
เปิดใจ"สนธิ"หลังถูกลอบยิงรอดหวุดหวิด
"สิ่งที่เสื้อแดงกับผม เห็นพ้องต้องกันคือ ปฏิวัติสังคมมิใช่หรือ"
"สนธิ ลิ้มทองกุล" นัดเปิดใจสื่อมวลชนพร้อมแถลงจุดยืนทางการเมืองของกลุ่มพันธมิตรฯ ณ บ้านพระอาทิตย์ วันที่ 3 พ.ค.นี้แต่"สนธิ" ได้ให้สัมภาษณ์กองบรรณาธิการ "เนชั่นสุดสัปดาห์" ในหลายประเด็นที่สังคมอยากทราบว่า สาเหตุที่แท้จริงของการลอบสังหารครั้งนี้มาจากเรื่องใด? และใครเป็นผู้บงการ?
แต่ที่มากไปกว่าเรื่องใครฆ่า? น่าจะเป็นการเปิดโปง "กลุ่มขั้วอำนาจใหม่สีเขียว" ที่ "สนธิ" ย้ำนักย้ำหนาว่าเป็นขั้วตรงข้ามกับการเมืองใหม่ ของกลุ่มพันธมิตร
ปากคำของ "สนธิ" นับจากบรรทัดนี้ไปคือการวิเคราะห์กลุ่มอำนาจใหม่ชัดๆ อีกครั้งหนึ่ง
0 ถ้ามองจากคดีลอบสังหารครั้งนี้ ทำให้นึกถึงบรรยากาศการเมืองยุคประชาธิปไตยครึ่งใบ ดูเหมือนการเมืองไทยยังไปไม่ถึงไหนเลย คุณสนธิ มองเรื่องนี้อย่างไร
ผมสนใจว่า การเมืองชุดปัจจุบัน ที่มันเกิดขึ้นหลังจากคุณทักษิณไปแล้วจะคืนมาได้อย่างไร มันก็เกิดขึ้นมาได้ การที่ทหารตัดสินใจไปบีบพรรคร่วมรัฐบาลให้ย้ายค่าย มาอยู่กับพรรคประชาธิปัตย์ ยิ่งทำให้ผมเห็นภาพชัดเจนว่า นี่คือการเมืองเก่าร้อยเปอร์เซ็นต์ ที่ทหารหรือกลุ่มการเมืองเก่า ยังต้องการมาเป็นใหญ่
กลุ่มเนวินไม่มีวันต้องการการเมืองใหม่ เพราะถ้าเป็นการเมืองใหม่ มันโปร่งใส ก็ทำอะไรไม่ได้ แต่ถ้าการเมืองเก่าแบบนี้ ก็จะทำอะไรได้ตลอด
สมมติเขาเอาคุณประวิตร วงษ์สุวรรณ (พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม) มาลงทุนในพรรครวมใจไทย แล้วยุบสภาฯ เลือกตั้ง ชูคุณประวิตร เป็นหัวหน้าพรรค แล้วใช้เงินซื้อเสียง ใช้อำนาจรัฐที่มีอยู่ในกระทรวงมหาดไทยบ้าง ตำรวจบ้าง แล้วคะแนนเสียงมาที่หนึ่ง ก็ไม่มีใครกล้าหยุด เพราะเขาเป็นพรรคทหาร
สมมติคุณประวิตร เป็นนายกฯ คุณอนุพงษ์ ก็รอจนกระทั่งถึงงวดหน้า พอคุณประวิตรเกษียณ คุณอนุพงษ์ก็ไปต่อ และต่อไปเรื่อยๆ เป็นการสืบทอดมรดก สมบัติผลัดกันชม
ด้วยเหตุนี้ พวกนี้ถึงได้เกลียดการเมืองใหม่ เพราะการเมืองใหม่เป็นสิ่งที่ พันธมิตร โดยเฉพาะอย่างยิ่งผม เรียกร้องความโปร่งใสในการทำงาน เพราะผมมองเห็นว่าชาติบ้านเมืองไม่มีทางไปได้อีกต่อไปแล้ว
การเมืองใหม่ หมายถึง การยับยั้งและยุติ แนวทางของการคอรัปชั่น ตรงนั้นต่างหากที่เขารับกันไม่ได้
เพราะฉะนั้น การลอบสังหารผมครั้งนี้ แท้จริงแล้วก็คือ เขาเห็นว่าผมคืออุปสรรคอันใหญ่สุด เพราะผมรู้ทันเขาหมด และผมก็เป็นคนชี้ให้เห็นมาตั้งแต่ต้นเลยว่า ผมเป็นคนพูดเมื่อ 3-4 วัน ก่อนที่ผมจะถูกยิง
คุณอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ถูกลอบสังหาร 2 ครั้ง ครั้งแรกที่พัทยา ครั้งที่สองที่กระทรวงมหาดไทย เพียงเพื่อให้เกิดมูลเหตุการณ์ปฏิวัติขึ้นมา เพียงแต่ว่าคุณอภิสิทธิ์ รอดอย่างปาฏิหาริย์ แต่ผมรอดคนละปาฏิหาริย์
