
New Thailand ทักษิณคิด-ยิ่งลักษณ์ทำ
แผนการดำเนินการให้ความช่วยเหลือเยียวยาผู้ที่ได้รับผลกระทบจากอุทกภัย ตามมติคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ 25 ตุลาคม 2554
ถึงแม้ใครต่อใครจะเที่ยวออกมาบอกว่า มวลน้ำก้อนใหญ่ผ่าน (กรุงเทพมหานคร) ไปแล้ว แต่ในฐานะคนขี้สงสัย อดไม่ได้ที่จะแวะไปดูภาพถ่ายดาวเทียมที่ flood.gistda.or.th เซคชั่นพิเศษ ที่สำนักงานพัฒนาเทคโนโลยีอวกาศและภูมิสารสนเทศ (องค์การมหาชน) จัดทำขึ้นติดตามสถานการณ์น้ำท่วมในพื้นที่ต่างๆ
ข้อมูลของภาพถ่ายดาวเทียมอัพเดทถึงวันที่ 31 ตุลาคม บอกชัดว่า มวลน้ำก้อนใหญ่ยังไม่ได้หายไป ทยอยไหลรินลงสู่เบื้องต่ำ
นั่นหมายความว่า น้ำเหล่านี้กำลังคงเป็นภัยคุกคามต่อกรุงเทพมหานครและจังหวัดต่างๆ ที่จมจ่อมอยู่ในน้ำจนกว่าน้ำหยดสุดท้ายจะพัดผ่านไป
คำถามคือ ระหว่างนี้รัฐบาลกำลังทำอะไร คิดอะไร กับภัยที่คุกคามชีวิตคนไทยอยู่มากน้อยแค่ไหน
ประมวลข้อมูลจากข่าวที่ได้อ่านในเวบไซต์ต่างๆ และทางสถานีโทรทัศน์หลายช่อง พบการเคลื่อนไหวที่บ่งบอกจัดทำมาตรการระยะสั้น กลางและยาวเป็น 2 แผน
แผนแรกเรียกว่า หลักการแผนการดำเนินการให้ความช่วยเหลือเยียวยาผู้ที่ได้รับผลกระทบจากอุทกภัย เป็นส่วนหนึ่งของมติคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ 25 ตุลาคม 2554 โดยแผนนี้มาจากการรวบรวมข้อเสนอของ 18 หน่วยงาน โดยสำนักงานคณะกรรมการพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) แบ่งข้อเสนอออกมาเป็น 4 ระยะ
ระยะแรก การแก้ไขปัญหาเฉพาะหน้า เช่น การป้องกันความเสียหายและบรรเทาผลกระทบ สนับสนุนการขนส่งวัสดุอุปกรณ์และสินค้าอุปโภคบริโภคที่จำเป็นไปยังพื้นที่ต่างๆ โดยจะใช้งบประมาณ 1,027 ล้านบาท
ระยะที่สอง การช่วยเหลือระหว่างที่ระดับน้ำในพื้นที่ยังท่วมสูง เช่น การจัดทำระบบฐานข้อมูลการฟื้นฟู บูรณาการกิจกรรมในศูนย์อพยพ แก้ไขปัญหาน้ำเน่าเสีย เฝ้าระวังโรคระบาด ฝึกอบรมอาชีพ ฟื้นฟูโบราณสถาน ช่วยเหลือครูนักเรียน ให้ความช่วยเหลือผู้ประกอบการอุตสาหกรรม ให้ความช่วยเหลือผู้ใช้แรงงาน บูรณะซ่อมแซมเส้นทางคมนาคมและโครงสร้างพื้นฐาน กำกับดูแลการกระจายและการควบคุมสินค้าและบริการ โดยจะใช้งบประมาณ 13,347 ล้านบาท
