
ศปภ.โอ่หาเครื่องสูบน้ำให้กทม.เกินขอ
ศปภ. แถลงหาเครื่องสูบน้ำช่วย กทม. ได้มากกว่าที่ขอ เผยตั้ง กก.สอบถุงยังชีพให้เวลาสามวัน "ยงยุทธ" แขวะผู้ว่าฯกทม.ไม่ซ่อมเครื่องสูบน้ำเอาไว้ รัฐบาลต้องโดดช่วย บช.น.แจ้งพื้นที่จอดรถใหม่ อมตะนคร ชลบุรี รองรับได้ 6,000 คัน
7พ.ย.2554 นายธงทอง จันทรางศุ โฆษก ศปภ. แถลงข่าวว่า ว่ามีการหารือร่วมระหว่าง ศปภ. และ กทม. ถึงความร่วมมือที่จะจัดเครื่องสูบน้ำปริมาณมากเข้าเสริมการทำงานตามคำร้องขอของ กทม. ที่ระบุว่าอยากได้ทั้งหมด 60 เครื่อง โดยจากการหารือเราได้ข้อสรุปว่า จะซื้อเครื่องสูบน้ำขนาดใหญ่ โดยงบของ ศปภ. จำนวน 48 เครื่อง
นอจากนี้ยังสืบว่ามีเครื่องสูบน้ำขนาดใหญ่อยู่ในความครอบครองของกระทรวงทบวงกรมใด โดยพบว่ามี ของกรมโยธาธิการและผังเมือง และของกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม 23 เครื่อง รวมเป็น 71 เครื่อง มีกำลังสูบน้ำ 132 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที ซึ่งมากกว่าที่ กทม.ขอ มาโดย กทม. ต้องการ 60 เครื่องที่มีกำลังสูบ 120 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที โดยการกำหนดจุดติดตั้ง กทม. จะเป็นผู้อำนวยการ
นอกจากนี้จะมีเครื่องสูบน้ำอีกจำนวนที่สนับสนุนจากประเทศจีน แม้จะเป็นขนาดเล็กกลางแต่อก็สามารถช่วยได้ โดยมีทั้งสิ้น 255 เครื่อง ก็จะส่งให้ กทม. เช่นกัน ซึ่งปลัดและรองปลัด กทม. ต่างก็ยืนยันว่า เป็นประโยชน์ต่อการทำงานระบายน้ำ และจะเข้าไปผัดเปลี่ยนเครื่องระบายน้ำบางเครื่อง ที่ทำงานมาติดกันหนึ่งเดือน และบางส่วนจะนำไปเสริมความสามรรถในการระบายน้ำ เพราะพื้นที่ กทม. ไม่มีความลาดชัน ดังนั้นการได้มา น่าจะทำให้ระบายได้ดีขึ้น
นายธงทองกล่าวอีกว่า การวางบิ๊กแบ็กที่ได้เสร็จสิ้นเมื่อ 2-3 วันที่ผ่านมา ก็เริ่มได้ผล น้ำที่กำลังไหลเข้า กทม. ชะลอความเร็ว การระดมทรัพยากรระหว่าง กทม. และศปภ. ก็เป็นเรื่องที่เราได้รับฟังและเป็นที่สบายใจของหลายท่าน
นายธงทอง ยังกล่าวถึงสถานการณ์น้ำของ กทม. ฝั่งตะวันตก โดยน้ำจาก คลองทมวีวัฒนา เคลื่อนไปด้านทิศใต้ ใกล้ ถ.พระราม 2 ตอนนี้ต้องติดตามอย่างใกล้ชิด นอกจากนี้สำหรับการคมนาคมหากมีน้ำท่วม พระรามสอง ก็ได้มีแผนเเดินทางเป็นเส้นทางสำรองเพื่อลงไปสู่ภาคใต้ โดยให้ใช้ เส้นทาง เลข 9 วงแกวนกาญจนภิเษก และใช้เส้น 340 ไปสุพรรณบุรีอาจจะอ้อมสักนิดหน่อยแต่จะไปภาคใต้ได้
