐบาลขาดความชัดเจนในแง่บริหารจัดการเศรษฐกิจ การเงิน และการคลัง ในการพัฒนาหลังพ้นวิกฤตน้ำท่วม จากกรณีที่รัฐบาลกำหนดให้เป็นงบประมาณขาดดุล ซึ่งจำเป็นต้องกู้เงินมากถึง 4 แสนล้านบาทนั้น ตนกังวลว่าเป็นการเพิ่มภาระการเงินให้กับการทำงบประมาณปี 2556 ดังนั้นขอให้รัฐบาลทบทวนโครงการที่อาจกระทบต่อสถานะการคลัง เช่น งบประมาณที่เกี่ยวกับโครงการจำนำข้าว ที่รัฐบาลได้เสนอขอจากสภาฯ ในปี 2555 เป็นเงิน 1หมื่นล้านบาท เพื่อนำไปบริหารจัดการโครงการ แต่รัฐบาลไม่ได้คำนึงถึงตัวเลขการขาดทุนจากโครงการ ตนขอยกตัวอย่างว่า หากรัฐบาลจำนำข้าวประมาณ 25 ล้านตัน จะขาดทุนตันละ 5 พันบาท เท่ากับโครงการดังกล่าวจะขาดทุนหลักแสนล้านบาท ทำให้ในตัวเลขขาดทุนดังกล่าวเป็นภาระของงบประมาณปี 2556 , โครงการรถยต์คันแรก ที่รัฐบาลประกาศว่าต้องใช้งบประมาณมากถึง 3 หมื่นล้านบาท แต่ในงบฯ 2555 ระบุเข้ามาเพียง 100 ล้านบาท ดังนั้นหมายความว่าส่วนที่เหลือนั้นเป็นภาระของงบปี 2556, โครงการขึ้นเงินเดือนขั้นต่ำให้กับข้าราชการ จำนวน 1.5 หมื่นบาท ยังไม่พบการปรับขึ้นบัญชีเงินเดือนข้าราชการ แต่ระบุเพียงมาตรการชั่วคราว ช่วยเหลือค่าครองชีพ

          นายอภิสิทธิ์ กล่าวต่อว่า  3.รัฐบาลทำงบประมาณโดยไม่มีการคำนึงถึงภาวะประเทศที่ประสบภัยพิบัติและไม่ได้คำนึงถึงความยั่งยืนของประเทศ และจัดลำดับความสำคัญในการพัฒนา และดูแลประชาชน จากกรณีที่รัฐบาลระบุให้ตัดงบประมาณของหน่วยงานต่างๆ ลงร้อยละ 10 นั้นเพื่อนำงบส่วนที่ตัดไปฟื้นฟูน้ำท่วมนั้น ตนมองว่างบประมาณที่เกี่ยวกับพัฒนาคุณภาพชีวิต การวางรากฐานสำหรับอนาคตไม่ควรตัด เช่น งบประมาณสำหรับกองทุนกู้ยืมเพื่อการศึกษา ที่ถูกตัดออก จำนวน 7พันล้านบาท จากที่ได้กำหนดไว้ 1.8 ล้านบาท แม้ว่ากองทุนดังกล่าวจะมีเงินสำรอง แต่หากคำนวณแล้วการตัดงบดังกล่าวออกทำให้เงินสำรองหมดในปี 2555, โครงการรักษาพยาบาลฟรี แม้ว่ารัฐบาลจะเปลี่ยนโครงการเป็นโครงการ 30 บาทรักษาทุกโรค ที่ตัดให้ค่ารักษาเหลือ 150 บาทต่อหัว ทำให้กระทบต่อคุณภาพการให้บริการได้, งบประมาณแก้ไขปัญหาใต้ ที่ถูกตัดออกไปจำนวน 3พันล้านบาท ทำให้กระทบต่อความปลอดภัยของประชาชนได้

