ข่าว

'อีเอ็มบอล'แก้'น้ำเน่า'ให้เป็น'น้ำดี'?

'อีเอ็มบอล'แก้'น้ำเน่า'ให้เป็น'น้ำดี'?

08 พ.ย. 2554

รายการ "คมชัดลึก" ทางเนชั่นทีวีได้จัดการเสวนาเรื่อง 'อีเอ็มบอล'แก้'น้ำเน่า'ให้เป็น'น้ำดี ? วันที่ 8 พ.ย.2554

           ศ.กิตติคุณ ดร.ธงชัย พรรณสวัสดิ์ ภาควิชาสิ่งแวดล้อม คณะวิศวกรรมศาสตร์ จุฬาฯ รักษาการ ผอ.สถาบันสิ่งแวดล้อมไทย กล่าวว่า โอกาสที่อีเอ็มจะบำบัดน้ำเสียน้อยมาก ส่วนที่แม่น้ำ คลอง ไม่เน่าเพราะมีออกซิเจนอยู่ การแก้ไขในชุมชนหรือโรงงานอุตสาหกรรมคือต้องควบคุมไม่ให้ทิ้งของเสียลงไปโดยการบำบัดและใส่จุลินทรีย์ลงไป การใส่อีเอ็มบอลลงไปจะเพิ่มจุลินทรีย์เพียงเล็กน้อย ซึ่งไม่เกิดประโยชน์อะไร หากจะให้ได้ผลจริงๆ ต้องโกยของเสียขยะขึ้นมา อย่างไรก็ตาม หากใช้อีเอ็มในทางเกษตรตนเห็นด้วย แต่บอกว่าใส่ในซีเมนต์แล้วซีเมนต์แข็งตนไม่เห็นด้วย

           ศ.ดร.อมเรศ ภูมิรัตน นักวิทยาศาสตร์ดีเด่น สาขาเทคโนโลยีชีวภาพ ปี 2535 ผอ.ฝ่ายโครงการปริญญาเอกกาญจนาภิเษก สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการวิจัย (สกว.) กล่าวว่า ตนคิดว่าอีเอ็มบอลโอกาสที่จะใช้แก้น้ำเสียน้อยมาก กระบวนการที่ทำเท่าที่อ่านดูเห็น ไม่มีกระบวนการที่ควบคุมเท่าไหร่ ทำให้ไม่รู้ว่ามีจุลินทรีย์กี่ชนิดเท่าไหร่ และกระบวนการทำก็ไม่มีการควบคุมที่ดี ที่สำคัญคือในน้ำที่เสียมีจุลินทรีย์เยอะมาก การที่จะนำจุลินทรีย์ในอีเอ็มลงไปไม่คิดว่าจะเพิ่มจุลินทรีย์ ประกอบกับการย่อยสลายไม่ดีเพราะไม่มีออกซิเจน ซึ่งกระบวนการย่อยสลายของเสียมีหลายวิธีคือใช้อากาศ ออกซิเจน

           ดังนั้นหากไม่ใส่อะไรลงไปเลยแต่ทำให้สภาวะขณะนี้อยู่ในสภาวะที่ทำงานได้ โดยใส่ออกซิเจนลงไป แต่กระบวนการไม่ใช่ของง่าย หากเป็นกระบวนการย่อยสลายน้ำเสียจากโรงงานจะมีการใส่ออกซิเจนที่มีประสิทธิภาพสูงจึงเปลี่ยนน้ำเสียเป็นน้ำดีได้ หากเป็นจุลินทรีย์ที่สังเคราะห์แสงและใช้แก๊สที่มีกลิ่นค่อนข้างแรงจะใช้กับออกซิเจนไม่ได้ ขณะที่จุลินทรีย์สังเคราะห์แสงสาหร่ายสีเขียวแกมน้ำเงินจะไม่ให้ไฮโดรเจนซัลไฟ จะไปแข่งกับจุลินทรีย์อื่นที่อยู่ในน้ำเน่าไม่ได้ และการสังเคราะห์แสงของจุลินทรีย์บางชนิดจะไม่ได้ออกซิเจน สำหรับปริมาณจุลินทรีย์ที่ใส่ลงไปไม่มากที่จะทำให้น้ำเสีย ถือว่าน้อยกว่าที่มีอยู่มากๆ แต่ในน้ำเสียจะมีจุลินทรีย์มหาศาล การใส่ลงไป 1 ลูกก็ไม่มีผล หรือทำให้อะไรดีขึ้น แต่หากใส่เพื่อความสบายใจก็เอา

           ดร.เชิดชัย เชี่ยวธีรกุล ผู้เชี่ยวชาญด้านจุลชีววิทยา คณบดีคณะเทคโนโลยีชีวภาพ ม.อัสสัมชัญ กล่าวว่า จากที่ได้ลงไปปฏิบัติตนเชื่อว่าอีเอ็มบอลแก้น้ำเสียได้ ซึ่งก็ขึ้นอยู่กับวิธีใช้ด้วย การที่บอกว่าน้ำเสียและใส่ของเสียลงไปจะยิ่งทำให้น้ำเสีย และการที่จุลินทรีย์จะกินของเสียได้ต้องใช้ออกซิเจน จึงอยากถามว่าการย่อยสลายจะต้องใช้กากน้ำตาลหรือไม่ ซึ่งตนคิดว่าแม้ไม่มีออกซิเจนก็กำจัดน้ำเสียได้ ทั้งนี้อีเอ็มบอลเปรียบเหมือนลูกแป้งที่ทำสาโท ที่เป็นตัวที่เก็บเชื้อไว้ซึ่งก็ออกมาได้ผลดี และให้เชื้อที่ไม่มีออกซิเจนหรือน้ำเสียที่ไม่ต้องมีออกซิเจนก็ได้ผลดี และไม่เถียงว่าการแก้น้ำเสียต้องเติมออกซิเจนลงไป แต่เมื่อน้ำเสียมีจำนวนมากจึงไม่สามารถที่จะเติมออกซิเจนได้ จึงต้องใช้อีเอ็มบอลที่เมื่อละลายน้ำแล้วจะเกิดตัวกำมะถันเป็นกรด ซึ่งจะทำปฏิกิริยากับน้ำเสีย เมื่อน้ำต่ำลงถึง 4.5 PH เชื้อต่างๆ ก็จะลดลง

           นายมนัส หนูสวี รองประธานมูลนิธิเกษตรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ผู้ริเริ่มการใช้ EM Ball รุ่นแรกๆ กล่าวว่า การทำอีเอ็มบอลอยู่ที่ว่าเอาจุลินทรีย์อะไรมาทำ ถ้าไปเก็บดินจากในป่า ขยะมาหมักกับกากน้ำตาล จุลินทรีย์นี้จะไปกินออกซิเจนในน้ำก็จะไม่ได้ผล แต่นักวิทยาศาสตร์ไม่สามารถนำจุลินทรีย์พันธุ์สังเคราะห์แสงมาใช้ได้ เพราะนักวิชาศาสตร์ชอบแยกจุลินทรีย์ออกเป็นตัวๆ สำหรับผลจากการใช้อีเอ็มบอลนั้น หากเป็นอีเอ็มที่ตนทำมีข้อเสียข้อเดียวคือ หาข้อเสียไม่พบ เช่น จากที่เกาะเฉวง สมุย ทะเลสาบสงขลา ปัตตานีที่มีน้ำเน่า ก็สำเร็จ วันนี้อีเอ็มของดร.ฮิ้ง มีการใช้ใน 60 กว่าประเทศและมีงานวิจัยออกมาแล้ว