ข่าว

ผู้นำกับคำพูด

ผู้นำกับคำพูด

07 พ.ย. 2554

ผู้นำกับคำพูด : วันเว้นวัน จันทร์ พุธ ศุกร์ กับ ประภัสสร เสวิกุล

        จากวิกฤติมหาอุทกภัยที่นำมาซึ่งความเสียหายครั้งใหญ่แก่ประเทศไทยในปีนี้ ท่านผู้อ่านหลายท่านอาจจะพอจำได้ว่า ย้อนหลังไปเมื่อ 70 ปีก่อน กรุงเทพฯ และประเทศไทยของเราเคยประสบกับการรุกราน ความทุกข์ยากเดือดร้อนแสนสาหัส และภาวะบ้านแตกสาแหรกขาด ต้องอพยพหนีภัยกันอลหม่านมาแล้ว นั่นคือการที่กองทัพญี่ปุ่นบุกพื้นที่ชายฝั่งทะเลของไทยจาก จ.ประจวบคีรีขันธ์ ถึงภาคใต้ และ จ.สมุทรปราการ เมื่อวันที่ 8 ธันวาคม 2484 จนรัฐบาลในเวลานั้นต้องยินยอมให้ญี่ปุ่นเดินทัพผ่านประเทศไทยไปยังมลายู สภาวการณ์ครั้งนั้นกินเวลาเกือบ 4 ปี ซึ่งในช่วงท้ายๆ ของสงคราม นอกจากจะต้องผจญกับกองทัพญี่ปุ่นแล้ว เรายังต้องเผชิญกับการทิ้งระเบิดของเครื่องบินสหรัฐ อีกด้วย
   
         กรุงเทพฯ และประเทศไทย เมื่อ 70 ปีที่แล้ว ย่อมแตกต่างไปจากกรุงเทพฯ และประเทศไทยในทุกวันนี้ เสื้อผ้าและเครื่องอุปโภคบริโภค ยารักษาโรค ยานพาหนะ น้ำมันเชื้อเพลิง ล้วนต้องนำเข้าจากต่างประเทศ โดยเฉพาะสหรัฐและยุโรปแทบทั้งสิ้น เมื่อเกิดสงครามและประเทศไทยเข้ากับญี่ปุ่น สินค้าต่างๆ ก็อัตคัดขาดแคลนและมีราคาแพงลิบลิ่ว หนำซ้ำในปี 2485 ยังเกิดน้ำท่วมใหญ่ในภาคกลางและกรุงเทพฯ อีก ความเดือดร้อนจึงเพิ่มขึ้นเป็นทวีคูณ
   
         เมื่อสงครามโลกครั้งที่ 2 ยุติลง ประเทศไทยยังต้องคืนดินแดนที่ได้กลับคืนมาในช่วงสงคราม และเสียค่าปฏิกรณ์สงคราม เป็นเงิน และข้าวสาร แก่อังกฤษและฝรั่งเศสเป็นจำนวนมาก นอกเหนือจากแรงกดดันในเรื่องอื่นๆ จนประเทศไทยเกือบจะถูกเฉือนดินแดนออกเป็นส่วนๆ หรือถูกแบ่งประเทศเช่นเวียดนาม อย่างไรก็ตาม ประเทศไทยของเราก็สามารถผ่านพ้นวิกฤติการณ์ในครั้งนั้นมาได้ และเจริญรุ่งเรืองมาโดยลำดับ
   
         หากลองเปรียบเทียบเหตุการณ์ที่ญี่ปุ่นขึ้นเมือง ในปี 2484 กับเหตุการณ์น้ำท่วมเมือง ในปี 2554 เราจะเห็นว่า เหตุการณ์เมื่อ 70 ปีก่อน เป็นเรื่องที่น่าหวาดกลัวและส่งผลกระทบต่อเอกราชและอธิปไตยของชาติเป็นอย่างมาก ไม่ว่าจะเป็นการยึดครองโดยญี่ปุ่นเช่นประเทศอื่นๆ ในเอเชีย ความขัดแย้งทางความคิดและการต่อต้านญี่ปุ่นซึ่งอาจนำไปสู่การแตกแยกภายในชาติ ขณะที่เหตุการณ์น้ำท่วมในปีนี้ แม้จะมีความรุนแรงเป็นประวัติการณ์ แต่ก็ส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจและสังคมเท่านั้น
   
         อย่างไรก็ตาม สิ่งที่ประเทศและประชาชนต้องการเป็นอย่างยิ่งในวิกฤติการณ์เช่นนี้ ก็คือผู้นำที่มีวุฒิภาวะของการเป็นผู้นำ ผู้นำที่มีวิสัยทัศน์ โลกทัศน์ ความรู้รอบตัว และผู้นำที่สามารถสร้างขวัญและกำลังใจแก่ประชาชน ดังเช่น เซอร์วินสตัน เชอร์ชิล อดีตนายกรัฐมนตรีอังกฤษสมัยสงครามโลกครั้งที่ 2 ที่ปลุกปลอบจิตใจชาวอังกฤษที่กำลังอยู่ในสภาพเสียขวัญ ว่า “ความสำเร็จประกอบด้วยความผิดพลาดหลายๆ ครั้งมารวมกัน โดยไม่สิ้นความกระตือรือร้นที่จะพบกับชัยชนะ” หรือคำพูดของอดีตประธานาธิบดีจอห์น เอฟ เคนเนดี้ ในช่วงเวลาที่คนอเมริกันกำลังหงุดหงิดและสับสนกับสงครามเวียดนามว่า “อย่าถามว่าประเทศชาติจะให้อะไรแก่ท่าน แต่จงถามตัวท่านเองว่า ท่านจะให้อะไรแก่ประเทศชาติ”
   
         คำพูดที่มีค่าของผู้นำจึงเป็นเสมือนอนุสาวรีย์ของผู้นำท่านนั้น ซึ่งจะอยู่ยืนยงต่อไปอีกนานแสนนาน แต่คำพูดที่ไร้ค่าย่อมทำให้ผู้พูดไม่มีค่าควรแก่การจดจำ โดยเฉพาะคำพูดที่เลื่อนลอย คำพูดประเภทขอไปที หรือคำพูดที่ผู้พูดเองก็ยังไม่มีความรู้ความเข้าใจในสิ่งที่ตนพูด(อ่าน)ออกมา
   
         มีคำกล่าวว่า “เราอาจจะหลอกคนบางคนในบางเรื่องได้ แต่ไม่มีทางที่จะหลอกทุกคนในทุกเรื่องได้เป็นอันขาด” หรือวาทะของอับราฮัม ลินคอล์น อดีตประธานาธิบดีสหรัฐ ที่ว่า “คุณอาจจะหลอกทุกคนได้บางเวลา หรือหลอกคนบางคนได้ตลอดเวลา แต่คุณไม่สามารถที่จะหลอกทุกคนได้ตลอดเวลา”
   
         ครับ เวลานี้คนไทยต้องการผู้นำที่มีความเป็นผู้นำ และมีคำพูดที่สร้างความมั่นใจให้ประชาชนได้ครับ