
เตือนวิกฤติขยะเมืองกรุง3ล้านตัน
กปน.ยันน้ำดิบคุณภาพดีขึ้น กรมควบคุมมลพิษเตือนวิกฤติขยะ 3 ล้านตัน กทม.รับจนปัญญาน้ำท่วมทำเก็บขยะไม่ได้ ผวาน้ำเน่าทั่วกรุง ชี้คุณภาพน้ำเจ้าพระยาอยู่ในขั้นเสื่อมโทรมแล้ว
ความคืบหน้าการแก้ไขปัญหาน้ำประปามีคุณภาพต่ำ เนื่องจากภาวะน้ำท่วมนั้น วันเดียวกัน นายเจริญ ภัสระ ผู้ว่าการการประปานครหลวง (กปน.) เปิดเผยว่า ขณะนี้สถานการณ์ป้องกันรักษาแนวคลองและคุณภาพน้ำดิบ มีแนวโน้มดีขึ้นเป็นลำดับ ค่าออกซิเจนในน้ำดิบเพิ่มขึ้นมากกว่า 2 มิลลิกรัมต่อลิตรแล้ว จากเดิมที่มีค่าไม่ถึง 1 มิลลิกรัมต่อลิตร อย่างไรก็ตาม ในการผลิตน้ำประปายังคงต้องเพิ่มออกซิเจนอยู่ตลอดเวลา เพิ่มการใช้ด่างทับทิมและผงถ่านกัมมันต์เพื่อดูดซับกลิ่นและสีในน้ำ ทำให้คุณภาพน้ำประปาใกล้เคียงกับช่วงปกติแล้ว
ทั้งนี้ เนื่องจากน้ำได้ท่วมไปเป็นบริเวณกว้าง กปน.ได้เพิ่มการจ่ายคลอรีนที่สถานีสูบจ่ายน้ำอีกเป็นกรณีพิเศษ 4 แห่ง ได้แก่ สถานีสูบจ่ายน้ำลาดกระบัง สถานีสูบจ่ายน้ำเพชรเกษม สถานีสูบจ่ายน้ำราษฎร์บูรณะ และสถานีสูบจ่ายน้ำท่าพระ เพื่อให้มีคลอรีนคงเหลือตลอดเส้นท่อจนถึงผู้ใช้น้ำ สามารถรับประกันได้ว่าน้ำประปาสะอาด ปราศจากเชื้อโรค จึงอาจทำให้น้ำประปาช่วงนี้มีกลิ่นคลอรีนมากขึ้น แต่สามารถแก้ไขได้โดยรองน้ำใส่ภาชนะเปิด ตั้งทิ้งไว้ กลิ่นคลอรีนจะระเหยหมดไป
ผวาวิกฤติขยะ3ล้านตัน
จากสถานการณ์น้ำท่วมในต่างจังหวัด และกรุงเทพฯ กำลังสร้างปัญหาให้ประเทศไม่น้อย โดยเฉพาะการจัดการขยะหลังน้ำลด ถือเป็นวิกฤติสำคัญส่วนหนึ่ง จากการสำรวจของนายวรศาสน์ อภัยพงษ์ รักษาการอธิบดีกรมควบคุมมลพิษ (คพ.) กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (ทส.) พร้อมเจ้าหน้าที่จากกรมควบคุมมลพิษ และกลุ่มอาสาสมัคร ได้สำรวจพื้นที่น้ำเสียในเขต กทม.พบว่า การจัดการขยะที่มากกว่า 3 ล้านตัน คือปัญหาที่ต้องเผชิญหลังน้ำลด รวมถึงปัญหาน้ำเน่าที่ต้องเร่งบำบัด ขณะที่ประชาชนจำนวนมากยังต้องใช้ชีวิตกับน้ำขังอีกหลายสัปดาห์
กรมควบคุมมลพิษได้สำรวจพื้นที่ชุมชนซอยจรัญสนิทวงศ์ 87/1 สภาพน้ำในซอยท่วมสูงเลยหัวเข่า มีขยะจากบ้านเรือนประชาชนลอยเกลื่อน บางจุดมีขยะกองท่วมกว่า 2 เมตร ส่งผลให้น้ำเน่าเสีย และส่งกลิ่นเหม็น จากการตรวจวัดคุณภาพน้ำพบหลายจุดมีค่าออกซิเจนอยู่ในเกณฑ์เสื่อมโทรมมาก นอกจากนี้ยังพบว่า ตามลำคลองต่างๆ ที่ตัดผ่านถนนจรัญฯ ถือเป็นแหล่งรวมของขยะจำนวนมากที่ไหลลงไปกองรวมกัน อีกทั้งยังมีประชาชนนำขยะใส่ถุงดำออกมาวางทิ้งบนสะพานที่น้ำท่วมไม่ถึงด้วย โดย กทม.ยังไม่สามารถเข้าไปเก็บได้หมด