นายธงทองยังกล่าวว่าวันนี้ ได้มีการตั้ง กรรมการสอบข้อเท็จจริง เรื่อง มูลค่าของในถุงยังชีพ โดยมีนายยรรยงค์ พวงราช ปลัดกระทรวงพาณิชย์ เป็นประธาน และให้แจ้งผลในสามวัน โดยกรรมการก็ได้เริ่มประชุมตั้งปต่วันนี้ หากใครมีข้อมูลก็สามารถก็ให้ได้ที่สายด่วน ศปภ. 1111 กด 5 ความกระจ่างจะทำให้เราสบายใจ หากยังมีข้อกังวล กรรมการต้องทำให้เกิดความชัดเจน
"ยงยุทธ" แขวะผู้ว่าฯกทม.ไม่ซ่อมเครื่องเอาไว้
ด้านนายยงยุทธ วิชัยดิษฐ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย กล่าวว่า หน้าที่ทั้งหมดในกรุงเทพฯ เป็นเรื่องของกทม. โดยสมบูรณ์ รัฐบาลจะเข้าไปยุ่งหรือแทรกแซงไม่ได้ แต่จะเข้าไปช่วยเหลือบ้างพอทำได้ แต่หน้าที่หลักอยู่ที่กทม. ส่วน ศปภ.เป็นเพียงตัวเสริมกทม. อีกครั้ง ที่ผ่านมาแสดงให้เห็นแล้วว่า กทม.ช่วยเหลือตัวเองไม่ได้ ทั้งที่เครื่องสูบน้ำของกทม.ก็มี แต่ไม่ซ่อมให้พร้อม เมื่อมีปัญหาจะมาเอาจากรัฐบาลอย่างเดียวไม่ได้
“ผมไม่ได้โยนปัญหาทุกอย่างใส่ กทม. ที่ผ่านมากระทรวงมหาดไทยได้รวบรวมเครื่องสูบน้ำและแจกจ่ายไปยังต่างจังหวัดที่ประสบภัยที่ร้องขอเข้ามาตลอด กำลังมีการระดมเครื่องสูบน้ำเพิ่มเติมอีก” รมว.มหาดไทย กล่าว
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ในระหว่างให้สัมภาษณ์มีชาวบ้านผู้หญิงอายุประมาณ 50 ปี ที่ได้รับความเดือดร้อน โผเข้ามากอดนายยงยุทธ พร้อมทั้งระบุว่า ไม่ได้รับความช่วยเหลือ ต้องลุยน้ำที่สูงระดับหน้าอกออกมา ต้องการที่จะขอเรือ และอาหารน้ำไปให้กับประชาชนที่ยังตกค้างอยู่ในพื้นที่ทุ่งสองห้อง โดยนายยงยุทธ ได้ประสานให้เจ้าหน้าที่จัดหารถเมล์ และอาหาร น้ำดื่มเพื่อช่วยเหลือไปให้
วิพากษ์การระบายน้ำในภาวะวิกฤติ
รศ.ดร.บรรณโศภิษฐ์ เมฆวิชัย อดีตรองผู้ว่าฯกทม. กล่าวในรายการคมชัดลึกทางเนชั่นทีวีว่า ต้องจับตาคลองบางซื่อ คลองลาดพร้าว คลองแสนแสบ หากสามารถลดน้ำที่จะเข้ามา เพราะน้ำไม่ได้ออกจากคลองเข้าชุมชน แต่น้ำจากชุมชนเข้าคลอง ส่วนการวางบิ๊กแบ๊คนั้น เราต้องรักษาวิธีการผ่านของน้ำให้เป็นระบบ ดังนั้นแนวคันกระสอบนี้เพื่อชะลอน้ำให้เข้าไปในระบบที่จัดไว้ เมื่อน้ำด้านล่างยังจัดการไม่ได้ น้ำด้านเหนือก็ต้องชะลอ รวมถึงการวางที่แนวรถไฟก็เพื่อให้รถไฟยังวิ่งได้
ผศ.ดร.คมสัน มาลีสี รองคณบดีคณะวิศวกรรมศาสตร์ สถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง กล่าวว่า น้ำที่ผ่านกรุงเทพฯชั้นใน จะเห็นว่าช่วงแรกที่น้ำเคลื่อนที่ช้าเพราะต้องไต่ระดับ แต่เมื่อผ่านจุดที่มีลักษณะเป็นขอบต่างๆ แล้วน้ำจะวิ่งเข้าหาพื้นที่ที่เป็นจุดค่อนข้างต่ำคือ บางซื่อ จุดต่อไปคือสามเสน บึงพระราม 9 แต่ก็ยังเชื่อว่าน้ำปริมาณมหาศาลยังอยู่กับที่ เพราะไปติดที่ทุ่งค่อนข้างเยอะ หากเกินคันจึงจะรินออกมาเรื่อยๆ แต่ขณะนี้น้ำในคลองหกวาสายล่างได้เข้ากทม.ส่วนหนึ่งซึ่งไม่ใช่น้ำทุ่งแต่เป็นน้ำส่วนหนึ่ง ส่วนบริเวณรังสิต คลองหกวาสายล่างน้ำได้เติมเต็มคันดินแล้วเมื่อรวมกับแสงแดดก็จะระเหยไปส่วนหนึ่ง ซึ่งจุดพีคของน้ำได้ผ่านไปแล้ว
