ข่าว

'ปู'ขอลุยแก้น้ำท่วมก่อนปรับครม.

'ปู'ขอลุยแก้น้ำท่วมก่อนปรับครม.

06 พ.ย. 2554

"ยิ่งลักษณ์" ยันยังไม่คิดปรับ ครม. ช่วงนี้ ต้องเร่งแก้ไขสถานการณ์น้ำท่วมก่อน ใช้น้ำท่วมเป็นเกณฑ์ประเมินการทำงานของรมต.แน่ ลั่นไม่ย้าย ศปภ.รอบสองแน่ "ปชป."หวั่นรบ.ตั้งงบกลางช่วยน้ำท่วมอาจมีหมกเม็ด

            เมื่อเวลา 14.00 น. วันที่ 6 พ.ย. ที่โรงเรียนเฉลิมพระเกียรติ์ 60 พรรษา อ.บางใหญ่ จ.นนทบุรี  น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี  ให้สัมภาษณ์ถึงข่าวเรื่องการปรับคณะรัฐมนตรีเพื่อเพิ่มศักยภาพในการแก้ปัญหาน้ำท่วมว่า จะต้องประเมินการทำงานทุกระยะอยู่แล้ว แต่จะทำอย่างไรนั้นขอดูก่อน เมื่อถามว่าแสดงว่ามีแนวโน้มที่จะมีการปรับ ครม.จริงใช่หรือไม่ นายกรัฐมนตรี กล่าวว่า  “ยังค่ะ ๆ วันนี้เข้าสู่ลักษณะของการเก็บข้อมูลไปเรื่อยๆ ยังไม่ได้สรุปว่าจะปรับหรือไม่ เพราะยังไม่ได้คุยกัน”

            เมื่อถามว่าหลังการวางกระสอบทรายยักษ์หรือ Big Bag ประเมินผลปริมาณน้ำที่ไหลเข้ามาเป็นอย่างไรบ้าง นายกรัฐมนตรี กล่าวว่า  เท่าที่ดูน่าจะทำให้สถานการณ์ดีขึ้น และ พล.อ.อ.สุกำพล สุวรรณทัต รมว.คมนาคม ได้นำกระสอบทรายขนาดจำนวน 6 แสนกระสอบ ไปอุดตามรูรั่วต่างๆ เชื่อว่าจะแบ่งเบาทุเลาลงไปได้ ทั้งนี้คงต้องดูปริมาณน้ำในภาพรวมอีกครั้งว่าปริมาณน้ำนั้นลดลงหรือไม่ ทั้งนี้ก็ยังเชื่อมั่น เพราะว่าการนำ Big Bag ไปทำแนวคันกั้นน้ำนั้นไม่ใช่แค่ 6 กิโลเมตร แต่ทำถึง 12 กิโลเมตร  เนื่องจากได้มีการต่อเป็น 2 ช่วง ซึ่งวันนี้ได้ต่อเสร็จสมบูรณ์หมดแล้ว  ส่วนปริมาณน้ำที่จะไหลเข้ามายังส่วนพื้นที่ตอนกลาง กทม.นั้น คงต้องคุยในหลายๆส่วน เพราะในภาพรวมธรรมชาติของน้ำนั้นก็ต้องไหลลง เราเองอาจจะชะลอได้เพียงบางส่วนไม่ถึง 100 เปอร์เซนต์ เพราะกทม. เป็นปลายทางสุดท้าย อย่างที่เห็นกันวันนี้ปริมาณน้ำก็ยังท่วมขังอยู่ นั่นเพราเป็นผลจากการที่เราชะลอน้ำ แต่สุดท้ายปลายทางของน้ำก็ต้องไหลไปยังคลองและตามระบบการระบายน้ำ
            
            “ก็คงต้องขอให้ทางกทม. เร่งสูบน้ำ และระบายอย่างเต็มที่ และติดตั้งเครื่องสูบน้ำในแต่ละจุด ก็จะเป็นการช่วยเร่งระบายน้ำในส่วนกทม. อีกทางหนึ่ง  ส่วนจะระบายได้แค่ไหนต้องให้คณะทำงานเป็นผู้ชี้แจง แต่รัฐบาลจะทำทุกวิถีทางเพื่อให้กระทบกับประชาชนน้อยที่สุด โดย ศปภ.มีภารกิจ 2  อย่างคือการประสานงานในการพยายามป้องกันพื้นที่โดยรวมของประเทศว่าจะทำอย่างให้เกิดผลกระทบน้อยที่สุด ขณะนี้ก็ได้ดูแลความเป็นอยู่ของผู้ประสบภัยที่มีประมาณ 3 ล้านคน ที่ยังต้องการการดูแลทั้งในเรื่องของอาหาร หรือปัจจัยพื้นฐาน” นายกรัฐมนตรี กล่าว