ระยะที่สาม การฟื้นฟูภายหลังน้ำลดแล้ว เช่น การเร่งสำรวจความเสียหายและจัดทำระบบฐานข้อมูลเชิงพื้นที่ ให้มีมาตรการยืดหยุ่นในการชำระค่าสาธารณูปโภค ขยายเวลาการยื่นแบบแสดงรายการภาษี จัดให้มีมาตรการด้านภาษีอากรเพื่อฟื้นฟูการลงทุนจากวิกฤติสำหรับผู้ประกอบการที่ได้รับความเสียหาย จัดให้มีมาตรการสินเชื่อบุคคล ไม่ว่าจะเป็นการพักชำระหนี้เงินต้นและดอกเบี้ยไม่เกิน 3 เดือน ลดเงินสมทบประกันสังคม เร่งสร้างความเชื่อมั่นในกลุ่มผู้นำเข้าในประเทศ จัดอาสาสมัครช่วยเหลือซ่อมแซมฟื้นฟูหลังน้ำลด โดยจะใช้งบประมาณ 42,704 ล้านบาท
และ ระยะที่สี่ การปรับโครงสร้างถาวร เช่น ให้ทบทวนผังเมืองในพื้นที่นิคมอุตสาหกรรม จัดทำแผนป้องกันระบบโครงสร้างพื้นฐานสำคัญ กระชับความสัมพันธ์กับผู้นำเข้ารายสำคัญในตลาด โดยจะใช้งบประมาณ 24,428 ล้านบาท
จากแผนระยะที่สี่ ไม่น่าเชื่อว่า ใช้เวลาเพียง 5 วัน รัฐบาลยิ่งลักษณ์ 1 ก็คลอด New Thailand ซึ่ง พิชัย นริพทะพันธุ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน บอกว่า คือการวางแผนประเทศไทยใหม่
การวางแผนประเทศไทยใหม่? ฟังทีแรกค่อนข้างแปร่งหูอยู่บ้าง แต่ไม่แปลกใจ ตราบใดที่ประเทศไทยมีผู้นำนามสกุลชินวัตร หมายความว่า อิทธิพลในการใช้คำแปลกๆ ของ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ที่มีต่อ 'ยิ่งลักษณ์ 1' ย่อมคงอยู่
ที่แปลกใจกว่านั้น คือ คนแถลงเรื่อง New Thailand เป็นรัฐมนตรีพลังงาน (ขณะที่หัวหน้าทีมเศรษฐกิจของรัฐบาลไปช่วยขายไข่ที่องค์การตลาดเพื่อเกษตรกร (อ.ต.ก.) ทั้งๆ ที่เมื่อมองเนื้อหาของแผนแล้ว เกี่ยวข้องกับการฟื้นฟูประเทศ 2 ระยะ
ระยะแรก ภายใน 1 ปี หลังน้ำลด จะใช้งบประมาณ 1 แสนล้านบาท เข้าไปฟื้นฟู เช่น การฟื้นฟูนิคมอุตสาหกรรม ซึ่งจะช่วยเรื่องเศรษฐกิจและอัตราการว่างงาน ขณะนี้กระทรวงพลังงาน สั่งซื้อเครื่องสูบน้ำอีก 140 เครื่องมาเตรียมการไว้แล้ว โดยจะมาถึงภายใน 20 วัน รวมทั้งการฟื้นฟูรถยนต์ที่เสียหายจากน้ำท่วม พร้อมพิจารณาลดค่าน้ำมันเครื่อง และอาจพิจารณาลดค่าไฟฟ้าที่อยู่ในความรับผิดชอบของกระทรวงพลังงาน
ระยะที่สอง เป็นแผนระยะยาว เป็นการแก้ปัญหาระบบน้ำของประเทศทั้งหมด ซึ่งแผนระยะยาวนี่แหละที่พิชัยบอกว่า เป็นการวางแผนประเทศไทยใหม่ งบประมาณที่ประเมินว่า จะใช้กับโครงการนี้ ตั้งไว้หลวมๆ 6-8 แสนล้านบาท
เงินก้อนนี้จะเอาไปทำอะไรบ้าง? นี่คือประเด็นคำถามที่น่าสนใจ แต่ที่น่าสนใจมากกว่านี้ พบว่า เมื่อเอาสาระที่รัฐมนตรีชี้แจงหลังประชุม ครม. ไปวางทาบกับสาระในคำให้สัมภาษณ์ของอดีตนายกรัฐมนตรีทักษิณ ซึ่งปรากฏเป็นข่าวเมื่อวันที่ 11 ตุลาคม จะเห็นชัดว่า ต่อกันได้แม้จะมีเนื้อหาบางส่วนคลาดเคลื่อน หรือผิดเพี้ยนกันไปบ้าง แต่ก็แค่รายละเอียดเช่นตัวเลขงบประมาณที่ต้องใช้ในระยะยาว แต่สาระสำคัญ แทบไม่มีอะไรแตกต่างกัน หรือ New Thailand จะเป็นอีกหนึ่งนโยบาย 'ทักษิณคิด ยิ่งลักษณ์ทำ'
