
บริหารน้ำในมุมมองรองปธ.วุฒิฯ
บริหารน้ำในมุมมองรองปธ.วุฒิฯ : ขยายปม โดยสมถวิล เทพสวัสดิ์
สัปดาห์นี้ต้องเรียกว่าสัปดาห์อุทกภัยใกล้ใจกลางกรุงเทพฯ เพราะขณะนี้น้ำได้กระจายตัวกว่า 20 เขตในพื้นที่ 50 เขตของกรุงเทพมหานครหลังจากเคลื่อนตัวจากที่สูงลงสู่ที่ต่ำก่อนลงไปรวมกันในแม่น้ำเจ้าพระยา
ขณะที่ "วุฒิสภา" ได้ประชุมเพื่อพิจารณาเรื่องด่วนปัญหาสถานการณ์การเกิดอุทกภัยอย่างร้ายแรงในพื้นที่กทม. และในหลายจังหวัดของประเทศในวันจันทร์ที่ 7 พฤศจิกายนนี้ เวลา 10.00 น.
"นิคม ไวยรัชพานิช" รองประธานวุฒิสภาคนที่ 1 ไม่เห็นด้วยกับการประชุมครั้งนี้ เพราะสัปดาห์นี้ทุกคนกำลังยุ่งกับการปฏิบัติหน้าที่น่าจะปล่อยให้แต่ละฝ่ายทำงานกันไปก่อน เพราะในสัปดาห์นี้น้ำได้กระจายท่วมไปหลายพื้นที่ของกรุงเทพฯ การเดินทางของสมาชิกอาจไม่สะดวก และรัฐบาลก็กำลังปฏิบัติหน้าที่กันอยู่อาจไม่สะดวกมาชี้แจง ไม่แน่ใจว่าในวันดังกล่าวองค์ประชุมจะครบหรือไม่ และไม่ทราบว่ารัฐบาลจะส่งใครมาชี้แจง
"การเรียกประชุมเพื่อให้รัฐบาลมาชี้แจงแนวทางแก้ปัญหาถือว่าช้าเกินไป เพราะน้ำใกล้จะไหลลงทะเลแล้ว แต่เมื่อสมาชิกคิดว่าเปิดประชุมแล้วการแก้ไขปัญหาจะดีขึ้นกว่าเดิม ก็ประชุมไม่เป็นไร แต่ส่วนตัวคิดว่าไม่น่าจะเปิดประชุมได้ เพราะอาทิตย์นี้น้ำจะท่วมหลายพื้นที่จะหนักกว่าเดิม ก็ควรให้เขาทำงานไป ส.ว.ก็ตรวจสอบและติดตามการทำงานของเขาไป ที่ผ่านมาการบริหารประเทศตามคำเสี่ยงทายของพระโค เมื่อพระโคทำนายว่าน้ำท่าบริบูรณ์ก็ไม่ได้ระวังหรือเตรียมการอะไรสุดท้ายน้ำมามากเกินก็ทำอะไรไม่ทันแล้ว"
"นิคม" ถือว่ามีประสบการณ์เรื่องการแก้ไขปัญหาน้ำท่วมโดยเฉพาะในพื้นกรุงเทพฯ มาหลายครั้งโดยเฉพาะในปี 2538 ได้แสดงความเป็นห่วงการทำงานแก้ไขปัญหาน้ำท่วมของรัฐบาลภายใต้ชื่อ "ศูนย์ปฏิบัติการช่วยเหลือผู้ประสบภัยน้ำท่วม" (ศปภ.) เพราะหลังจากเข้าไปดูการทำงานแล้วเห็นว่าจัดวางคนไม่ถูกกับงาน
"การทำงานของรัฐบาลควรร่วมมือกับทุกฝ่าย และแบ่งหน้าที่กันทำงาน อย่าแบ่งฝักแบ่งฝ่ายรัฐบาลต้องใจกว้าง คนใน ศปภ.ส่วนใหญ่มาจากพรรคเพื่อไทยไม่มีพรรคอื่นมาร่วมตัดสินใจ รัฐบาลต้องรู้จักดึงคนเก่งและเข้าใจมาใช้งาน ส่วนใหญ่ที่เห็นไม่มีประสบการณ์แก้ไขปัญหาน้ำท่วม ช่างพูด ช่างแนะ แต่ทำงานไม่เป็น แต่ถ้าจะเปลี่ยนตอนนี้คงไม่ทันแล้วเหมือนเปลี่ยนม้ากลางศึก"
"นิคม" บอกว่า เห็นภาพ น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี ร้องไห้เมื่อวันเสาร์ที่ผ่านมาแล้วสงสาร เข้าใจความรู้สึก เพราะเคยอยู่ในสถานะเดียวกับ น.ส.ยิ่งลักษณ์มาก่อน ความรู้สึกหดหู่ ท้อแท้ เดียวดาย ผิดหวัง และเหน็ดเหนื่อย เพราะ น.ส.ยิ่งลักษณ์ไม่มีประสบการณ์ด้านการบริหารราชการแผ่นดินเมื่อเจอกับวิกฤติใหญ่ทำให้รู้สึกกดดัน
"รองประธานวุฒิสภา" ได้แสดงความเป็นห่วงปัญหาการทำลายและรื้อคันกั้นน้ำของประชาชนในพื้นที่บริเวณใกล้คลองประปา เรื่องนี้รัฐบาลชี้แจงทำความเข้าใจกับประชาชนน้อยเกินไป ควรบอกกับประชาชนกำลังทุบหม้อข้าวของตัวเอง มองแค่ปัญหาเฉพาะหน้าไม่คิดว่าน้ำเป็นคลังอาหาร ถ้าไม่มีน้ำดื่มทุกคนจะลำบากยิ่งกว่าการขาดแคลนอาหาร
