ข่าว

สื่อเทศชี้ปชช.ไทยเชื่อเว็บไซต์กว่ารัฐ

สื่อเทศชี้ปชช.ไทยเชื่อเว็บไซต์กว่ารัฐ

07 พ.ย. 2554

สื่อต่างประเทศชี้ เว็บไซต์สังคมออนไลน์ เป็นที่พึ่งของประชาชนไทย ในยามประสบอุทกภัยร้ายแรง เพราะรัฐมีแต่ข้อมูลที่ทำให้สับสน

          7 พ.ย.54  สำนักข่าวต่างประเทศ รายงานว่า การต่อสู้กับมหาอุทกภัยครั้งร้ายแรงที่สุดในรอบครึ่งศตวรรษของคนไทย ได้ถูกแสดงออกตามเว็บไซทต์สังคมออนไลน์ หรือโซเชียล มีเดียอย่างที่ไม่เคยปรากฎมาก่อน โดยมีแรงกระตุ้นมาจากข้อมูลที่สับสนจากภาครัฐ

          สิ่งที่ชาวสังคมออนไลน์สื่อสารกัน มีตั้งแต่การลงภาพน้ำกำลังเอ่อล้นคลองหลายสายในเฟซบุ๊ค ไปจนถึงคำเตือนเรื่องงูเขียวกรีน แมมบ้า หลุด และภาพวีดีโอในยูทู้บที่ให้คำแนะนำว่า ต้องเอาของใช้จำเป็นอะไรติดตัวไปบ้าง ในกรณีที่ต้องอพยพ และอินเทอร์เน็ต กลายเป็นแหล่งอัพเดทสถานการณ์น้ำท่วมแบบนาทีต่อนาที

          คนไทยได้พยายามเติมเต็มข้อมูลที่จำเป็นตามเวลาจริง ซึ่งหาไม่ได้จากทางการ หรือแม้กระทั่งสื่อมวลชน และแม้แต่สังคมออนไลน์เองก็เผยแพร่ข้อมูลที่ผิดพลาดอยู่บ่อยครั้ง ขณะที่ภัยพิบัติได้ดำเนินมานานถึง 3 เดือนแล้ว และทำให้มีผู้เสียชีวิตกว่า 500 คน แถลงการณ์ระดับชาติ และระดับท้องถิ่น มีแต่คำเตือนแต่พื้นที่เสี่ยง และวิธีการที่ดีที่สุดในการรับมือกับน้ำท่วม

          ดร.สมเกียรติ อ่อนวิมล อดีตวุฒิสมาชิก ซึ่งมีคนฟอลโล่ว์ในทวิตเตอร์มากกว่า 68,000 คน ทวี้ตข้อความว่า รัฐบาลไม่สามารถตอบสนองความต้องการข้อมูลที่สาธารณชนรอคอยได้ ก็เลยมีคนจำนวนมากที่ตั้งบล็อกของตัวเอง หรือหันไปพึ่งเว็บไซต์ต่าง ๆ เช่น ทวิตเตอร์ 

          จอน รัสเซลล์ บรรณาธิการเท็คเว็บไซต์ " เดอะ เน็กซ์ เว็บ " ประจำภาคพื้นเอเชีย เห็นด้วยกับเรื่องนี้ โดยบอกว่า อินเทอร์เน็ตกลายเป็นสิ่งสำคัญในช่วงที่เกิดน้ำท่วม ที่เว็บไซต์ข่าวจำนวนมากมีอัตราเข้าชมสูงเป็นประวัติการณ์ เช่นเดียวกับบล็อกต่าง ๆ ที่บอกเล่าประสบการณ์การหนีน้ำที่กำลังท่วมสูงขึ้นเรื่อย ๆ

