ข่าว

น้ำท่วมกาย...ใจเป็นอิสระ

น้ำท่วมกาย...ใจเป็นอิสระ

09 พ.ย. 2554

น้ำท่วมกาย...ใจเป็นอิสระ:มองนอกดูใน โดย... แม่ชีศันสนีย์

           ข้าพเจ้าเดินทางกลับถึงประเทศไทยเมื่อวันอาทิตย์ที่ผ่านมา หลังจากเข้าร่วมประชุม G20 โดยองค์กร Global Peace Initiative of Women ซึ่งข้าพเจ้าเป็นประธานร่วม ได้จัดการประชุม มุ่งสู่กรอบเศรษฐกิจแนวใหม่ของโลกด้วยการพัฒนาทั้งภายในและภายนอก โดยการรวมตัวของผู้นำทางจิตวิญญาณระหว่างการประชุมสุดยอด G20 [Toward a New Global Economic Framework Integrating Inner and Outer Development A Gathering of Spiritual Leaders during the G20 Summit] (the G20 Summit ได้แก่กลุ่มประเทศอุตสาหกรรมชั้นนำและประเทศเศรษฐกิจเกิดใหม่ 20 แห่ง) ณ ประเทศฝรั่งเศส ระหว่างวันที่ 2-5 พฤศจิกายน 2554
 
          การประชุมในครั้งนี้ว่าด้วยประเด็นการดูแลหนี้ การกระตุ้นและฟื้นฟูเศรษฐกิจโลก ซึ่งจะเน้นเรื่องการสร้างงาน การทำให้หนี้ลดลง อันเป็นการมองภายนอก ซึ่งวิกฤตภายนอกมีเหตุจากภายใน จึงเป็นหน้าที่ของผู้นำจิตวิญญาณที่จะค้นหาต้นเหตุภายในของวิกฤตเศรษฐกิจ ที่อาจถูกมองข้าม หรือมองไม่เห็น อีกทั้งยังมีความเคลื่อนไหวในโลกด้านระบบนิเวศที่ต้องให้ความสำคัญไปพร้อมๆ กับด้านเศรษฐกิจ ซึ่งมีความเชื่อมโยงกันอย่างยิ่ง และควรเป็นหนึ่งเดียวกันอย่างไร
 
          ดังนั้น การประชุมครั้งนี้จึงจัดขึ้นเพื่อรวบรวมการสะท้อนความคิดในแง่มุมที่ลึกซึ้งของเหตุแห่งความไม่สมดุลของเศรษฐกิจและระบบนิเวศ ที่ทำให้เกิดภาวะความทุกข์ใจของคนในโลกซึ่งจะเพิ่มระดับความรุนแรงขึ้นเรื่อยๆ ในอนาคต
  
          ผู้นำจิตวิญญาณกว่า 40 ท่านทั่วโลก อาทิ อินเดีย เดนมาร์ก อิตาลี ฝรั่งเศส อเมริกัน เกาหลีใต้ ปากีสถาน สวิตเซอร์แลนด์ โครเอเชีย จีน และไทย ได้ร่วมกันภาวนาและแบ่งปันมุมมองภายใน มีความหลากหลายของความคิด แต่สิ่งหนึ่งที่เห็นเหมือนกันคือ ความโลภ ทำให้เกิดความไม่สมดุลชีวิตและนำไปสู่ความไม่สมดุลของสังคม ดังนั้นแต่ละบุคคลจึงต้องกลับมาทบทวนและเรียนรู้วิธีการดูแลจิตใจและกิเลสของตนในแนวทางศาสนาและความเชื่อของตน โลกอยู่ในมือเยาวชน ด้วยหัวใจของความเป็นแม่ ผู้นำจิตวิญญาณหลายท่านไม่ลืมที่จะส่งไม้ต่อให้แก่คนรุ่นใหม่ โดยได้พาเยาวชนในประเทศตนมาร่วมเรียนรู้ในการประชุมและได้ให้โอกาสเยาวชนร่วมแสดงความคิดเห็นในครั้งนี้ด้วย 
 
          แม้จะอยู่ระหว่างการประชุม ข้าพเจ้าก็ได้ติดตามข่าวเกี่ยวกับอุทกภัยที่เกิดขึ้นกับเพื่อนร่วมชาติและที่เสถียรธรรมสถานอย่างใกล้ชิด ทั้งนี้ในการประชุม G20 กลุ่มผู้นำทางจิตวิญญาณที่มาร่วมประชุมกันได้ภาวนาส่งแรงใจมาที่ประเทศไทยด้วย ใจของทุกคนเปี่ยมล้นอยู่ด้วยกรุณา และเข้าใจในความทุกข์ของพี่น้องประชาชนคนไทยที่กำลังเรียนรู้กับน้ำท่วมกาย แต่น้ำไม่ท่วมใจ และทุกคนยังได้บอกว่า “ถ้ามีอะไรที่ช่วยได้ ก็พร้อมจะช่วยในฐานะของเพื่อนร่วมทุกข์”  
 