ผศ.ดร.คมสัน กล่าวว่า สำหรับอุโมงค์ยักษ์สามารถดึงน้ำได้เพียงวันละ 5-6 ล้านลบ.ม. ซึ่งไม่เพียงกับปริมาณน้ำที่เติมเข้ามา จึงอยากแจ้งเตือนคนที่อยู่บริเวณแสนแสบ-มีนบุรีว่าควรระวัง เพราะระดับน้ำคลองสามวาอยู่ที่ 2 เมตร ขณะที่ระดับคลองแสนแสบอยู่ที่ 1 เมตร ส่วนคลองสามวาทั้งเขตน้ำได้ลามไปหมดแล้ว จึงมีโอกาสที่น้ำที่คลองแสนแสบจะยกตัวได้ตลอดเวลาและล้นแน่นอน และเชื่อว่าเขตบางชันจะเป็นที่ผ่านของน้ำ ส่วนบางกะปิ รามคำแหง ก็ต้องเตรียมพร้อมรับสถานการณ์ด้วย
ศ.ดร.ธนวัฒน์ จารุพงษ์สกุล หัวหน้าหน่วยศึกษาพิบัติภัยและข้อสนเทศเชิงพื้นที่ คณะวิทยาศาสตร์ จุฬาฯ กล่าวว่า กทม.มีข้อมูลและบริหารมา 10 ปีรู้จักการจัดการน้ำดีที่สุด จุดอันตรายที่สุดคือ คลองบางซื่อ เมื่อน้ำทะลักมาหากรับไม่ไหวก็จะบ่าเข้าคลองสามเสน ปัจจัยที่สำคัญคือการระบายน้ำให้ได้จังหวะ นอกจากนี้เมื่อน้ำเอ่อแล้วจะมุดท่อทำให้การคาดการณ์ลำบาก
คลองต่างๆ ได้มีการขุดช่วง 40 ปีที่ผ่านมามีการพัฒนาเมืองที่ใหญ่มาก มีการสูบน้ำบาดาลขึ้นมา ทำให้เกิดการทรุด โดยเฉพาะแถวแสนแสบ ม.รามคำแหง ที่ต่ำกว่าระดับน้ำถึง 50 ซม. และห่วงว่าจะทะลักเข้าสวนหลวง เนื่องจากมวลน้ำเยอะมาก เราเล่นกับพิบัติภัยที่ใหญ่ แต่ระบบการป้องกันน้ำท่วมในเมืองมีข้อจำกัด ต้องใช้โครงสร้างอย่างเดียว แต่ด้วยศักยภาพที่ กทม.ทรุดตัวจึงลำบาก ปัญหาที่เป็นโจทย์ยากคือไม่สามารถประมวลน้ำจริงๆได้ว่ามีเท่าไหร่ ประกอบกับกทม.มีลักษณะเป็นแอ่งเป็นช่วงๆ เมื่อถึงระดับที่เท่ากันน้ำจะวิ่งเร็ว กระสอบทรายยักษ์อาจกั้นได้แค่บางส่วน
"มวลน้ำหาก 1 เมตรขึ้นไปถือว่ามีพลัง และที่รังสิตน้ำอยู่ที่เมตรกว่า รพีพัฒน์ขึ้นไป 2 เมตร คิดว่าหากจะเจาะถนนฝั่งตะวันออกสายไปแล้ว ไม่ได้จังหวะเวลา แต่ทางฝั่งตะวันตกยังสามารถเจาะถนนได้ โดยต้องเตรียมการใช้ถ.พระราม 2 ที่ตั้งฉาก และต้องควบคุมน้ำได้ว่าจะมาลงที่เดียว และที่เป็นห่วงคือ จากเดิมที่คิดว่ามวลอากาศเย็นจะกดฝนให้ลงไปด้านล่าง แต่พบว่าร่องมรสุมจากเดิมอยู่ที่ชายแดนมาเลเซีย ได้มีการเคลื่อนตัวขึ้นมา ซึ่งต้องติดตามใกล้ชิด" ศ.ดร.ธนวัฒน์ กล่าว
