
'สุกำพล'เผยบิ๊กแบ็กถูกรื้อไม่เยอะ
'สุกำพล' เผย บิ๊กแบ็กถูกรื้อไม่เยอะ ย้ำชัด ไม่ได้ทำให้น้ำเหนือคันสูงขึ้น แต่หากนำออกสถานการณ์จะแย่ ชี้ หาก กทม.ระบายน้ำดี อีกไม่นานลด ใช้ถนนพระราม 2 เป็นทางน้ำไหลลงทะเล มั่นใจ สุวรรณภูมิรอดแน่ เร่งกู้เส้นทางหลัก แหล่งเศรษฐกิจ
9 พ.ย.54 พล.อ.อ.สุกำพล สุวรรณทัต รมว.คมนาคม กล่าวถึงมาตรการในการป้องกันการรื้อคันบิ๊กแบ็กที่ถนนโรคัลโรด เมืองเอก รังสิต ว่า จะยังคงใช้มาตรการเดิมรับรองปลอดภัยแน่ เพราะมีความสูงถึง 3.5 เมตร ขณะที่ รอยรั่วต่าง ๆ ที่เกิดจากการรื้อคันของผู้ประสบอุทกภัยนั้น ทราบมาว่า เจ้าหน้าที่ตำรวจและกรุงเทพมหานครได้พูดคุยกันเรียบร้อยแล้ว โดยความกว้างที่ถูกรื้อมีระยะทางไม่มาก ประมาณ 5-10 เมตร เท่านั้น อย่างไรก็ตาม ประชาชนบริเวณเหนือคันบิ๊กแบ็กเข้าใจผิดว่า ปริมาณน้ำที่บ้านนั้นสูงขึ้น ซึ่งที่จริงไม่ใช่ เพราะน้ำนอกคันบิ๊กแบ็กเท่าเดิม อีกทั้ง ยังลดลงตามปริมาณน้ำในแม่น้ำเจ้าพระยาอีกด้วย แต่เมื่อน้ำในคันบิ๊กแบ็กลดลงมีปริมาณต่างกันระหว่างในคันกับนอกคัน ประชาชนที่อยู่นอกคันจึงคิดว่าน้ำขึ้น
“จากการวัดปริมาณน้ำเมื่อวันที่ 8 พ.ย.ที่ผ่านมา ขณะนี้น้ำในคันบิ๊กแบ็กลดลงไป 40 ซม. แสดงว่าการใช้บิ๊กแบ็กได้ผล เพราะน้ำที่เติมลงมานั้นมีน้อยลง อีกทั้งหากไม่มีอะไรไปกวนตรงนั้น จะทำให้น้ำใน กทม.ลดลงเรื่อย ๆ ซึ่งขณะนี้หัวน้ำใน กทม.ตามถนนต่าง ๆ ไม่ไปไกล เริ่มอยู่กับที่ และหากระบบระบายน้ำ เครื่องสูบ กทม.ดี ก็สบายขึ้น”พล.อ.อ.สุกำพล กล่าว
อผู้สื่อข่าวถามว่า ที่ระบุว่า ปริมาณน้ำที่ไหลเข้ามาลดลง เหตุใดระดับน้ำใน กทม.จึงเพิ่มขึ้น รมว.คมนาคม กล่าวว่า น้ำจากทางเหนือที่เข้ามาเติมให้มากขึ้นนั้นไม่มีแล้ว แต่สาเหตุที่น้ำใน กทม.สูง เพราะน้ำข้างในไหลไปเรื่อย ๆ เพราะแต่ละพื้นที่มีความสูง ต่ำแตกต่างกัน ซึ่งหาก กทม.สูบได้เร็วขึ้นก็จะเหลือน้อยลง ขอย้ำอีกครั้งว่าบล็อกน้ำได้แล้ว
เมื่อถามว่า ประชาชนที่อยู่เหนือคันบิ๊กแบ็กขู่ว่าหากไม่ได้รับคำตอบจากรัฐบาล จะออกมาชุมนุม รมว.คมนาคม กล่าวว่า ต้องว่ากันไป ตนไม่ได้ดูแลเรื่องม็อบ เพราะตนเป็นคนสร้างอย่างเดียว ทำลายของตนก็เสียดาย เพราะทำเพื่อพวกเรา เพื่อคน กทม. โดยจะมีเจ้าหน้าที่อีกชุดที่ดูแลเรื่องนี้ อย่างไรก็ตาม ได้มีการพูดคุยกันแล้ว พูดรู้เรื่องบ้าง ไม่รู้เรื่องบ้าง
