
ดีแต่พูด ตูดไม่ขยับ
ขมน้ำตาล หวานบอระเพ็ด : ดีแต่พูด ตูดไม่ขยับ โดย...พัฒนเดช อาสาสรรพกิจ
สังคมไทยทุกวันนี้เมื่อมีเหตุการณ์คับขันเกิดขึ้นในบ้านเมือง จะมีหน่วยงานสาธารณกุศลยื่นมือเข้าไปช่วยเหลือกันอย่างเต็มที่ ไม่เว้นแม้แต่บุคคลทั่วไปที่พร้อมจะสละ ทั้งกำลังกาย กำลังทรัพย์ และเวลา ไปช่วยเหลือเพื่อนร่วมชาติที่กำลังเดือดร้อนอย่างไม่ย่อท้อ เพราะคนไทยที่นับถือศาสนาพุทธส่วนใหญ่คิดว่า การได้ช่วยเหลือคนอื่นที่ตกทุกข์ได้ยากคือการได้ทำบุญ
ชาวต่างชาติจึงแปลกใจที่เห็นว่ารถของคนที่เข้าไปช่วยเหลือคนบาดเจ็บจากอุบัติเหตุ เป็นรถปิกอัพเก่าๆ ที่มีไฟวับวาบติดบนหลังคา แทนที่จะเป็นรถของหน่วยกู้ภัยสังกัดหน่วยงานราชการที่มีเครื่องมือทันสมัย มีรูปแบบและตราสัญลักษณ์ที่ชัดเจนว่าขึ้นตรงต่อหน่วยงานใด ซึ่งส่วนใหญ่มักจะต้องขึ้นตรงต่อองค์การบริหารปกครองส่วนท้องถิ่นในเขตพื้นที่นั้นๆ
หรือจะพูดให้ตรงกว่านั้นก็ต้องบอกว่า หากประเทศไทยไม่มีองค์กรการกุศล เช่น มูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง หรือมูลนิธิร่วมกตัญญู ฯลฯ ศพที่เกิดจากอุบัติเหตุบนท้องถนนคงเน่าเปื่อยส่งกลิ่นเหม็นคลุ้ง กว่าญาติพี่น้องจะรับรู้หรือมารับศพกลับไปได้ เช่นเดียวกันกับเมื่อเกิดอุบัติภัยทางธรรมชาติทั้งหลาย ผู้ที่เข้าไปช่วยเหลือประชาชนเป็นหน่วยงานแรกๆ และเป็นกำลังหลักของประเทศตลอดมา ก็คือองค์กรสาธารณกุศลเหล่านั้นนั่นเอง หาใช่หน่วยงานของรัฐแต่อย่างใดไม่
ดังนั้น จึงทำให้เมื่อมีเสียงตัดพ้อต่อว่าจากผู้ที่ไม่เกี่ยวข้อง ถึงการช่วยเหลือที่อาจจะพลาดจากรูปแบบมาตรฐานไปบ้าง หรืออาจจะขาดบ้างเกินบ้าง ซึ่งเป็นเรื่องปรกติของการทำงาน คนที่ตัดพ้อต่อว่าก็จะถูกสังคมรุมประณามกลับมาว่า “มือไม่พายแล้วยังเอาเท้าราน้ำ”
เช่นเดียวกับการเกิดข้อถกเถียงจากเหตุกาณ์มหาอุทกภัยในครั้งนี้ของประเทศ เมื่อมีการแจกข้าวของไปยังมือผู้ประสบภัยไม่ครบถ้วน หรือเมื่อมีการโยกย้ายศูนย์บัญชาการกำกับดูแลปัญหาดังกล่าวที่รู้จักกันในนามของ ศปภ. จากสนามบินดอนเมืองมายังอาคารเอนเนอร์ยีคอมเพล็กซ์ โดยมีภาพของการทิ้งของที่ได้รับบริจาคจากประชาชนเอาไว้ เกลื่อนกลาด คนฝ่ายที่ต่อว่าก็หาว่าเสียดายของทำไมไม่เอาไปแจกให้หมด ฝ่ายคนที่เห็นแย้งก็บอกว่าถ้าพูดกันอย่างนั้น คนที่มาทำงานด้วยจิตอาสาโดยไม่ได้รับค่าจ้างจะเสียกำลังใจ