ห่วงน้ำลดแต่ขยะพุ่ง 500 กก.ต่อคน
นายวรศาสน์แสดงความเป็นห่วงถึงปัญหาขยะหลังน้ำลดว่า จะมีปริมาณขยะที่เกิดขึ้นระหว่างอุทกภัยจำนวนมหาศาล โดยมีไม่ต่ำกว่า 3 ล้านตัน ซึ่งแต่ละคนจะมีขยะที่เสียหายจากน้ำลดเฉลี่ย 500 กิโลกรัมต่อคน เทียบจากจำนวนประชากรที่ได้รับความเดือดร้อนจากน้ำท่วม 9.4 ล้านคน โดยขยะส่วนใหญ่ที่ออกจากครัวเรือนช่วงน้ำท่วม ได้แก่ ถุงพลาสติก ขวด หนังสือ เศษไม้ ตู้ เตียง ทีวี ที่นอนและเครื่องใช้ไฟฟ้า อุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ทั้งหลาย เพราะบ้านบางหลังไม่สามารถขนย้ายข้าวของพวกนี้ได้ทัน ทำให้เสียหายทั้งหมด
นายวรศาสตร์กล่าวอีกว่า ขยะรถยนต์คาดว่ามีไม่ต่ำกว่า 5 แสนคัน ที่เสียหายจากน้ำท่วม ซึ่งต้องเปลี่ยนอุปกรณ์ต่างๆ ในรถยนต์ เช่น แบตเตอรี่ ถ่ายน้ำมัน เป็นต้น กรมจึงทำหนังสือประสานไปยังจังหวัดที่น้ำท่วม และสำนักงานทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมจังหวัด เพื่อเตรียมแผนรองรับขยะหลังน้ำลดแล้ว นอกจากนี้ได้เร่งประสานให้ท้องถิ่นเตรียมแผนหาจุดฝังกลบขยะถูกสุขลักษณะ เพราะพื้นที่ฝังกลบขยะในพื้นที่น้ำท่วมก็ได้รับความเสียหาย โดยเฉพาะที่ จ.นครสวรรค์ พระนครศรีอยุธยา ปทุมธานี และนนทบุรี
ชี้น้ำเสียท่วมกทม.ทุกเขต
ปัญหาน้ำเน่าเสียนั้น นายวรศาสน์กล่าวว่า จากข้อมูลการตรวจวัดคุณภาพน้ำในพื้นที่ประสบอุทกภัย 15 จังหวัด ซึ่งเป็นการตรวจสอบคุณภาพน้ำในแหล่งน้ำผิวดิน พื้นที่ชุมชน และพื้นที่การเกษตรที่มีน้ำท่วมขัง รวม 149 จุด ตั้งแต่ จ.นครสวรรค์ อุทัยธานี ชัยนาท สิงห์บุรี อ่างทอง สุพรรณบุรี ลพบุรี สระบุรี นครนายก ปทุมธานี นนทบุรี นครปฐม ฉะเชิงเทรา ปราจีนบุรี พระนครศรีอยุธยา และ กทม. พบว่าภาพรวมคุณภาพน้ำในพื้นที่น้ำท่วมขัง 23% อยู่ในเกณฑ์เสื่อมโทรมมาก
ส่วนแหล่งน้ำผิวดิน โดยเฉพาะคุณภาพของแม่น้ำเจ้าพระยาบริเวณท่าน้ำนนท์ และที่คลองประปา จนถึงขณะนี้พบว่ามีค่าออกซิเจนละลาย (ดีโอ) 1.3 มิลลิกรัมต่อลิตร ซึ่งอยู่ในเกณฑ์เสื่อมโทรม ล่าสุดจัดชุดตรวจวัดคุณภาพน้ำท่วมขังใน กทม.แล้ว ซึ่งบางแห่งมีน้ำท่วมขังมา 2 สัปดาห์ เริ่มมีปัญหาน้ำเน่าขุ่นเป็นสีดำ และปริมาณน้ำท่วมขังยังขยายเป็นบริเวณกว้าง ตั้งแต่วันที่ 5 พฤศจิกายน จะเริ่มตรวจสอบตั้งแต่สะพานกรุงธน หรือสะพานซังฮี้ ไปจนถึงถนนจรัญสนิทวงศ์ เขตบางพลัด ที่แจ้งพบเหตุคราบน้ำมันรั่วไหลบริเวณซอยจรัญสนิทวงศ์ 52 เขตบางพลัดแล้ว และจะขยายการตรวจสอบในเขตพื้นที่ดอนเมืองและเขตแม่น้ำเจ้าพระยาทางฝั่งตะวันตก ต่อไปในสัปดาห์หน้า