            ผู้สื่อข่าวถามว่าที่มอบหมายให้ผู้ว่าราชการจังหวัดในแต่ละจังหวัดเร่งสำรวจเพื่อเตรียมเยียวยา หลังน้ำลดจะมีการแก้ไขมาตรการการเยียวยาจากหลักการเดิมหรือไม่ นายกรัฐมนตรี กล่าวว่า เบื้องต้นให้ผู้ว่าฯ เร่งไปสำรวจเยียวยาตามที่รัฐบาลได้ประกาศไป นอกจากนี้ก็จะมีมาตรการอื่นๆทะยอยออกมาช่วยเหลือทั้งมาตรการด้านสินเชื่อ การพักหนี้ รวมถึงภาครัฐและกระทรวงมหาดไทยจะใช้กลไกในการเสริมช่วยเหลือประชาชนในการซ่อมแซมบ้านเรือน และกระทรวงศึกษาธิการ ดูแลเรื่องข้าวของเครื่องใช้  

            นอกจากนี้รัฐบาลจะเป็นตัวกลางในการประสานระหว่างภาคเอกชนและภาคประชาชนให้เข้ามาดูแลประชาชนอีกทาง ซึ่งทุกจังหวัดก็ได้เริ่มวางแผนแล้วทั้ง 2 ส่วน คือจังหวัดใดที่ยังมีปัญหาน้ำท่วมขังก็จะปรับเพิ่มในการตั้งครัวรัฐบาล ผ่านทางกระทรวงมหาดไทย ไปยังอำเภอและส่วนท้องถิ่นเพื่อให้เกิดความทั่วถึง ส่วนจังหวัดที่น้ำเริ่มลดแล้วนั้น ก็เตรียมมาตรการในการสูบน้ำที่เหลือและเร่งบูรณะให้กลับคืนสู่สภาพเดิม   ส่วนที่มอบหมายให้กระทรวงการคลังไปศึกษาเกี่ยวกับ การอกพ.ร.บ.กู้เงิน เพื่อนำไปเยียวยาผู้ประสบภัยนั้น ต้องรอให้ทางกระทรวงการคลังศึกษาก่อน
            
            “แต่เบื้องต้นไม่ต้องห่วงในส่วนของรัฐบาลมีงบประมาณเร่งด่วน ที่เตรียมไว้ในการดูแลประชาชน ซึ่งได้จัดสรรไว้เรียบร้อยแล้ว” นายกรัฐมนตรี กล่าว และ ยืนยันว่า ยังไม่มีแนวความคิดที่จะย้ายศปภ. จากตึกเอเนอร์ยี่ คอมเพล็กซ์ กระทรวงพลังงาน ไปยังศูนย์แสดงสินค้าไบเทคบางนา โดยนายกฯตอบเพียงว่า “ไม่จริงค่ะ”


"ปชป."หวั่นรบ.ตั้งงบกลางช่วยน้ำท่วมอาจมีหมกเม็ด


            ที่พรรคประชาธิปัตย์  นายสาทิตย์ วงศ์หนองเตย ส.ส.ตรัง พรรคประชาธิปัตย์  กล่าวถึงการจัดทำงบประมาณรายจ่ายประจำปี 2555 ว่า  ส่วนตัวหนักใจเรื่องงบที่จะใช้ในการฟื้นฟูน้ำท่วม เพราะปัญหาการตั้งงบกลาง คือ ไม่มีรายละเอียดบอกว่า รัฐบาลจะเอางบประมาณไปใช้ทำอะไรบ้าง มีแต่เขียนวัตถุประสงค์ไว้กว้างๆว่า ชดเชย  เยียวยา  ฟื้นฟู และซ่อมแซมระบบสาธารณูปโภค  แต่ปัญหาคือการใช้งบกลางถือเป็นอำนาจของนายกรัฐมนตรีเพียงคนเดียว  ระบบการตรวจสอบของฝ่ายค้านจะทำได้ยากมาก เพราะในชั้นของกรรมาธิการวิสามัญจะไม่รู้เลยว่า งบประมาณก้อนนี้  รัฐบาลเอาไปทำอะไร  ดังนั้นสิ่งที่น่าเป็นห่วง คือ มีการกระจายด้วยความเป็นธรรมและโปร่งใสมากน้อยเพียงใด