คุณอภิสิทธิ์รอดโดยไม่เจ็บตัว แต่ผมรอดแบบเจ็บตัว ถูกไม่ถูก เพราะฉะนั้น คุณอภิสิทธิ์เอง ก็เลยแก้ปัญหาใหญ่ในขณะนี้ ขึ้นอยู่กับว่าคุณอภิสิทธิ์จะเลือกเดินอย่างไร
การที่ผมไปรู้ทันเขา เลยทำให้เขามีความรู้สึกอะไรบางอย่าง และอีกอย่าง คือผมไปเปิดโปงสุภาพสตรีท่านหนึ่ง เลยเกิดการลงขันกัน ที่เรียกว่ากฐินสามัคคี
คนเขาบอกว่า ผมโจทก์เยอะ ผมไม่ปฏิเสธ เพราะสิ่งที่ผมสู้นี่ ผมสู้กับคนเกือบทั้งแผ่นดินที่คิดชั่ว เมื่อใดก็ตาม ถ้าคุณยืนอยู่บนจุดของความโปร่งใส ซื่อสัตย์ สุจริต แล้วบอกว่าชาติบ้านเมืองต้องทำเพื่อส่วนรวม มันต้องยุติการกระทำเรื่องส่วนตัว ถ้าไม่ทำเรื่องส่วนรวมแล้ว ชาติบ้านเมืองจะไปไม่รอด
ถ้าเมื่อใดคุณคิดอย่างนี้ คุณหันซ้าย คุณก็เจอศัตรู หันขวา ก็เจอศัตรู รอบด้าน แต่คุณจะทำอย่างไร คุณก็ต้องเดินหน้าต่อไป
0 ถ้ากลุ่มอำนาจใหม่มองว่าการเมืองใหม่ของพันธมิตรเป็นอุปสรรค แสดงว่า สิ่งที่อีกฝ่ายหนึ่งชูคำขวัญโค่นศักดินา หรือโค่นอำมาตย์ แสดงว่ามันยังอันตรายน้อยกว่าการเมืองใหม่
ทหารบางคนอยู่ในภาวการณ์น้ำท่วมปาก ด้านหนึ่งก็แสดงออกว่า ตัวเองจงรักภักดีต่อสถาบัน แต่ลึกๆ แล้วไม่สนใจหรอก ในเชิงลึกผมรู้ว่า คนพวกนี้ไม่แคร์อะไรทั้งสิ้น ขอให้ตัวเองอยู่ได้ มีงบประมาณซื้ออาวุธ ขอให้ยิ่งใหญ่ขึ้นมา สถาบันจะมีหรือไม่มี ไม่สำคัญ แต่ความที่อยู่ในตำแหน่งหน้าที่ จำเป็นต้องแสดงออกว่า มีความจงรักภักดี ก็เลยอยู่ในสภาวะของคนที่กลืนไม่เข้า คายไม่ออก
คนที่ขึ้นชื่อว่าผู้บัญชาการทหาร ไม่ว่าจะหน่วยไหนก็ตาม โบนัสข้อแรก คือ งบลับ ได้ใช้อยู่แล้ว เขาคบกับคุณเนวิน มีความสุข เขารู้ว่าเนวินต้องพึ่งเขา ในการใช้กำลัง หรือพึ่งเขาในการใช้วิถีไปข่มขู่สองพรรคการเมืองอยู่ตรงกันข้ามว่าจะยึดอำนาจ คือใช้วิธีเดิมๆ
ในขณะเดียวกัน คุณเนวินก็แฮปปี้ เพราะทหารต้องพึ่งคุณเนวิน ทหารไม่สามารถออกหน้าอย่างเต็มตัวได้ เลยต้องให้นักการเมืองอย่างคุณเนวิน ออกหน้า มันเลยเจือผสมกันหมดทั้งสองฝ่าย
0 มีเสียงวิจารณ์เรื่องการออกมาของทหารว่า แท้จริงแล้ว พันธมิตรเองมิใช่หรือ ที่เรียกร้องให้ทหารออกมาทำรัฐประหารอีกครั้ง
จริงๆ แล้ว โดยส่วนตัวผม ผมไม่ได้รังเกียจการปฏิวัติรัฐประหาร แต่ขึ้นอยู่ว่าคุณจะปฏิวัติรัฐประหารไปเพื่ออะไร ถ้าคุณปฏิวัติรัฐประหารเพื่อสมบัติผลัดกันชม เหมือนสมัยที่ คมช.ทำ ผมไม่เห็นด้วย แต่ถ้าคุณปฏิวัติรัฐประหารเพื่อให้ประเทศชาติบ้านเมืองดีขึ้น ผมเห็นด้วย
ถ้าฟังให้ดี ผมบอกว่า "ถ้าทหารออกมา ผมไม่ขัดข้อง แต่ถ้าทหารปฏิวัติเพื่อตัวเอง ผมจะสู้"