ซึ่งเรื่องต่างๆ เหล่านี้จะไม่มีทางเกิดขึ้นได้ หากผู้ที่มีอำนาจในการบริหารประเทศได้ตระหนักถึงหน้าที่ของตนเองอย่างครบถ้วน โดยต้องคิดไว้เสมอว่าตนเองอาสาเข้ามารับใช้สังคมและประชาชน เมื่อสังคมและประชาชนมีปัญหา ก็ต้องใช้เจ้าหน้าที่ใต้สังกัดของตนเองทุกหน่วยงานออกมาทำหน้าที่ก่อน หากเห็นว่ากำลังคนที่เรียกมาใช้งานยังไม่พอ ก็ต้องเรียกกำลังเสริมที่อยู่ภายใต้กรอบระเบียบของกฎหมาย ส่วนอาสาสมัครภาคประชาชนนั้น ต้องเป็นด่านสุดท้ายเมื่อประเทศชาติคับขันจริงๆ เท่านั้น เพราะประชาชนคนธรรมดาทั่วไปไม่คุ้นเคยกับการรับคำสั่ง และต้องปฏิบัติงานตามแผนที่วางไว้อย่างมีลำดับขั้นตอนที่ถูกต้อง
ในอดีตสมัย พลตำรวจตรีหม่อมราชวงศ์ เจตจันทร์ ประวิตร เคยมีการก่อตั้งหน่วยงานราชการที่ทำหน้าที่บรรเทาสาธารณภัยโดยตรงเยี่ยงประเทศที่เจริญทั้งหลาย แต่ด้วยเหตุผลทางการเมืองจึงทำให้หน่วยงานบรรเทาสาธารณภัยภายใต้กรอบความคิดดังกล่าว ต้องสูญหายไปกับการเปลี่ยนแปลงทางการเมืองครั้งแล้วครั้งเล่า เพราะผลประโยชน์จากงบประมาณจัดซื้อจัดหาเครื่องไม้เครื่องมือราคาแพง และความได้ชื่อเสียงหน้าตาจากการทำงานเป็นที่ตั้ง
ประเทศไทยจึงต้องพึ่งพาอาศัย “ผู้มีจิตกุศล” อย่างทนจำยอม ในการที่จะต้องรับความผิดพลาดชนิดไม่มีโอกาสแนะนำ เพียงแต่ข้อกล่าวอ้างว่าเขาเหล่านั้น “ทำด้วยใจไม่ได้รับประโยชน์ใดๆ ทั้งสิ้น” เท่านั้น
มหาอุทกภัยครั้งนี้จึงถึงเวลาที่เรา (คือรัฐบาลแห่งประเทศไทย) ต้องย้อนกลับมาคิดกันว่า จะต้องจัดตั้งหน่วยงานบรรเทาสาธารณภัยแห่งรัฐขึ้นมาหรือยัง หรือจะปล่อยให้คนทำงานต้องมาอ้างเหตุผล เมื่อถูกติงในขั้นตอนหรือวิธีการทำงานว่า “ผมทำด้วยจิตกุศลไม่ได้รับผลตอบแทน ส่วนพวกคุณดีแต่พูดแล้วก็ติ เข้าทำนองปากพูด แต่ตูดไม่ขยับ” กันต่อไปไม่มีวันสิ้นสุด อย่างนั้นหรือครับ
-----------------
(ขมน้ำตาล หวานบอระเพ็ด : ดีแต่พูด ตูดไม่ขยับ โดย...พัฒนเดช อาสาสรรพกิจ)



