ข่าว

“อย่าย่ำน้ำด้วยเท้าเปล่า”

“อย่าย่ำน้ำด้วยเท้าเปล่า”

08 พ.ย. 2554

ปีนี้ น้ำมาก...มากจนท่วมรุนแรงกว่าทุกปีที่ผ่านมา พี่น้องในหลายจังหวัดโดยเฉพาะอย่างยิ่งในภาคเหนือตอนล่าง ภาคกลางหลายจังหวัด ก็โดนพายุหลายลูกติดๆ กัน ทำให้เกิดน้ำท่วมขังเป็นเวลานาน

 รวมทั้งชาวกทม. ที่กำลังประสบภัยอยู่ขณะนี้ ซึ่งเมื่อมีภาวะน้ำท่วมขัง หรือมีความอับชื้นอยู่เป็นช่วงยาวๆ ก็จะทำให้เกิดโรคผิวหนังบางชนิด เช่น น้ำกัดเท้าติดตามมา
“น้ำกัดเท้า”
 โรคที่เราเรียกกันว่า “น้ำกัดเท้า” ที่จริงเกิดจากการติดเชื้อราที่ผิวหนัง เชื้อราไม่ได้มากับน้ำนะครับ แต่เชื้อราดังกล่าวนั้น จะมีอยู่ทุกหนทุกแห่งบนพื้นดิน บนข้าวของเครื่องใช้ต่างๆ บนตัวคน และสัตว์เลี้ยง แต่ที่พบส่วนใหญ่นั้น เชื้อรามักจะมาตอนน้ำท่วมหน้าฝน หรือเมื่อผิวหนังอับชื้นนานๆ เพราะว่า เชื้อราทุกชนิดชอบความชื้น
 ลองสังเกต ข้าวหรือขนมปังชื้นๆ ที่ตั้งทิ้งไว้ ไม่นานก็จะมีเชื้อราขึ้น เพราะเชื้อราบางชนิดก็ล่องลอยอยู่ในอากาศด้วย เมื่อเกิดการติดเชื้อราที่ผิวหนัง ก็เลยมักจะเป็นในบริเวณที่เป็นซอกทั้งหลาย เพราะเป็นที่ที่เก็บความชื้นได้ดี เช่น ซอกรักแร้ ขาหนีบ ไปจนถึงซอกนิ้วเท้า ลักษณะสำคัญของน้ำกัดเท้า ก็คือผื่นแดงลอก หรือในบางรายอาจเป็นตุ่มน้ำเล็กๆ เป็นผื่นที่ไม่แดงคล้ายเท้าแห้ง หรือเป็นผื่นยุ่ยๆ สีขาว (ในกรณีที่เป็นที่ซอกนิ้วเท้า)
 อาการสำคัญ คือ อาการคัน โดยเฉพาะถ้าเป็นผื่นแบบตุ่มน้ำ หรือ ผื่นแดง
 การรักษาถ้าเป็นไม่มากนัก การใช้ยาทาชนิดครีมที่มียายับยั้งเชื้อรามักจะเพียงพอ แต่ถ้าเป็นมากๆ ทายาได้ยาก หรือเป็นที่เล็บร่วมด้วย ควรใช้ยากิน (แต่ไม่ควรซื้อยากินเอง) ควรปรึกษาแพทย์ก่อน
 นอกจากการรักษาแล้ว การดูแลเรื่องอนามัยก็สำคัญไม่แพ้กัน เพราะว่า เชื้อราชอบความชื้น เพราะฉะนั้นถ้าผิวหนังไม่อับชื้น เชื้อรานั้นก็อยู่ไม่รอด เพราะฉะนั้นหลังอาบน้ำเสร็จ ควรให้ผิวหนังแห้งดีๆ ก่อนแล้วค่อยใส่เสื้อผ้า ถุงเท้า รองเท้า เสื้อผ้าทุกชนิด ควรซักให้สะอาด ตากแดดให้แห้งสนิท ถุงเท้าต้องเปลี่ยนทุกวัน รองเท้าเองถ้าเป็นไปได้ก็ควรสลับใส่ เพื่อป้องกันความอับชื้น