          เช้าตรู่ของวันอาทิตย์ที่ 6 พฤศจิกายน ข้าพเจ้าเดินทางจากท่าอากาศยานสุวรรณภูมิถึงเสถียรธรรมสถานโดยรถ Big Foot ของกองบังคับการกองปราบ ซึ่งท่านรองฯ ประสพโชค พร้อมมูล ได้กรุณาไปรับ ทันทีที่ถึงเสถียรธรรมสถาน ข้าพเจ้าก็ได้เดินดูบ้านโดยรอบ ซึ่งบัดนี้ส่วนใหญ่ถูกปกคลุมด้วยน้ำอย่างทั่วถึง สูง-ต่ำลดหลั่นกันไปตามพื้นที่ ไม่ต่างจากบริเวณต่างๆ ในกรุงเทพมหานครและจังหวัดใกล้เคียง หากข้าพเจ้าก็ยังมั่นใจว่า แม้น้ำจะท่วมอย่างทั่วถึง แต่เรายังคงต้องมีกำลังใจ เราอาจจะเสียดาย อาจจะเสียใจ แต่ถ้าเราป้องกันอย่างเต็มที่แล้ว เราจะเสียใจไปทำไม ในเมื่อเราได้ใช้ใจที่เข้มแข็งรักษาชีวิตเราไว้ได้ เพราะเมื่อใดก็ตามที่เราเห็นชีวิตของเรายังมีความปลอดภัยอยู่ เราจะยังคงสามารถแก้ไขสิ่งที่สูญเสียให้เป็นการเรียนรู้ต่อไปได้ 
 
          เพราะฉะนั้นไม่ควรมีคำว่าเสียใจ เพราะสิ่งที่มีค่าที่สุดคือชีวิต ขอจงหันกลับมารู้จักที่จะรักษาชีวิต และสร้างความสมดุลทางจิตใจของเราให้เข้มแข็งอยู่ สติปัญญาของพวกเรานี่เองที่จะสามารถกู้สิ่งที่สูญเสียไปให้กลับมา และขอให้เรียนรู้ว่า จากนี้ไป อะไรที่ไม่จำเป็น และไม่ใช่ปัจจัย 4 ก็ไม่ควรที่จะไปเสียเวลามากนัก 
 
          กับภาพของการช่วยเหลือกันของคนไทย ที่แม้ตนเองจะประสบภัย แต่ก็ยังออกมาอาสาทำเพื่อคนอื่นนั้น ทำให้เห็นว่า เรายังมีใจที่ยังคิดจะให้ มีความสุขที่ได้ให้ และการให้ของเราก็ยังไม่จบสิ้น ทั้งยังพร้อมที่จะเผชิญกับโลกอย่างที่โลกเป็น สำหรับข้าพเจ้าแล้ว ถือว่าเราไม่ได้สูญเสียอะไรเลย เรากลับเข้มแข็งขึ้นเสียด้วยซ้ำ
 
          ขณะนี้โลกกำลังมองดูเราอยู่ด้วยความสนใจว่าเราเป็นเมืองที่ยังรักษาธรรมะ เพราะทั้งๆ ที่เราอาจจะสูญเสียอะไรบางอย่าง แต่เราก็เข้มแข็งขึ้น และมีความรักความเอื้ออาทรกันอย่างไม่มีที่สุด ไม่มีประมาณ ยังมีการช่วยเหลือ ยังมีการสนับสนุน แบ่งปัน อย่างไม่มีพรรคไม่มีพวก ไม่มีชนชั้น วรรณะ
 
          ขอให้กำลังใจให้ทุกคนยิ้มสู้ ยิ้มอย่างไม่มีน้ำตา ขอให้เป็นยิ้มมาจากการพึ่งพาตัวเองได้
 
          เรายิ้ม...เพราะเรายังเป็นอิสระ ถึงแม้น้ำท่วมกาย...แต่ใจเป็นอิสระ จึงยิ้มอย่างไม่มีน้ำตา ไม่มีความหดหู่ใจ แต่เป็นรอยยิ้มที่มีความเอื้ออาทรต่อหัวใจของคนที่ทุกข์ยาก เราจะยังยิ้มแม้จะมีภัยที่เป็นปัจจัยภายนอกที่เราควบคุมไม่ได้ แต่ปัจจัยภายในคือการเจริญสติปัญญายังมีอยู่
 
          คนที่หนี...จะไม่ได้เรียนรู้กับความจริง
 
          คนที่อยู่เผชิญกับความจริงเท่านั้น...จะรู้ว่า แม้ชีวิตจะถูกโลกที่มีแรงเหวี่ยงโยนรุนแรงมากระทบ แต่ถ้าใจถูกรักษาไว้อย่างเข้มแข็ง มีสติ รู้ทันไหวใจตื่น...เขาจะรอดได้ในโลกปัจจุบัน

"ธรรมสวัสดี"