ต่อข้อถามที่ว่า สามารถนำบิ๊กแบ็กออกบางส่วนได้หรือไม่ รมว.คมนาคม กล่าวว่า ไม่ได้ เพราะหากนำออกบางส่วนจะต้องแย่
เมื่อถามว่า บิ๊กแบ็กเป็นต้นเหตุให้น้ำไหลทะลักออกทางฝั่งตะวันออกหรือไม่ รมว.คมนาคม ปฏิเสธว่า ไม่เกี่ยวข้องกัน
ผู้สื่อข่าวถามถึงความคืบหน้าในการกู้ ถนนสาย 9 และ 340 พล.อ.อ.สุกำพล กล่าวว่า ขณะนี้ ถนนพระราม 2 ยังใช้การได้อยู่ อาจจะมีน้ำซึม ๆ เข้าไปบ้าง ขณะที่ ถนนสาย 9 และ 340 นั้น เรากำลังเร่งกอบกู้อย่างรวดเร็ว ตลอดทั้งวันทั้งคืน แต่เนื่องจากน้ำมีระดับสูง ทำให้บางจุดที่มีน้ำลึก อาจต้องใช้เวลานานบ้าง
ต่อข้อถามที่ว่า หมายความว่า เราไม่สามารถทำอะไรกับถนนพระราม 2 ได้ใช่หรือไม่ พล.อ.อ.สุกำพล กล่าวว่า ใช้ให้น้ำลงทะเล ซึ่งเราไม่ได้มองเรื่องการจราจรบนถนนพระราม 2 เป็นหลัก แต่เรามองว่าให้น้ำไหลลงทะเลเร็วที่สุด ไม่อย่างนั้นน้ำก็จะขังอยู่อย่างนี้
ผู้สื่อข่าวถามถึงมวลน้ำที่เหลือเพียงอีก 7 กิโลเมตร จะเดินทางถึงท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ รมว.คมนาคม กล่าวว่า ไม่เป็นไร มันไม่ได้ท่วม อย่าไปกลัว เพราะขณะนี้มีมาตรการที่ทำไว้หมดแล้ว อย่างไรก็ตาม ตนมั่นใจว่าท่าอากาศยานสุวรรณภูมิจะรอดแน่ เพราะมีมาตรการป้องกันดี และได้พูดคุยกับผู้บริหารท่าอากาศยานสุวรรณภูมิไว้นานแล้ว
รมว.คมนาคม กล่าวว่า สำหรับมูลค่าความเสียหายด้านเส้นทางคมนาคมนั้น กรมทางหลวง และกรมทางหลวงชนบทได้ประเมินความเสียหายไว้เป็นหมื่นล้านบาท และยังมีอีกหลายพื้นที่ที่ยังประเมินไม่ได้ เพราะน้ำยังท่วมขังอยู่ อย่างไรก็ตาม ระยะเวลาในการบูรณะหลังจากน้ำลดนั้น แบ่งเป็น 3 ส่วนที่จะต้องเร่งบูรณะ คือ 1.เส้นทางหลัก 2.เส้นทางเข้านิคมอุตสาหกรรม และแหล่งเศรษฐกิจสำคัญ และ 3.ทางเข้าของ-ออก แหล่งสินค้าต่างๆ ที่จะต้องเสร็จสิ้นให้เร็วที่สุด ขณะที่เส้นทางอื่น ๆ จะทะยอยทำไป เพราะเวลาขอความเห็นชอบจากคณะรัฐมนตรีจะต้องทำเป็นแพ็กเก็จไป ซึ่งไม่ช้าอยู่แล้ว
"ปลัดก.คมนาคม"มั่นใจกู้ถนนสำรองลงพื้นที่ภาคใต้เสร็จวันเสาร์นี้