หลายเขตยอมรับเก็บขยะไม่ได้
นายเกรียงพล พัฒนรัฐ รองผู้อำนวยการสำนักสิ่งแวดล้อมกรุงเทพมหานคร กล่าวว่า ปกติการจัดเก็บขยะจะบริหารจัดการโดยสำนักงานของแต่ละเขต แต่ปัญหาน้ำท่วมยอมรับว่าส่งผลกระทบต่อการจัดเก็บขยะในบางพื้นที่ เช่น เขตบางพลัด ที่รถเก็บขยะขนาดเล็กเข้าไปไม่ได้ ซึ่งมีปริมาณขยะ 45 ตัน เป็นขยะทุกประเภท โดยเฉพาะขยะชุมชน รวมถึงถุงดำที่ใส่สิ่งปฏิกูลที่มีเป็นจำนวนมาก เพราะไม่มีห้องน้ำ จึงต้องนำไปกำจัดต่อไป
นางนงพะงา บุญปักษ์ ผู้อำนวยการสำนักงานเขตสายไหม กล่าวว่า น้ำท่วมเต็มพื้นที่สายไหม จึงไม่สามารถเก็บขยะได้ ต้องหยุดดำเนินการ เช่นเดียวกับนายประพัฒน์ ธีรพงศ์ธร ผู้อำนวยการสำนักงานเขตทวีวัฒนา บอกว่า ขณะนี้ไม่สามารถเข้าไปเก็บขยะได้ เพราะระดับน้ำสูงมาก จนรถขยะเข้าไม่ได้ ทำให้ขยะที่เก็บได้ลดลง 50%
นายภูมิพัฒน์ ดำรงเกียรติศักดิ์ ผู้อำนวยการเขตดอนเมือง กล่าวว่า ขณะนี้ขยะเข้าไปเก็บไม่ได้เลย โดยเฉพาะพื้นที่ที่น้ำท่วมสูงเกิน 1 เมตร และเขตดอนเมืองมีเรือเก็บขยะ 2-3 ลำเท่านั้น
น.ส.สุรีย์ วัชนะประพันธ์ ผู้อำนวยการเขตบางพลัด กล่าวว่า พื้นที่ที่น้ำท่วมสูงเกิน 60 ซม. ยังใช้รถเข้าไปเก็บขยะไม่ได้ ขณะนี้ได้ประสานไปยังสำนักงานสิ่งแวดล้อม กทม.ให้เข้ามาช่วยเก็บขยะได้วันละ 20-40 ตัน แต่ยังต่ำกว่าปกติมาก ที่เคยเก็บได้วันละ 120 ตัน
คมนาคมคาดใช้หมื่นล้านซ่อมถนน
จากสถานการณ์น้ำท่วมที่ขยายวงกว้างขณะนี้ พล.อ.อ.สุกำพล สุวรรณทัต รัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม กล่าวถึงความเสียหายของถนนจากน้ำท่วมว่า น้ำท่วมปีนี้ทำให้ถนนได้รับความเสียหายจำนวนมาก โดยเฉพาะในกรุงเทพฯ ส่วนถนนที่ถูกน้ำท่วมทั่วประเทศเริ่มวางแผนฟื้นฟูซ่อมแซมถนนแล้ว โดยขึ้นอยู่กับเป็นถนนสายสำคัญ เช่น หากว่าเป็นถนนสายหลักที่เข้าไปสู่นิคมอุตสาหกรรมก็จะต้องเร่งซ่อมแซมให้เสร็จภายใน 1 ปี ส่วนที่เหลือก็จะทยอยทำไปให้แล้วเสร็จโดยเร็วที่สุด สำหรับงบประมาณในการซ่อมแซมเส้นทางคมนาคมหลังสถานการณ์น้ำท่วมลดลงแล้ว คาดว่าต้องใช้งบประมาณกว่า 1 หมื่นล้านบาท