            นายสาทิตย์  กล่าวต่อว่า  เฉพาะในเอกสารร่างงบประมาณที่ส่งมาแม้พยายามจะชี้แจงว่า เนื่องจากตอนจัดทำร่างงบประมาณ น้ำยังไม่ลด  จึงทำให้ไม่สามารถประเมินความเสียหายได้   จึงต้องเอาไปใส่ไว้ในงบกลาง แต่ในความเป็นจริงช่วงที่มีการทำงบประมาณนั้น  เรามีถนนและพื้นที่ ซึ่งพ้นจากภาวะอุทกภัยแล้วในหลายพื้นที่ และดูจากเอกสารการประชุม ครม.ที่ทางกระทรวงคมนาคม กรมทางหลวงชนบท และหน่วยงานอื่นๆได้รายงานความเสียหายไว้ชัดเจน ก็ควรแยกความเสียหายออกไปจัดอยู่ในกระทรวงต่างๆ และลงรายละเอียดเพื่อให้สภาสามารถตรวจสอบได้ เหมือนสมัยรัฐบาลพรรคประชาธิปัตย์ได้จัดทำงบกลางปีโดยแจกแจงในรายละเอียดชัดเจน ดังนั้นอยากเรียกร้องให้รัฐบาลชุดนี้ลงรายละเอียดของงบประมาณต่างๆให้ชัดเจนเช่นกัน
            

            “งบน้ำท่วมจึงเป็นงบที่จะเปิดช่องให้มีการทุจริตกันมากและง่ายที่สุด  ดังนั้นฝ่ายค้านจะอภิปรายในส่วนนี้หลายคน รวมถึงงบยุทธศาสตร์ป้องกันอุทกภัยที่ตั้งไว้ 4.5 หมื่นกว่าล้านบาท จะต้องไปดูในรายละเอียดว่าที่รัฐบาลพูดเรื่องแผนบูรณาการน้ำ 25 ลุ่มแม่น้ำ เรื่องการทำระบบป้องกันระยะยาวมีอะไรบ้าง คิดว่า 2 เรื่องนี้จะมีการอภิปรายกันมาก เพราะรวมงบประมาณแล้วเกือบ 1.5 หมื่นล้านบาท เข้าใจว่าส่วนหนึ่งที่ต้องใส่ไว้ในของงบกลาง เพราะต้องการอาศัยความคล่องตัวกรณีฉุกเฉิน แต่ก็มีการตั้งงบฉุกเฉินไว้ต่างหากอีก 6.6 หมื่นล้านบาท รวมกับงบกลางอีก 1.2 แสนล้านบาท ซึ่งรวมแล้วเกือบ 2 แสนล้านบาท” นายสาทิตย์ กล่าว

            นายสาทิตย์ กล่าวต่อว่า สิ่งที่เราเป็นห่วงมากสุด คือ ปัญหาการโกงกินงบประมาณ แต่จะมีการจับตาดูอย่างใกล้ชิด โดยเฉพาะที่ครม.มีมติให้ทุกกระทรวงส่งมาตรการเยียวยาไปที่สภาพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติเพื่อทำการรวบรวมให้นายกฯ แต่ที่เราอยากเห็นมากกว่านั้น  คือ แผนการฟื้นฟูทั้งระบบว่าจะมีการทำอะไรบ้างและใช้แหล่งเงินจากไหน จะมีการกู้จำนวนเท่าไหร่ เพราะขณะนี้มีความสับสนว่า จะใช้จากงบประจำปี 55 จำนวนเท่าไหร่ และจากงบปี 54 ที่ปรับปรุงเปลี่ยนแปลงรายการเท่าไหร่ ดังนั้นในขั้นตอนในสภาจะต้องมีการเสนอว่าจะมีการตรวจสอบความโปร่งใสในงบแต่ละตัวอย่างไร เพราะสิ่งที่ประชาชนกังวลคือการกระจายไม่เป็นธรรม ไปตามกำลังของอำนาจอิทธิพลทางการเมือง และยิ่งมีปัญหาความขัดแย้งระหว่างกทม. กับรัฐบาล ขณะที่กทม. เป็นการบริหารของผู้ว่ากทม. ที่มาจากพรรคประชาธิปัตย์ ลำพังงบจากกทม.เพียงอย่างเดียวมาเยียวยาปัญหาคงไม่ไหว ดังนั้นความเป็นธรรมและความโปร่งใสจะเป็นสิ่งสำคัญ แต่ยังไม่ได้ยินมาตรการ หรือแนวทางที่ชัดเจนจากรัฐบาลคงต้องรอดูการตอบคำถามในสภาก่อน