
กรุงเทพฯในฝัน...วันน้ำท่วมโลก
กรุงเทพฯในฝัน...วันน้ำท่วมโลก : โต๊ะรายงานพิเศษ
วิกฤติน้ำท่วมคราวนี้ อาจตอกย้ำความเชื่อเกี่ยวกับ "น้ำท่วมโลก" ที่มวลน้ำค่อยๆ รุกคืบกลืนกินแผ่นดินให้จมหายไปทีละนิดๆ เมื่อถึงยุคนั้น เราจะใช้ชีวิตกันอย่างไร?
บล็อกเกอร์ "อาคม" จากโอเคเนชั่น เสนอทางเลือกในการอยู่ร่วมกับน้ำ ด้วยการนำภาพจำลองโครงการ ออกแบบเมือง Aqua City-Wetropolis ของบริษัทสถาปนิกของกรุงเทพฯ S Plus PBA มาเล่าสู่กันฟัง ในหัวข้อ "เปิดโมเดล Mega Project หลังน้ำท่วม : กรุงเทพฯ Aqua City-Wetropolis" สถาปัตยกรรมแห่งอนาคต เพื่อการใช้ชีวิตอยู่ร่วมกับน้ำท่วม!!
บล็อกเกอร์อาคม มองว่า แม้ว่าจะเป็นภาพจิตนาการที่ไม่ไกลมากนัก หากทฤษฎี Water world ใกล้จะเป็นจริง และเมืองหลวงของไทยก็ได้ถูกเตือนกันไว้ถึงปัญหาระดับน้ำทะเลหนุนสูง และมีคำทำนายเอาไว้ว่าระดับน้ำทะเลจะกลืนพื้นที่กรุงเทพฯ ในปี 2030 เพิ่มประมาณ 5 ฟุต ก่อนหน้านั้นก็มีแนวคิดการสร้างเขื่อนขนาดใหญ่ในทะเลมูลค่า 2.8 พันล้านดอลลาร์ เพื่อป้องกันพื้นที่หัวใจของประเทศ หรือแม้กระทั่งการถมทะเล แต่ก็เป็นไปได้ค่อนข้างยากในสถานการณ์นี้
บล็อกเกอร์อาคม บอกว่า โครงการนี้มีความสนใจในเชิงสถาปนิกและสอดคล้องกับสถานการณ์ ซึ่งโปรเจกท์ "Waterpolis" เมืองลอยน้ำที่มีความยั่งยืนในตัวเอง แก้ปัญหาน้ำท่วมด้วยการสร้างสถาปัตยกรรมที่ลอยน้ำ แทนที่จะต่อต้านกระแสน้ำอย่างสถาปัตยกรรมที่สร้างติดกับพื้น โดยมีแนวคิดว่ากรุงเทพฯ มีแนวโน้มจะประสบปัญหาน้ำท่วมบ่อยขึ้น เนื่องจากมีอัตราการกัดเซาะของพื้นดินในทุกๆ ปี
"พี่ยูเอ็นก็เตือนเรามาว่า "กรุงเทพฯ จะกลายเป็นทะเลในปี 2050" เนื่องจากสภาพชั้นดินด้านบนที่เป็นดินอ่อน และอัตราการเพิ่มขึ้นของประชากรที่อาศัยอยู่บนอาคารสูง เป็นเหตุให้ชั้นดินชั้นล่างซึ่งเป็นดินเหนียวทรุดตัวลงและยากต่อการจัดการกับปัญหาน้ำท่วมนี้ ดังนั้นการออกแบบจึงมุ่งเน้น ทางเดิน และถนน ที่เชื่อมต่อกันเป็นเส้นโค้งที่เปลี่ยนไปตามคลื่นน้ำที่เคลื่อนตัวไป น่าคิดครับว่าอีกสัก 10-20 ปีข้างหน้าภาพแห่งจินตนาการ Bangkok Wetropolis จะเป็นจริงหรือไม่" บล็อกเกอร์อาคม ระบุ