ศ.ดร.ธนวัฒน์ กล่าวอีกว่า ตนเป็นห่วงคนที่อยู่กลางน้ำ เพราะการช่วยเหลือน้อยมาก หลายพื้นที่ยังขาดอาหาร เช่น บางบัวทอง ที่น้ำท่วมนานแล้ว และรัฐไปให้ความสนใจนครสวรรค์ ที่น้ำแห้งแล้ว การบริหารพิบัติภัยคราวนี้ใหญ่มาก แต่ภาครัฐมองแง่เดียวว่าใช้กลไกภาครัฐ ขณะที่ยังมีกลไกอื่นๆที่ยังไม่ได้ใช้ เช่นภาคประชาชน แต่กลับไม่จัดระบบให้ และเห็นว่าต้องเยียวยาคนที่อยู่กลางน้ำ หากทำไม่ดีเมื่อน้ำลด รัฐบาลจะถูกแรงอัดเยอะ
บช.น.แจ้งพื้นที่จอดรถใหม่ อมตะนคร ชลบุรี รองรับได้ 6,000 คัน
พล.ต.ต.วรศักดิ์ นพสิทธิพร รอง ผบช.น.รับผิดชอบงานจราจร พล.ต.ต.อุทัยวรรณ แก้วสอาด ผบก.จร. แจ้งว่า สำนักงานตำรวจแห่งชาติ ได้คำนึงถึงความเดือดร้อนของประชาชนที่ต้องนำรถยนต์หนีภัยน้ำท่วมขังไปจอดไว้บริเวณทางด่วนพิเศษทางยกระดับ สะพานกลับรถ สะพานข้ามแยก สะพานข้ามแม่น้ำ สะพานข้ามคลอง ในพื้นที่กรุงเทพปริมณฑล โดยเสี่ยงต่ออุบัติเหตุและการโจรกรรมที่อาจเกิดขึ้น เพื่อเป็นการช่วยบรรเทาความเดือดร้อน คลายความกังวลให้กับท่านเจ้าของรถยนต์ สำนักงานตำรวจแห่งชาติ ได้ประสานความร่วมมือกับนิคมอุตสาหกรรมอมตะนคร จ.ชลบุรี จัดพื้นที่จอดรถรองรับรถยนต์สำหรับผู้ประสบภัยน้ำท่วมไว้จำนวน 6,000 คัน โดยท่านเจ้าของรถสามารถเคลื่อนย้ายรถยนต์ของท่านไปจอดไว้ได้ที่นิคมอุตสาหกรรมอมตะนคร จ.ชลบุรี ตั้งแต่วันที่ 8 พ.ย.54 ถึงสิ้นปีนี้
โดยสำนักงานตำรวจแห่งชาติจะได้จัดเจ้าหน้าที่ตำรวจเข้าไปช่วยดูแลรถยนต์ของท่านอีกส่วนหนึ่ง บช.น. จึงขอความร่วมมือท่านเจ้าของรถที่จอดไว้บริเวณทางด่วนฯ ทางยกระดับ และสะพานต่างๆ กรุณาเคลื่อนย้ายรถยนต์ของท่านไปจอดไว้ในที่ปลอดภัยที่ได้แนะนำไว้ จะเป็นการแบ่งปันน้ำใจบนท้องถนนป้องกันอุบัติเหตุที่อาจจะเกิดขึ้นกับรถยนต์คันอื่นและรถยนต์ของท่านเองได้ ทั้งนี้ การจอดรถยนต์ในลักษณะหลบภัยน้ำท่วมขังตามสถานที่ต่างๆ อย่าลืมเขียนเบอร์โทรศัพท์ติดไว้บริเวณหน้ารถยนต์ เพื่อสามารถติดต่อกรณีเกิดเหตุฉุกเฉินได้ทันที ประชาชนสามารถติดตามข้อมูลจราจรผ่านเจ้าหน้าที่ประชาสัมพันธ์ของ บก.จร.ได้ทางสถานีวิทยุ สวพ.91 สถานีจราจร 99.5 และ จส.100 และ โทรศัพท์หมายเลข 1197 ของ ศูนย์ควบคุมสั่งการจราจร บช.น. (บก.02)
กปน.ยืนยันน้ำประปาผ่านมาตรฐานอนามัยโลก
นายวัชร บุญชูเศรษฐ์ ประธานกรรมการกปน. กล่าวว่า ตามที่ได้เกิดวิกฤติน้ำท่วมจนส่งผลกระทบต่อการผลิตน้ำประปา ทั้งปริมาณและคุณภาพ ซึ่ง กปน.มิได้นิ่งนอนใจ ได้เร่งแก้ปัญหาตลอดมาโดยเฉพาะคุณภาพน้ำดิบที่เปลี่ยนไป ดังนั้น กปน.จึงได้ขอความร่วมมือกับหน่วยงานต่าง ๆ ทั้งภาครัฐและเอกชนได้ให้คำแนะนำที่เป็นประโยชน์เพื่อสร้างความมั่นใจให้กับประชาชนในการบริโภคน้ำประปามากขึ้น