"ประชาชนที่อยู่เหนือน้ำต้องมีหน่วยงานไปเยียวยาให้ความหวัง ความรู้ อย่าทำให้เขารู้สึกถูกทอดทิ้งต้องแจก แถม ต้องทำทุกอย่างให้เขารู้สึกว่ารัฐบาลเอาใจใส่ อย่าให้คนอดอยาก รัฐบาลต้องอัดฉีดทุกอย่าง ต้องบอกเขาว่าขณะนี้เรากำลังสู้กับข้าศึกก็คือน้ำ ถ้าประชาชนทำลายสิ่งที่รัฐบาลทำไว้สุดท้ายเราจะแพ้กันหมดแพ้ทุกอย่าง"
เมื่อถามถึงการใช้ "สื่อ" ในมือรัฐบาลเช่นสถานีโทรทัศน์ข่อง 11 "นิคม" ซึ่งขณะนี้ถือว่าเป็น "นักการเมือง" ไม่ใช่ "ข้าราชการ" เหมือนเมื่อก่อนกล่าวด้วยน้ำเสียงหนักแน่นว่า ใช้ประโยชน์ไม่ได้เลยต้องจัดรายการปลุกระดมให้ม็อบนิ่งให้ได้ ควรให้ความรู้ความเข้าใจกลับไม่ยอมใช้สื่อในมือตัวเองเลย และคนที่พูดกับประชาชนก็ต้องหาคนที่เข้าใจเรื่องน้ำไม่ใช่ให้ใครก็ได้มาพูด เพื่อให้ประชาชนฟังแล้วเกิดความเชื่อถือและมั่นใจ
"นิคม" เสนอ 4 ข้อสำหรับสิ่งที่รัฐบาลต้องทำเป็นเรื่องเร่งด่วนที่สุดในขณะนี้ คือ 1.ตั้งหน่วยงานที่มีประสบการณ์ขึ้นมาทำหน้าที่เยียวยาให้ความช่วยเหลือผู้ที่ได้รับผลกระทบ เช่น มูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง เพราะมีความเชี่ยวชาญในการช่วยเหลือคน จะรู้เรื่องเส้นทางมีความชำนาญกว่า รัฐบาลควรตั้งให้มูลนิธิลักษณะนี้เป็นหัวหน้าทีมในการบริหารจัดการแจกจ่ายสิ่งของหรือช่วยเหลือผู้คน ไม่ควรนำคนของตัวเองหรือนักการเมืองขึ้นมาทำหน้าที่แจกจ่ายสิ่งของใน ศปภ.เพราะจะเกิดปัญหาเหมือนในอดีตมีวาระซ่อนเร้น
2.มีคณะปฏิบัติจิตวิทยาและสื่อสารกับประชาชนให้มากที่สุด เพื่อชิงมวลชนมาเป็นพวกเมื่อพื้นที่ไหนมีปัญหาควรเข้าไปเจรจาทำความเข้าใจและให้ความรู้และความหวังรัฐบาลจะแก้ไขปัญหาต่างๆ ให้ เพื่อไม่ให้เกิดปัญหาในพื้นที่ก่อนจะขยายวงกว้างไปกระทบเรื่องส่วนรวม
3.นำผู้มีประสบการณ์มานั่งบริหารจัดการน้ำโดยเอกภาพและให้อำนาจตัดสินใจเต็มที่อย่าแบ่งฝักแบ่งฝ่าย พร้อมมอบหมายแบ่งงานเป็นพื้นที่ หรือกำหนดหน้าที่กันให้ชัดเจน เช่น มอบให้ฝ่ายค้านช่วยเรื่องการจัดตั้งโรงครัวในพื้นที่ต่างๆ ทุกเขต หรือแบ่งเป็นโซน เหมือนที่กองทัพแบ่งโซนกันทำงาน การทำงานเพื่อส่วนรวมรัฐบาลต้องใจกว้างและไว้ใจเพื่อนร่วมงาน ทุกวันนี้ต่างคนต่างทำงานจึงเกิดการซ้ำซ้อน และ 4.ตั้งคณะทำงานวางแผนฟื้นฟูหลังน้ำลด ซึ่งเป็นเรื่องใหญ่และหนักมากสำหรับรัฐบาลจึงควรวางแผนตั้งแต่ต้น และเชื่อว่าคนกรุงเทพฯ ต้องอยู่กับภาวะน้ำท่วมจนถึงสิ้นปี โดยเฉพาะพื้นที่ลุ่ม น้ำขัง และบริเวณริมแม่น้ำเจ้าพระยา เพราะเป็นพื้นที่ทางน้ำ
เมื่อน้ำแห้ง "นิคม" เป็นห่วงเรื่องการฟื้นฟู เพราะต้องใช้เงินมหาศาลหลักล้านล้านบาทจากนี้ไปธรรมชาติจะเปลี่ยนไปฝนจะไม่ต้องตามฤดูกาลอาจมาก่อนหรือหลังฤดู ที่สำคัญหลักการบริหารประเทศจะเชื่อเฉพาะคำเสี่ยงทายของ "พระโค" ไม่ได้อีกแล้ว!