จริงๆ จุดยืนของผมกับเสื้อแดง ไม่ต่างกันหรอก ถ้าทหารออกมาปฏิวัติเพื่อตัวเอง ผมจะสู้ แต่ถ้าปฏิวัติเพื่อล้มล้างทุกอย่าง จุดนี้ระหว่างผมกับเสื้อแดง ต่างกันแล้ว
ต่างกันตรงที่ว่า ผมมองว่า สถาบันกษัตริย์มีความจำเป็นต่อสังคมไทย ยังมีความจำเป็นอยู่ จุดยืนผมตรงนี้ชัด แต่เสื้อแดงไม่ชัดนี่ มันก็เป็นข้อแตกต่าง ระหว่างปรัชญาที่ว่า คุณเชื่อประเทศไทยจะเดินต่อไปด้วยโครงสร้างสังคมแบบไหน
สำหรับผม ผมยังเชื่อว่าโครงสร้างสังคมที่ประกอบด้วย ชาติ ศาสนา และพระมหากษัตริย์ เป็นโครงสร้างที่ดีที่สุด ซึ่งข้อแตกต่างของผมกับเสื้อแดงอยู่ตรงนี้
สิ่งที่เสื้อแดง กับผม เห็นพ้องต้องกัน คือ ปฏิวัติสังคมมิใช่หรือ
ผมไม่ได้เป็นคนเกลียดเสื้อแดงนะ ผมมีความรู้สึกว่า เสื้อแดงบางคนก็มีเจตนาที่ดี เพียงแต่ว่า หนึ่ง-เขาได้รับข้อมูลที่ไม่ถูกต้อง และ สอง-เขาไม่เคยรู้ว่าเขาตกเป็นเครื่องมือ
จำไว้อย่างหนึ่งนะครับว่า พันธมิตรที่เป็นสมาชิกเรา แกนนำไม่เคยใช้พวกเขาเป็นเครื่องมือเลย เราโปร่งใสให้เขาทุกเรื่อง เราทำในระบอบทั้งหมด
ต่างกับเสื้อแดง จะทำอะไรตกลงกันเพียงคนไม่กี่คน คุณวีระ คุณจตุพร คุณณัฐวุฒิ และใครอีก รวมๆ ก็แค่ 4-5 คนนั้น และเบื้องหลัง 4-5 คน ยังมีข้างหลังอีกตั้งไม่รู้กี่คน แล้วไล่ไปชัดๆ จนไปจบที่คุณทักษิณ เพราะฉะนั้น คนเสื้อแดงเข้าไม่ถึงข้อมูล ผมคิดว่า เสื้อแดงที่มีเจตนาดีก็เยอะ
คุณไม่สังเกตหรือ ช่วงหลังตอนที่มีภาพคนเสื้อแดงไปเผารถเมล์ ปริมาณคนที่สนับสนุนคนเสื้อแดงลดน้อยลงไปนะ เพราะเหตุนี้ไงผมถึงบอกว่าบ้านเมืองไทยด้วยเหตุนี้ก็คือกระบวนทัศน์ตรงนี้ ทหารยังไม่เรียนรู้ ทหารเรียนรู้อย่างเดียวคือ เสื้อเหลือง-เสื้อแดง คือตัวการทำให้บ้านเมืองแย่ การคิดและมองอย่างนี้ ง่ายจนเกินไป
0 แต่ก็มีคนคิดว่า แดงกับเหลือง เป็นตัวปัญหาในเวลานี้
ตลอดเวลา
0 และคิดว่าต้องจัดการให้หมดทั้งสองสี
แล้วไง ผมก็อยากจะถามคนที่คิดอย่างนั้นว่า เมื่อคุณจัดการสองสีเสร็จแล้ว คุณคิดว่าบ้านเมืองสงบใช่มั้ย สงบเพราะอะไร เพราะไม่มีใครประท้วงแล้วใช่ไหม ผมถามบ้างว่า การที่ไม่มีใครประท้วงนี่ เป็นเรื่องดีหรือไม่ดี
0 มีคนพูดอีกเหมือนกันว่า ถ้าจัดการ 'คนเสื้อเหลือง' ทุกอย่างก็จบ
เขาคิดโง่ ไม่ฉลาด เพราะว่าปัญญา เมื่อลงสู่ผู้คนแล้ว มันต้องจัดการสภาพสิ้นไร้ปัญญาให้หมดไป เหมือนอินเดีย มหาตมคานธี ได้ปลุกคนอินเดียลุกขึ้นมา แม้อังกฤษฆ่าท่านไป จัดการคนอินเดียได้ไหม ไม่ได้ เพราะคนอินเดียมีเป็นล้านๆ คน คุณจะจัดการคนอินเดียที่ตื่นแล้วยังไง นั่นคือที่มาของคำว่า ปัญญา ผู้รู้ ผู้ตื่น ผู้เบิกบาน
ถ้าดูปริมาณและคุณภาพ ที่อยู่ฝั่งพันธมิตร ปี 2552 เมื่อเทียบกับ 2548-2549 จะเห็นว่าต่างกัน ทั้งปริมาณ และคุณภาพ ปริมาณมากกว่าเดิมเยอะ คุณภาพเองก็สูงกว่ากันเยอะ