          แต่หลายคนก็ให้ความเห็นว่า ในขณะที่มีการเตือนถึงอันตรายจากระดับน้ำที่ท่วมสูงขึ้น หรือการขอรับบริจาคโลหิตเพื่อสำรองเอาไว้นั้น หลายข้อความถูกปล่อยออกมาโดยปราศจากการตรวจสอบ หรือแก้ไข ทำให้เสี่ยงต่อการที่ผู้รับจะสับสน และยิ่งเครียดมากขึ้น ซึ่งรัสเซลล์ บอกว่า สังคมออนไลน์สามารถเป็นที่พึ่ง และให้ข้อเท็จจริงในยามที่ตกอยู่ในสถานการณ์น้ำท่วม แต่การอัพเดทข้อมูลจากผู้สื่อข่าว และพลเรือนในที่เกิดเหตุ โดยไม่ได้มีการกลั่นกรองก่อน ก็อาจจะเกิดข้อผิดพลาดขึ้นโดยง่าย

          การแลกเปลี่ยนข้อมูลกันระหว่างผู้เล่นทวิตเตอร์เกี่ยวกับน้ำท่วม ทำให้เกิดข้อความจำนวนมาก และแม้จะเป็นข้อความจากผู้สื่อข่าวพลเรือนที่ไม่มีประสบการณ์ในการทำข่าว แต่เว็บไซต์สังคมออนไลน์ ก็มีประโยชน์มากกว่าโทษ และยังดีกว่าในเมื่อรัฐบาลไม่อาจตอบสนองข้อมูลที่ต้องการได้

          แม็คฟีว่า ดิจิตอล เอเจนซี่ ที่เป็นตัวแทนขายโฆษณาบนทวิตเตอร์อย่างเป็นทางการ ระบุว่า จำนวนผู้ใช้ทวิตเตอร์เพิ่มขึ้น 20 เปอร์เซ็นต์ โดยยอดผู้ใช้ได้เพิ่มจาก 6 แสนคน เมื่อเดือนกันยายน เป็น 720,000 คน ในเดือนตุลาคม อันเป็นผลมาจากน้ำท่วมโดยตรง เพราะก่อนหน้านี้ จำนวนยอดผู้ใช้เติบโตไม่ถึง 5 เปอร์เซ็นต์

          ไทย เทรนด์ ซึ่งวิเคราะห์การทวี้ตในไทย ระบุว่า คีย์เวิร์ด คำว่า #thaiflood มีผู้ใช้มากกว่าครึ่งล้าน ส่วนในช่วงที่น้ำเริ่มทะลักจากทางเหนือลงสู่ภาคกลาง และเข้าใกล้กรุงเทพฯอย่างช้า ๆ คำว่า #bkkflood เป็นคำที่ถูกค้นหามากที่สุด

          โซเชียลเบเกอร์ส ซึ่งสำรวจข้อมูลเกี่ยวกับเฟ้ซบุ๊ค ระบุว่า สมาชิกเฟซบุ๊คก็เพิ่มขึ้นเป็นกว่า 12 ล้านคน หรือ 18 เปอร์เซ็นต์ ของจำนวนประชากรในประเทศ ทั้งที่ตัวเลขเมื่อต้นปีเพิ่งจะอยู่ที่ 7 ล้านคน เช่นเดียวกับผู้ใช้อินเทอร์เน็ตจำนวนมากที่หันไปหายูทู้บ และคลิปยอดนิยมที่สุด ก็คือ รู้สู้ Flood ที่ให้อธิบายปัญหาน้ำท่วม และให้คำแนะนำในการรับมือผ่านแอนนิเมชั่น และใช้วาฬสีน้ำเงินแทนมวลน้ำ ที่กำลังท่วมประเทศไทย

          แม้ว่าบรรดานักการเมืองจะใช้สื่อออนไลน์ ในการเน้นให้เห็นความพยายามรับมือกับวิกฤติน้ำท่วม โดยเฉพาะนายกรัฐมนตรี ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร และคณะที่ปรึกษา ที่พยายามอัพเดทข้อมูล เกี่ยวกับการเดินทางไปยังพื้นที่ประสบภัยพิบัติ แต่ดร.สมเกียรติกลับมองว่า โซเชียลมีเดีย เป็นแหล่งที่ดีที่สุดในการให้รายละเอียด ที่ประชาชนในพื้นที่อยากรู้ว่าน้ำจะท่วมที่อยู่ของพวกเขาหรือไม่

 

เว็บไซต์BBCตีข่าวเมืองหลวงของไทยจะไม่รอดจากน้ำ

 

