ข่าว

ชีวิตพม่ากลางมหานทีไม่มีเบ็ดหาปลา

ชีวิตพม่ากลางมหานทีไม่มีเบ็ดหาปลา

08 พ.ย. 2554

ชีวิตพม่า..กลางมหานที ในน้ำมีปลา..แต่หาเบ็ดไม่ได้ : ทีมข่าวรายงานพิเศษ

           มหันตภัยน้ำท่วมปี 2554 ทำให้ประชากรไทยกลายเป็นผู้ประสบภัยมากถึง 3 ล้านคนใน 25 จังหวัด ตัวเลขนี้ยังไม่รวมกลุ่มแรงงานข้ามชาติ ทั้งพม่า ลาว เวียดนาม กัมพูชา ที่ประมาณการเบื้องต้นว่า กลายเป็นเหยื่อน้ำท่วมแล้วไม่ต่ำกว่า 5 แสนคนเช่นกัน
   
          แม้กระทรวงแรงงานจะประกาศความช่วยเหลือ ทั้งแจกจ่ายถุงยังชีพและเปิดศูนย์พักพิงชั่วคราวที่วัดไร่ขิง จ.นครปฐม แต่แรงงานเพื่อนบ้านส่วนใหญ่อยู่รวมกันเป็นกลุ่มๆ กระจัดกระจายตามโรงงานและนิคมอุตสาหกรรม ทำให้การขอความช่วยเหลือทำได้ยากกว่าคนไทยทั่วไป ทั้งยังมีอุปสรรคด้านภาษาและความหวาดกลัวว่าจะโดนจับส่งออกนอกประเทศ ทำให้พวกเขาเลือกวิธีเจียมเนื้อเจียมตัวหลบภัยน้ำท่วมในแหล่งคุ้นเคยมากกว่าออกไปหาศูนย์อพยพ
   
          น.ส.อารมณ์ คนชม มูลนิธิรักษ์ไทยเล่าว่า แรงงานพม่าที่ จ.สมุทรปราการ กับ จ.สมุทรสาคร ร่วมกันจัดงานทำบุญตักบาตรช่วยเพื่อนน้ำท่วม โดยรวบรวมข้าวสารอาหารแห้ง และเครื่องใช้จำเป็นจัดใส่ถุงยังชีพ ที่ผ่านมาแจกจ่ายไปแล้ว 1,500 ชุด และจัดเตรียมอีก 1,000 ชุด ไปมอบให้แก่ อ.สามโคก และ อ.ลาดหลุมแก้ว จ.ปทุมธานี สำหรับพื้นที่ต่อไปคือ จ.พระนครศรีอยุธยา และ จ.ลพบุรี ซึ่งต้องลงพื้นที่สำรวจก่อนว่าพวกเขาต้องการความช่วยเหลืออะไรบ้าง
   
          เช้าตรู่วันที่ 2 พฤศจิกายน เจ้าหน้าที่มูลนิธิรักษ์ไทยพร้อมชาวพม่ากว่า 10 คนเช่ารถสิบล้อขนของจากสมุทรสาครมายังพื้นที่  ต.บ้านกระแชง จ.ปทุมธานี หนึ่งในพื้นที่เป้าหมาย เนื่องจากน้ำท่วมด้านในสูงกว่า 1 เมตรทำให้ต้องขนถ่ายถุงยังชีพจากรถสิบล้อไปลงเรือยางสีเทา ก่อนจะแล่นเข้าไปหลายกิโลเมตรจนถึงจุดนัดหมาย 
   
          “สู่โจวทิว” หนุ่มยะไข่วัย 20 พร้อมเพื่อนๆ อีกสิบกว่าคน ออกมายืนแช่น้ำรอดึงเรือเข้าไปจอดเทียบท่า เขาเล่าว่าน้ำท่วมเกือบเดือนแล้ว โรงงานผลิตนอตที่เคยทำอยู่ปิดตายโดยไม่มีกำหนดเปิด พวกเขาจึงมาขออาศัยเพื่อนชาวพม่าผู้โชคดีเช่าห้องพักอยู่ชั้น 2 ทำให้ไม่โดนน้ำท่วมเหมือนคนอื่นๆ ทุกคนตัดสินใจเอาเงินมารวมกันเป็นกองกลางใช้จ่ายร่วมกัน ตอนแรกคิดว่าน้ำจะท่วมไม่กี่วัน แต่ก่อนมีรายได้วันละ 170 บาท แต่ตอนนี้ว่างงานมาเกือบเดือนแล้ว เงินสดที่เอามารวมกันเหลือแค่ 500 กว่าบาทเท่านั้น ต้องช่วยกันประหยัดทุกวิถีทาง
   
          เมื่อถามว่าตอนนี้อยากทำอะไรที่สุด หนุ่มยะไข่ตอบเบาๆ อย่างเขินอายว่า อยากโทรไปบอกญาติที่พม่าว่าไม่ต้องเป็นห่วง พวกเขารู้แล้วว่าน้ำท่วมเมืองไทย แต่ไม่รู้ว่าเมื่อไรน้ำจะลด แต่ยังไม่โทร อยากประหยัดบัตรเติมเงินไว้โทรตอนจำเป็นจริงๆ
   