นายสุพจน์ ทรัพย์ล้อม ปลัดกระทรวงคมนาคม ให้สัมภาษณ์รายการ "เก็บตกจากเนชั่น(เช้า)" กล่าวถึงกรณีน้ำจะเข้าท่วม ถ.พระราม 2 ว่า จากการลงพื้นที่ของตน พบว่า จุดที่เป็นพื้นที่ต่ำที่สุดของถ.พระราม 2 คือ ช่วง ถ.พระราม 2 บรรจบกับ ถ.เอกชัย ประมาณกิโลเมตรที่ 15-19 ซึ่งเป็นช่วงก่อนที่จะเข้า จ.สมุทรสาคร ซึ่งจุดนี้ถือเป็นจุดที่ต่ำที่สุด มีระยะทางประมาณ 4 กิโลเมตร
ขณะนี้ บน ถ.เอกชัย พบว่า มีน้ำท่วมขังเป็นบางแห่งแล้ว โดยน้ำที่่่ท่วมขัง นี้จะไหลเข้าสู่ ถ.พระราม 2 อย่างแน่นอน ต่อจากนั้นน้ำที่ไหลลงมาก็จะไหลลงสู่แก้มลิงในโครงการพระราชดำริ และจะไหลต่อไปสู่คลองเอกชัย และระบายลงสู่แม่น้ำท่าจีนเพื่อออกสู่ทะเลต่อไป
เมื่อถามว่า มีจุดไหนบน ถ.พระราม 2 ที่คาดว่าจะมีน้ำท่วมขัง ปลัดคมนาคม กล่าวว่า สำหรับ ถ.พระราม 2 เริ่มตั้งแต่บางขุนเทียน ไปบรรจบกับ ถ.กาญจนาภิเษก หมายเลข 9 ไปจนถึง จ.สมุทรสาคร พื้นที่ 2 ข้างทางของ ถ.พระราม 2 ได้มีการนำไปพัฒนาของภาคเอกชนเกือบหมดแล้ว ดังนั้น น้ำที่จะผ่านเข้ามายัง ถ.พระราม 2 จุดที่สะดวกมากที่สุดก็คือ ตามคูคลองต่างๆ ที่รอดผ่าน ถ.พระราม 2 ดังนั้น ขณะนี้ กระทรวงคมนาคมได้สั่งการไปยังหน่วยงานที่รับผิดชอบเร่งดำเนินการจำกัดสิ่งกีดขวางทางน้ำที่ไหลผ่านให้ออกให้หมด เพราะเราต้องการที่จะให้น้ำได้ไหลผ่านอย่างสะดวกมากที่สุด
เมื่อถามว่า ได้มีการประเมินหรือไม่ว่าเมื่อน้ำไหลเข้ามาสู่ ถ.พระราม 2 จะมีระดับน้ำเท่าไหร่ ปลัดคมนาคม กล่าวว่า เท่าที่ประเมินเบื้องต้นคาดว่า จะอยู่ประมาณ 50 เซนติเมตร เนื่องจากตัว ถ.พระราม 2 ส่วนใหญ่จะเป็นพื้นที่ต่ำ โดยบางช่วง มีระดับต่ำกว่าระดับกว่าน้ำทะเลมากถึง 1 เมตร โดยเฉพาะช่วง กิโลเมตรที่ 15-19 อาจจะถูกน้ำท่วมขังที่สูงกว่าจุดอื่นๆ เพราะจุดดังกล่าวเป็นพื้นที่ๆ ต่ำมาก
เมื่อถามว่า มีความเป็นไปได้หรือไม่ ที่จะสร้างแนวกั้นน้ำบล็อคน้ำเอาไว้เพื่อไม่ให้น้ำไหลผ่าน ปลัดคมนาคม กล่าวว่า ตนขอชี้่แจงให้เห็นว่า ถ.พระราม 2 เป็นถนนที่ อยู่ตามแนวตะวันออก และตะวันตก ส่วนทิศทางของน้ำที่ไหลมาก็ไหลมาจากเหนือลงใต้ ดังนั้น ถ.พระราม 2 เป็นแนวที่ขวางทางน้ำอยู่แล้ว ถ้าเราไปกั้นหรือบล็อคน้ำเอาไว้ แล้วปล่อยให้น้ำไหลผ่านไปยังทางระบายน้ำ ตนเชื่อว่า ไม่น่าจะเพียงพอและคงไม่สามารถที่จะทำให้ระดับน้ำทางด้านทิศเหนือของ ถ.