นายชาติชาย ทิพย์สุนาวี อธิบดีกรมทางหลวงหลวงชนบท (ทช). กล่าวว่า อุทกภัยในหลายๆ พื้นที่ของประเทศไทย ทำลายถนนเสียหายรวมกว่า 911 สายทาง มูลค่าความเสียหายรวมกว่า 6,930.608 ล้านบาท เป็นถนนทางหลวงชนบทที่เสียหายแต่ประชาชนยังสามารถสัญจรได้ 701 สาย เป็นถนนที่ประชนไม่สามารถสัญจรได้ 210 สาย และถ้าหากแบ่งเป็นถนนทางหลวงชนบทที่เสียหายตามภูมิภาค ประกอบด้วย ภาคเหนือถนนทางหลวงชนบทเสียหายรวมกว่า 257 สาย มูลค่าความเสียหาย 2,319 ล้านบาท ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ 270 สาย มูลค่าความเสียหาย 1,602 ล้านบาท ภาคกลาง 338 สาย มูลค่าความเสียหาย 2,756 ล้านบาท และภาคใต้ ถนนทางหลวงชนบทเสียหาย 46 สาย มูลค่าความเสียหาย 252 ล้านบาท
ขนก๊าซหุงต้มราคาถูกขายตามปั๊ม
ส่วนปัญหาการขาดแคลนก๊าซหุงต้มในช่วงอุทกภัยนั้น นายสรัญ รังคสิริ รองกรรมการผู้จัดการใหญ่หน่วยธุรกิจน้ำมัน บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) เปิดเผยว่า ตามที่ได้เกิดอุทกภัยขึ้นในหลายพื้นที่ในเขตกรุงเทพฯ และปริมณฑล ตั้งแต่ต้นเดือนตุลาคมที่ผ่านมา เป็นเหตุให้โรงบรรจุก๊าซหุงต้มแอลพีจี และร้านค้าก๊าซหลายแห่งต้องหยุดดำเนินการ ทำให้ผู้บริโภคได้รับความเดือดร้อนนั้น ปตท.จึงจัดจุดจำหน่ายและแลกถังก๊าซหุงต้มครัวเรือนขนาด 15 กิโลกรัม ในราคาพิเศษ ออกให้บริการ ณ สถานีบริการน้ำมัน 16 แห่งในเขตกรุงเทพฯ และปริมณฑล เพื่ออำนวยความสะดวกแก่ผู้บริโภคที่ได้รับผลกระทบจากอุทกภัย โดยเริ่มให้บริการตั้งแต่วันที่ 4 พฤศจิกายน ที่ผ่านมา ทั้งนี้ ผู้บริโภคสามารถตรวจสอบรายชื่อสถานีบริการที่มีจำหน่ายก๊าซหุงต้มครัวเรือนได้ ในเว็บไซต์ของ ปตท. www.pttplc.com
ส่วนราคาจำหน่ายก๊าซหุงต้มครัวเรือนขนาดบรรจุ 15 กิโลกรัม หากนำถังมาแลก คิดเฉพาะราคาเนื้อก๊าซ 280 บาท (รับแลกเปลี่ยนเฉพาะถังขนาด 15 กิโลกรัมของ ปตท. เท่านั้น) และกรณีไม่มีถังมาแลก จะมีค่าใช้จ่ายในการมัดจำ 1,370 บาท นอกจากการจำหน่ายก๊าซหุงต้มครัวเรือนราคาพิเศษดังกล่าวแล้ว ปตท.ยังได้เตรียมโครงการเพื่ออำนวยความสะดวกผู้บริโภคอีก 2 โครงการ คือ การจำหน่ายก๊าซหุงต้มทางเรือ เพื่อนำถังก๊าซเข้าไปในหมู่บ้านที่รถเข้าไม่ถึง และการขนส่งถังก๊าซทางรถบรรทุกไปยังศูนย์ช่วยเหลือผู้ประสบอุทกภัยของ ปตท. หรือพื้นที่ที่เหมาะสมรอบ กทม. และปริมณฑล ซึ่งจะประกาศให้ทราบต่อไป