          “ตนมองว่ารัฐบาลควรนำงบประมาณที่ดำเนินโครงการ บ้านหลังแรก, รถยนต์คันแรก, ลดภาษีเงินได้นิติบุคคล ไปเป็นการจ้างงานเพื่อไม่ให้ประชาชนตกงานจะดีกว่า เพราะโครงการดังกล่าวนั้น ผมไม่แน่ใจว่ากลุ่มที่จะได้ประโยชน์จริงๆ นั้นจะเป็นกลุ่มเฉพาะกลุ่มธนาคาร กลุ่มภาคพลังงาน กลุ่มอุตสาหกรรม และกลุ่มอสังหาริมทรัพย์หรือไม่ ส่วนนโยบายลดภาษีนั้น แทนที่จะกวาดไปทั่ว ควรลดให้เฉพาะภาคธุรกิจที่ได้รับผลกระทบ , หรือให้กับธุรกิจที่ไม่เลิกจ้างคนงาน เพราะขณะนี้เราไม่ได้อยู่ในฐานะที่จะใช้เงินอย่างไรก็ได้แล้ว ทำไมไม่ทบทวนการใช้งบ เพื่อฟื้นฟูและแก้ไขปัญหาประเทศ และประชาชน” ผู้นำฝ่ายค้านฯ อภิปราย

          นายอภิสิทธิ์ อภิปรายอีกว่า  4. งบประมาณที่รัฐบาลจัดสรรแก้เรื่อง จำนวน 1.2 แสนล้านบาท ระบุไว้ในงบกลาง ตนเกรงว่าอาจมีปัญหาเรื่องความโปร่งใสและประสิทธิภาพของการบริหารจัดการงบได้ เพราะในร่าง งบฯ 2555 ไม่ได้ระบุรายละเอียดว่าจะนำไปใช้ส่วนใดบ้าง ทั้งที่ควรกำหนดเป็นแผนไว้ในหน่วยงานต่างๆ ได้ เพราะรัฐบาลได้ประกาศแผนเยียวยาไปบ้างแล้ว เช่น เงินช่วยเหลือ 5,000 บาท หรือ 30,000 บาท อย่างไรก็ตามตนได้พยายามสอบถามเจ้าหน้าที่ แต่ได้รับคำตอบที่ไม่ตรงว่าหากทำโครงการฟื้นฟู จำนวน 100 ล้านบาทไม่สามารถทำข้ามปีได้ ดังนั้น หากรัฐบาลระบุว่า กฎหมายงบประมาณ จะสามารถบังคับใช้ได้ประมาณ ปลายเดือนมกราคม 2555 ดังนั้นรัฐบาลจะมีเวลาใช้งบดังกล่าว ประมาณ 8-7 เดือน แล้วจะเชื่อได้อย่างไรว่าจะใช้งบดังกล่าวมีปสิทธิภาพและโปร่งใส

          นายอภิสิทธิ์ กล่าวอีกว่า นอกจากนั้นผมมีข้อเสนอ 3 ข้อ คือ 1. ขอให้รัฐบาลการทบทวนตัวเลขที่เกี่ยวข้องกับสถานการเงินการคลังของประเทศ 1-2 ปีตามความเป็นจริง รวมถึงวิธีการจัดการด้านการเงิน การคลัง เพื่อไม่ให้เป็นภาระงบในปี 2556 และเพื่อนำไปกำหนดเงินกู้ที่ให้เห็นภาพชัดเจน เพื่อเรียกความเชื่อมั่นให้กับประชาชคมโลก นอกจากนั้นแล้วต้องมีการกำหนดยุทธศาสตร์การคลังระยะปานกลาง 2.ขอให้รัฐบาลใจกว้าง ทบทวนนโยบายของตนเอง เพราะภาวะของประเทศไม่ใช่ช่วงปกติ ดังนั้นต้องตัดสินใจตัดงบประมาณที่ไม่ตอบโจทย์ของประเทศและความเป็นอยู่ของประชาชน และ 3. การพิจารณา กมธ.วิสามัญ ที่คาดว่าจะแล้วเสร็จกลางเดือนธันวาคม เวลานั้นรัฐบาลต้องทราบว่าเงินที่จะบริหารเรื่องเกี่ยวกับน้ำท่วม จะนำไปทำอะไรบ้าง และหน่วยงานใดจะนำไปทำอะไรบ้าง ดังนั้นขอความกรุณาให้กมธ.วิสามัญ พิจารณา ร่าง พ.ร.บ. งบบประมาณ 2555 ตัดงบที่จะใช้เรื่องน้ำท่วมจากงบกลาง และขอรัฐบาลแปรญัตติเพิ่มกลับมาให้อยู่ในกระทรวงต่างๆ เพื่อยืนยันว่านายกฯ ไม่รวบอำนาจและเลี่ยงการตรวจสอบ แต่เป็นการใช้งบเข้าสู่งบตามปกติ เพื่อยืนยันเรื่องโปร่งใส