          ขณะที่ “จามิเอ” หนุ่มพม่าวัย 23 ปีจากมัณฑะเลย์ เปิดห้องเช่าให้ดูว่า พวกเขาอยู่ร่วมกับเพื่อน 11 คน มีทั้งกะเหรี่ยง พม่า ยะไข่ ที่สำคัญคือบนกำแพงมีรูปพระเจ้าอยู่หัวที่ทุกคนเคารพบูชาติดไว้ด้วย เนื่องจาก "จามิเอ" เพิ่งมาเมืองไทยได้เพียง 8 เดือน จึงยังติดใส่เสื้อกล้ามกับโสร่งเหมือนที่ใส่เวลาอยู่บ้านเกิดเมืองนอน ทุกวันนี้พวกเขาตื่นเช้าขึ้นมาหุงข้าวกินกับปลากระป๋องต้มยำ แล้วนั่งรอข้าวกล่องที่ อบต.บ้านกระแชงส่งคนมาแจกช่วงเที่ยง จากนั้นก็นั่งมองน้ำแล้วคุยกับเพื่อนๆ ว่าเมื่อไรน้ำจะลด ลดไปแล้วกี่เซนติเมตร ?
   
          แรงงานต่างด้าวที่เข้ามาทำงานที่นี่ ส่วนใหญ่ยังพูดภาษาไทยไม่ได้ ทำให้การติดตามข้อมูลข่าวสารต้องอาศัยโทรศัพท์ไปคุยกับเพื่อนๆ ที่อยู่เมืองไทยมานาน แต่ก็ไม่ค่อยมีใครพูดถึงโรงงานแถวนี้ว่าเมื่อไรน้ำจะลด พวกเขาจึงพยายามคิดวิธีหาอาหารแบบดั้งเดิม ตามความจริงของธรรมชาติที่ว่า “ในน้ำมีปลา ในนามีข้าว”
   
          "จามิเอ" เป็นคนเดียวที่หาปลาเป็น เพราะบ้านเกิดอยู่ใกล้แม่น้ำ เขาเห็นคนไทยนำเบ็ดมาตกปลาที่หลุดออกมาจากกระชังได้ตัวใหญ่ๆ ก็รู้สึกอยากตกปลาบ้าง แต่ไม่รู้จะไปหาซื้อเบ็ดจากไหน เพราะร้านค้าปิดหนีน้ำท่วมไปหมดแล้ว!!
 
 "ต่างด้าว" 5 แสน...เคว้งคว้าง!


          องค์กรเครือข่ายที่ทำงานด้านประชากรข้ามชาติ (Migrant Working Group) คาดการณ์ว่าแรงงานเพื่อนบ้านที่ประสบภัยน้ำท่วม อาจมีสูงถึง 5 แสนคน จากทั้งหมด 3 ล้านคนที่เข้าประเทศไทยแบบถูกกฎหมายและผิดกฎหมาย ส่วนใหญ่เมื่อนายจ้างรับเข้าทำงานแล้ว จะยึดบัตรประจำตัวหรือพาสปอร์ตไว้ หลังเกิดภัยน้ำท่วมติดต่อเจ้านายหรือหัวหน้างานไม่ได้ พวกเขาจึงไม่กล้าเดินทางออกนอกพื้นที่หรือไปติดต่อขอความช่วยเหลือจากราชการ แม้หลายคนได้ขึ้นทะเบียนเข้าเมืองอย่างถูกกฎหมายก็ตาม
   
         เจ้าหน้าที่เครือข่ายฯ รายหนึ่งแสดงความเห็นว่า ช่วงเดือนตุลาคมน้ำท่วมขยายวงกว้างและรุนแรง พวกเขาพยายามโทรไปสายด่วน 1111 แต่พูดกันไม่รู้เรื่องเพราะมีแต่ภาษาไทย พวกเขาไม่กล้าออกไปไหนไกลนัก เนื่องจากมีข่าวว่าสาวพม่ากับครอบครัวพยายามเดินทางหนีน้ำท่วมออกต่างจังหวัด แต่ถูกตำรวจจับที่สถานีขนส่งหมอชิตพร้อมรีดไถเงิน 5,000 บาท
   
         “อย่าแปลกใจที่เห็นพม่าหนีน้ำท่วมพร้อมหิ้วทีวี วิทยุ เครื่องเล่นวีซีดี ฯลฯ เพราะพวกเขาเก็บเงินโดยการซื้อเครื่องใช้ไฟฟ้าไว้เป็นสมบัติ การมีเงินสดติดตัวมากเป็นเรื่องอันตราย ไม่รู้จะถูกจับไปค้นตัวเมื่อไร และไม่ค่อยมีใครเอาเงินไปฝากธนาคารด้วย น้ำท่วมจึงเหมือนเป็นหายนะของชีวิต สิ่งสำคัญที่สุดตอนนี้ คือ กระทรวงแรงงานต้องทำวันสต็อปเซอร์วิส หรือจุดศูนย์รวมให้พวกเขามาติดต่อ แจ้งบัตรหายและทำบัตรใหม่ ควรยกเว้นเงินค่าธรรมเนียมให้ด้วย ถือเป็นการเตรียมความพร้อมหลังน้ำลด อย่าลืมว่าพวกเขาคือแรงงานสำคัญที่จะช่วยเก็บกวาดและฟื้นฟูประเทศไทย” เจ้าหน้าที่ข้างต้นแนะนำทิ้งท้าย