พระราม 2 ลดลง อีกทั้ง จะสร้างความเดือดร้อนให้กับประชาชนที่อยู่ด้านเหนือของถนนได้ และถ้าหากท่วมคนที่อยู่ในบริเวณนั้น ก็จะถูกน้ำท่วมเป็นระยะเวลานาน แต่ถ้าหากเราปล่อยน้ำให้ไหลไปตามธรรมชาติแล้ว ความเร็วของน้ำจะทำให้ระยะเวลาการถูกน้ำท่วมก็จะสั้นขึ้น ในจากการหารือกับอธิบดีกรมชลประทานแล้ว ก็เห็นด้วยที่จะยอมปล่อยให้น้ำไหลผ่าน และไม่ควรที่จะทำคันกั้น เพื่อชะลอน้ำเอาไว้ วิธีที่ดีที่สุดควรปล่อยให้น้ำไหลลงพื้นที่แก้มลิงดีที่สุด น่าจะเป็นวิธีที่ดีที่สุดในการแก้ไขปัญหานี้
ปลัดคมนาคม กล่าวว่า ในส่วนถนนสำรองที่ได้มีการเตรียมการเอาไว้ใช้ในการลงสู่จังหวัดภาคใต้ หาก ถ.พระราม 2 ถูกน้ำท่วมในเวลานี้่ เราจึงพยามเร่งกู้ ถ.กาญจนาภิเษก ช่วงตั้งแต่บางใหญ่ จนถึงบางบัวทอง ที่ในเวลานี้ ยังคงมีน้ำท่วมขังอยู่ ซึ่งเราจะพยายามเร่งกู้ถนนช่วงนี้ และพยายามที่จะเปิดถนนช่วงนี้ ให้ใช้การได้โดยเร็วที่สุด ซึ่งหากเราสามารถกู้ได้แล้วจะทำให้เรามีถนน ให้รถที่จะลงภาคใต้สามารถใช้เส้นทางได้ถึง 3 ช่องการจราจร จากนั้น ผู้ใช้เส้นทาง ที่จะลงภาคใต้ ก็เข้าถนน 340 สายบางบัวทอง-สุพรรณบุรี โดยถนนบางช่วงยังคงมีน้ำท่วมขังอยู่ แต่เราเชื่อว่า เราจะสามารถกู้ถนน 340 ขึ้นมาได้ โดยเราจะใช้ถนน 340 นี้ยาวไปถึงแยกนพวงศ์ ที่ อ.ลาดหลุมแก้ว เมื่อถึงแยกนพวงศ์แล้ว ให้เลี้ยวซ้ายเข้าทางหลวงหมายเลข 346 ถนนเส้นนี้ คือ ลาดหลุมแก้ว-บางเลน-กำแพงแสน เมื่อออกถึงกำแพงแสนแล้ว ให้วิ่งไปออกที่มาลัยแมน แล้วให้เลี้ยวซ้ายออก จ.นครปฐม เพื่อเข้าสู่ ถ.เพชรเกษม และมุ่งตรงเข้าสู่ อ.บ้านโป่ง จ.ราชบุรี และวิ่งตรงเข้า จ.ราชบุรี เพื่อลงสู่ จ.เพชรบุรี และจังหวัดทางภาคใต้ต่อไป
เมื่อถามว่า วิธีการกู้ถนน จะใช้วิธีการใดในการกู้ ปลัดคมนาคม กล่าวว่า ในครั้งแรกเราคิดว่าจะใช้บิ๊กแบ๊ก แต่เรามาคำนวณระยะเส้นทางแล้ว มีระยะทางจำนวนหลายกิโลเมตร ดังนั้น เราจึงจะใช้วิธีใช้ท่อคอนกรีตเสริมเหล็กชนิดกลม และใช้ถังยางและนำมาใส่ทรายเพื่อวางกั้นน้ำ หลังจากนั้นจะใช้วิธีการสูบน้ำออกจากถนน จากการประเมินเบื้องต้นคาดว่า จะต้องมีการดำเนินการทั้งสิ้นประมาณ 27 กิโลเมตร โดยระดับน้ำส่วนใหญ่แล้วมีระดับที่ไม่สูงมาก แต่จะมีน้ำที่สูงมากอยู่ตรงช่วงหน้าหมู่บ้านสมบัติบุรี ซึ่งจุดนี้ถือเป็นพื้นที่ต่ำมากที่สุด เราจึงจะต้องกู้ในจุดนี้ก่อนเป็นอันดับแรก การดำเนินการทั้งหมดคาดว่า จะเสร็จสิ้นไม่เกินวันเสาร์ที่ 12 พ.ย.นี้