          เว็บไซต์ BBC รายงานเรื่องยอดผู้เสียชีวิตจากมหาอุทกภัยในไทย ที่พุ่งสูงเกินกว่า 50 คน และพื้นที่ 1 ใน 3 ของประเทศไทยกำลังเผชิญน้ำท่วม เพราะฝนตกหนักติดต่อกัน 3 เดือน ทำลายพื้นที่เพาะปลูกและประชาชนหลายหมื่นคนต้องอพยพหนีน้ำออกจากบ้านเรือน ล่าสุด พื้นที่ในกลายส่วนของกรุงเทพฯ ก็กำลังเผชิญกับน้ำท่วมเช่นกัน สร้างความวิตกว่า เมืองหลวงแห่งนี้อาจจะไม่รอดพ้นจากวิกฤติน้ำท่วมที่เลวร้ายที่สุด

          รัฐบาลประกาศงบฟื้นฟูภัยพิบัติไว้ที่ 1 แสนล้านบาท นางสาวยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรีระบุว่า เงินจำนวนนี้จะถูกนำไปใช้ในการซ่อมแซมบ้านเรือนและธุรกิจ รวมถึงฟื้นฟูภาคธุรกิจด้วยและจะต้องให้เสร็จภายใน 45 วัน เนื่องจากประชาชนได้รับความเดือดร้อนมานานแล้ว เธอยังได้ขอร้องให้สาธารณชนเขาใจ ในขณะที่รัฐบาลกำลังรับมือกับภัยพิบัติและก็พูดเหมือนเดิมว่า ยอมรับว่าเป็นภารกิจที่ยากลำบาก และทำให้เธอท้อ แต่ก็จะไม่ยอมแพ้

          รัฐบาลกำลังถูกวิพากษ์วิจารณ์อย่างหนัก ที่ล่าช้าในการรับมือกับน้ำท่วม และยังให้คำแนะนำที่สับสนเกี่ยวกับการอพยพ ราเชล ฮาร์วีย์ ผู้สื่อข่าวของ BBC ระบุว่า กำลังมีข้อสงสัยเพิ่มขึ้นเรื่อย ๆว่า ทางการจะสามารถปกป้องเมืองหลวงได้หรือไม่ เนื่องจากกรุงเทพฯ มีทั้งแม่น้ำและลำคลองไหล
ผ่าน และกำลังเผชิญระดับน้ำที่เพิ่มสูงขึ้นมานานหลายสัปดาห์ ท่ามกลางความพยายามจะระบายน้ำลงสู่ทะเล

          พื้นที่ 1 ใน 5 ของเมืองหลวง จมอยู่ในน้ำ และประชาชนหลายหมื่นคน ได้รับคำสั่งอพยพ แต่ขณะเดียวกัน ก็เกิดความขัดแย้งระหว่างผู้บริหารกรุงเทพมหานครและรัฐบาล เกี่ยวกับการรับมือกับวิกฤติ ที่ทำลายความเชื่อมั่นของสาธารณชนในความพยายามรับมือกับน้ำ นอกจากนี้ ยังมีความวิตกเกี่ยวกับปัญหาสุขภาพ อันเนื่องมาจากน้ำที่เน่าเสียเป็นพื้นที่กว้าง และระดับน้ำก็สูงถึงอกในบางพื้นที่ และกำลังไหลเข้าไปยังพื้นที่อยู่อาศัยอย่างหนาแน่นของประชากร

          ผลเสียอีกประการหนึ่ง คือการที่น้ำไหลทะลักเข้าท่วมตลาดนัดสวนจตุจักร แหล่งดึงดูดนักท่องเที่ยวที่สำคัญ ทำให้ร้านค้าพากันปิดตามคำแนะนำจของทาการ แต่มีพ่อค้าบางคนไม่ยอมปิดร้าน เพราะกลัวจะเสียรายได้ โดยให้เหตุผลว่า เมื่อนักท่องเที่ยวมาพบว่าร้านรวงพากันปิดยาวนานเกินไป
พวกเขาก็จะไม่กลับมาอีก และจะต้องใช้เวลาอีกนานกว่าจะตลาดนัดสวนจตุจักรจะกลับมาคึกคักได้อีก

 

 

..........................................

(หมายเหตุ : ภาพ : youtube.com)