“โรคฉี่หนู”
 โรคฉี่หนู หรือที่รู้จักกันในชื่อว่า โรคเลปโตสไปโรซิส เป็นโรคติดต่อจากสัตว์สู่คนโดยมีหนูเป็นตัวแพร่โรคที่สำคัญ เชื้อจะออกมากับปัสสาวะสัตว์ แล้วปนเปื้อนอยู่ในน้ำท่วมขัง พื้นดินที่ชื้นแฉะได้นาน การติดต่อหลักคือ เชื้อเข้าสู่ร่างกายทางบาดแผล รอยขีดข่วน รอยถลอก หรือไชเข้าเยื่อบุตา จมูก ปาก หรือผิวหนังที่แช่น้ำนานๆ
 ส่วนวิธีที่พบเป็นหนทางติดต่อได้น้อยกว่าก็คือ การติดเชื้อจากการรับประทานอาหารที่หนูฉี่รด อาการตอนเริ่มแรกของโรคนี้ คือ ผู้ป่วยจะมีไข้สูงทันที ปวดศีรษะ ซึ่งก็คงบอกยากว่าเป็นโรคฉี่หนู แต่อาการซึ่งเด่นและแปลกกว่าโรคอื่นๆ ก็คือ ปวดกล้ามเนื้อมาก โดยเฉพาะน่องและโคนขา หรือปวดหลัง ซึ่งมีไม่กี่โรคหรอก ที่จะมีอาการปวดน่องร่วมกับมีไข้ เพราะฉะนั้นคงต้องสังเกตตัวเองสักนิด
อาการทั่วไป
 - มักมีอาการหลังได้รับเชื้อประมาณ 4-10 วัน
 - บางคนมีอาการตาแดง  อาจมีอาการเจ็บคอ  เบื่ออาหาร  หรือท้องเดิน
 - หากมีอาการดังกล่าวหลังจากที่สัมผัสสัตว์  หรือลุยน้ำ  ย่ำโคลน  ต้องรีบไปพบแพทย์ที่โรงพยาบาล  หรือหน่วยแพทย์ในพื้นที่ทันที
 - ทีนี้สิ่งที่น่ากลัวก็คือ ถ้าไม่รีบรักษา  บางรายอาจมีจุดเลือดออกตามผิวหนัง ไอมีเลือดปน หรือตัวเหลือง ตาเหลือง ปัสสาวะน้อย ซึม สับสน เนื่องจากเยื่อหุ้มสมองอักเสบ อาจมีกล้ามเนื้อหัวใจอักเสบ และเสียชีวิตได้
การป้องกัน
 - ควรสวมรองเท้าบู๊ทยางกันน้ำ หากต้องลุยน้ำ ย่ำโคลน โดยเฉพาะถ้ามีบาดแผล
 - หลีกเลี่ยงการแช่น้ำ ย่ำโคลนนานๆ เมื่อขึ้นจากน้ำแล้วต้องรีบอาบน้ำชำระร่างกายให้สะอาดโดยเร็วที่สุด
 - รับประทานอาหารที่ปรุงสุกทันที และเก็บอาหารในภาชนะที่มิดชิด
 - ดูแลที่พักให้สะอาด ไม่ให้เป็นที่อยู่อาศัยของหนู
 - เก็บกวาด  ทิ้งขยะให้มิดชิดไม่ให้เป็นแหล่งอาหารของหนู
 ควรดูแลตัวเอง อย่าย่ำน้ำด้วยเท้าเปล่า เพื่อหลีกเลี่ยงโรคฉี่หนู
คณะแพทยศาสตร์ จุฬาฯ
โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์
 โทร.0-2256-4000 0-2256-4183