ศจ.นพ.สุทธิพร จิตต์มิตรภาพ เลขาธิการคณะกรรมการการวิจัยแห่งชาติ หรือ วช.ได้ร่วมแถลงข่าวถึงคุณภาพน้ำประปาว่า "เนื่องจากคนส่วนใหญ่ได้ประจักษ์ด้วยสายตาว่าน้ำเสียไหลลงคลองประปา จึงเกิดความรู้สึกว่าน้ำประปาไม่ปลอดภัย ประกอบกับกลิ่นและสีของน้ำประปาเปลี่ยนไป ยิ่งทำให้ไม่กล้าที่จะดื่มน้ำประปา เรื่องนี้นักวิชาการต่างรู้สึกเป็นห่วง และได้ร่วมตรวจสอบกระบวนการผลิตน้ำและคุณภาพน้ำของ กปน.พบว่ามีกระบวนการผลิตน้ำที่เชื่อถือได้ และน้ำประปาก็ยังอยู่ในมาตรฐานขององค์การอนามัยโลก จึงให้ความมั่นใจว่าน้ำประปายังมีคุณภาพดี ดื่มได้ และปลอดภัย ปราศจากเชื้อโรคแน่นอน”
รศ.นพ.ดร.พิทยา จารุพูนผล คณะบดี คณะสาธารณสุขศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล ได้กล่าวคำยืนยันดังนี้ "ก่อนหน้าเหตุการณ์น้ำท่วมในปีนี้ ทางคณะสาธารณสุขฯได้เข้าร่วม โครงการน้ำประปาดื่มได้กับการประปานครหลวงมาตั้งแต่ พ.ศ.2542 และยืนยันในเรื่อง ‘คุณภาพน้ำประปาว่าดื่มได้’ มาตลอด เมื่อเกิดเหตุการณ์น้ำท่วมขึ้น ทางคณะฯ ได้มีการตั้งทีมเพื่อสำรวจและตรวจสอบคุณภาพน้ำประปาอยู่ตลอด ว่ายังคงอยู่ในเกณฑ์มาตรฐานหรือไม่ ซึ่งพบว่า ทั้งเกณฑ์ด้านกายภาพ เคมี ชีวภาพ ล้วนแต่ผ่านมาตรฐานองค์การอนามัยโลก นอกจากนี้ยังยืนยันได้ว่า การประปานครหลวงมี "ขั้นตอนการดำเนินงานตามมาตรฐานองค์การอนามัยโลกทุกอย่าง” ทั้งนี้สาเหตุที่ทำให้น้ำประปาดูไม่สะอาดนั้น ความจริงแล้วส่วนหนึ่งสาเหตุมาจากน้ำท่วม รวมทั้งปัจจัยภายนอกอื่นๆที่เข้ามาปนเปื้อนภายในท่อ เช่น กรณีตึก อาคารสูงที่มีการใช้น้ำจากถังพักน้ำ หากมีน้ำท่วมไหลเข้าบ่อพักน้ำหรือบ่อรั่วชำรุด ก็อาจทำให้น้ำท่วมเข้าไปปะปนกับน้ำประปาที่การประปานครหลวงส่งมาได้ เบื้องต้นจึงขอให้ประชาชนช่วยกันตรวจสอบด้วยตนเองก่อน”
นายเจริญ ภัสระ ผู้ว่าการ กปน. ได้กล่าวว่า "ตั้งแต่เกิดเหตุน้ำท่วมเข้าคลองประปา ทำให้ กปน.ต้องเพิ่มค่าใช้จ่าย สารเคมี และกระบวนการผลิตน้ำประปาเพิ่มขึ้นถึง 6 เท่า จากช่วงปกติ แต่ก็ไม่เคยคำนึงถึง มุ่งแต่จะผลิตน้ำที่มีคุณภาพให้ประชาชนเป็นหลัก และ ณ ขณะนี้ กปน.มีความมั่นใจว่า สามารถรักษาระบบผลิตน้ำประปาไว้ได้ โดยได้เตรียมป้องกันระบบผลิตและระบบไฟฟ้าซึ่งเป็นหัวใจสำคัญไว้อย่างเต็มที่ จึงไม่ต้องห่วงว่า จะเกิดกรณี น้ำท่วมโรงงานผลิตน้ำ จนเป็นเหตุให้ต้องหยุดผลิตน้ำประปา”