กรณีการออกแบบเมืองแห่งอนาคต Bangkok Wetropolis นั้น ผศ.ดร.ไขศรี ภักดิ์สุขเจริญ ภาควิชาการวางแผนภาคและเมือง คณะสถาปัตยกรรมศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย มองว่า การออกแบบอาคาร บ้านเรือนในอนาคต หลังเจอวิกฤติน้ำท่วมคงไม่ต้องถึงกับสร้างบ้านลอยน้ำ แต่น่าจะเป็นแบบร่วมสมัย "ครึ่งบกครึ่งน้ำ" เนื่องจากสภาพอากาศที่เปลี่ยนแปลงไป เมืองไทยต้องเผชิญทั้งภัยแล้งและภัยน้ำ จึงต้องออกแบบที่คำนึงถึงภัยแล้งด้วย อย่าง บ้านใต้ถุนสูง หรือบ้านติดดิน ที่มีระบบระบายน้ำ และรวมถึงการวางผังเมือง เพื่อการใช้ประโยชน์จากที่ดินด้วย
"น้ำท่วมครั้งนี้เป็นบทเรียนที่ดี ที่ทำให้วงการสถาปัตย์คิดใหม่ในหลายมิติ หลายสเกล แต่เดิมการสร้างบ้านก็จะคำนึงถึงแค่อาณาเขตรอบบ้าน แต่หลังจากนี้ไปต้องคำนึงถึงภาพรวมการอยู่ร่วมกัน บ้านหลังที่ติดกับเราและหลังต่อๆ ไป ระบบการระบายน้ำ รวมถึงการคำนึงถึงผังเมืองรวมในการวางแผนรับมือกับปัญหาวิกฤติต่างๆ ที่อาจจะเกิดขึ้น" ผศ.ดร.ไขศรี แนะนำ
ไม่ต่างจาก นายทวีจิตร จันทรสาขา นายกสมาคมสถาปนิกสยาม ในพระบรมราชูปถัมภ์ มองว่าโอกาสการออกแบบกรุงเทพฯ เป็นเมือง Aqua City-Wetropolis นั้นเป็นไปได้ แต่คงไม่ถึงขนาดเป็นบ้านที่ลอยอยู่ในน้ำ แต่จะมีการปรับเปลี่ยนหลายรูปแบบในช่วงหลังน้ำลดนี้ เชื่อว่าจะมีการออกแบบปรับปรุงให้เป็น "บ้านไม่กลัวน้ำ" ด้วยการออกแบบวางระบบส้วม อาจต้องยกระดับปรับให้สูงขึ้น ระบบประปา และระบบไฟฟ้า ตลอดจนตัวบ้านที่ไม่กลัวน้ำ ซึ่งสามารถใช้ชีวิตอยู่ในบ้านเวลาเกิดน้ำท่วมได้
"แต่ก่อนก็เคยมีการออกแบบบ้านให้ปลอดภัยจากน้ำท่วม อย่าง ยกใต้ถุนสูง แต่ลูกค้าก็มักต้องการใช้ประโยชน์เต็มพื้นที่ ทุกตารางนิ้ว แต่หลังจากนี้ คงมีการปรับความคิด มีการออกแบบบ้านที่อยู่กับน้ำท่วมได้" นายทวีจิตร กล่าว
นอกจากนี้ นายทวีจิตร ยังแสดงความเป็นห่วงอาคาร สำนักงาน โรงเรียน มหาวิทยาลัย และ โรงพยาบาล ซึ่งกำลังถูกน้ำท่วมหรืออยู่ในพื้นที่เสี่ยงขณะนี้ว่า อยากให้ป้องกันห้องเครื่อง ซึ่งเป็นศูนย์รวมของระบบไฟฟ้า หม้อแปลงไฟฟ้า ตู้คอนโทรล ระบบน้ำประปา ฯลฯ ซึ่งเปรียบดังหัวใจของอาคาร มักตั้งอยู่ใต้ถุนอาคาร จึงอยากให้มีระบบป้องกัน 2 ชั้น ในบริเวณนี้ มากกว่าการป้องกันพื้นที่โดยรอบของอาคาร ทั้งนี้ หากห้องเครื่องถูกน้ำท่วมจะทำให้ระบบต่างๆ ของอาคารเสียหายและใช้การไม่ได้หลังน้ำลดนานหลายเดือน เนื่องจากหาอะไหล่มาเปลี่ยนไม่ได้ ส่วนบ้านเรือนที่ถูกน้ำท่วม อยากแนะนำให้หาผ้าหรือพลาสติกมาคลุมเครื่องปั๊มน้ำ,คอมเพรสเซอร์แอร์ ตลอดจนถังน้ำใต้ดิน เพื่อบรรเทาความเสียหายจากดินโคลนที่จะเข้าไปอุดตันได้