ลองไปดูเนื้อหาในคำให้สัมภาษณ์ของ พ.ต.ท. ทักษิณ กับนักข่าวโพสต์ทูเดย์ ที่ดูไบ
ประเด็นแรก การฟื้นฟูประเทศหลังน้ำท่วมต้องหาเงินให้ได้อย่างน้อย 1 แสนล้านบาท เพื่อฟื้นฟูหลังน้ำลด แต่ไม่จำเป็นต้องกู้ รัฐบาลมีแหล่งทุนเตรียมจัดหาไว้แล้ว และเงินที่ต้องใช้เกินแสนล้านแน่นอน ดังนั้นที่เราฝันไว้ในอดีตว่าเราอยากจะแก้ไขปัญหาน้ำอย่างบูรณาการ ก็ถึงเวลาที่ต้องทำกันจริงจังเสียที
ประเด็นที่สอง "หากจะแก้ทั้งระบบดูหยาบๆ แล้วต้องใช้เงิน 4 แสนล้าน ซึ่งถือว่านิดเดียว ถ้าคิดว่าเสียหายขนาดนี้ทุกปี และสามารถผ่อนเป็นสินค้าเกษตรได้กับประเทศที่ต้องการซื้อสินค้าเกษตร ซึ่งอาจอยากมารับงานนี้ก็เอาเงินมาลง
"...จะพยายามหลีกเลี่ยงการสร้างเขื่อน แต่แนวโน้มจะเป็นแก้มลิงเป็นส่วนใหญ่" และ "...รัฐบาลให้ถ่ายภาพทางอากาศไว้ทุกวัน เพื่อดูภูมิประเทศว่าตรงไหนต่ำ เป็นที่เก็บน้ำ กักน้ำได้ จะเป็นตรงนี้มาประกอบในการออกแบบ คิดว่าไม่เกิน 5 ปี น่าจะเห็นผลทั้งหมด"
เงินก้อนแรก 1 แสนล้านบาท ถือว่าตรงกัน แต่ของรัฐบาลยิ่งลักษณ์ 1 มีรายละเอียดมากกว่าตรงที่รัฐบาลชุดปัจจุบันบอกว่า "ฟื้นฟูนิคมอุตสาหกรรม ซึ่งจะช่วยเรื่องเศรษฐกิจและอัตราการว่างงาน" แต่ของอดีตนายกรัฐมนตรีไม่มีรายละเอียด
น่าสนใจว่า เมื่อจะทำแผนบูรณาการทั้งระบบ ตัวงบที่ พ.ต.ท.ทักษิณ คิดไว้หยาบๆ 4 แสนล้านบาท จึงเคาะเป็น 6-8 แสนบาท
ส่วนประเด็น 'สามารถผ่อนเป็นสินค้าเกษตรได้กับประเทศที่ต้องการซื้อสินค้าเกษตร' ฟังแล้วคล้ายๆ การปัดฝุ่นระบบบาร์เตอร์ เทรด ที่เคยฮิตมากในสมัยอดีตนายกรัฐมนตรี ยังเรืองอำนาจ
แต่เนื้อหาของมติ ครม.ที่รัฐมนตรีพลังงานแถลงนั้น บอกว่า "มีหลายประเทศเสนอตัวเข้ามาให้ความร่วมมือ เช่น ญี่ปุ่น สหรัฐอเมริกาและฮอลแลนด์"
ประเด็นที่ต้องไปหาคำตอบว่า ประเทศเหล่านี้ต้องการใช้ระบบบาร์เตอร์เทรด ให้รัฐบาลผ่อนจ่ายเงินลงทุนเป็นสินค้าเกษตรหรือไม่ คงต้องรอให้พัฒนาการของ 'New Thailand' ชัดเจนกว่านี้
ในมุมมองของผู้เขียน นอกจาก New Thailand ของรัฐบาลยิ่งลักษณ์ยังไม่ชัดเจนในรายละเอียดหลายๆ ประเด็นแล้ว ยังมีความคลุมเครือในเรื่องมาตรการเยียวยาเมื่อ 25 ตุลาคม กับ 30 ตุลาคม ในบางประเด็น และคิดน้อยไปในเรื่องของการเยียวยา
ต้องไม่ลืมว่า พื้นที่วิกฤตมีหมู่บ้านและชุมชนเป็นจำนวนมาก ผู้มีอาชีพและฐานะทางการเงินเข้าขั้น 'มีอันจะกิน' ย่อมชิวๆ กับผลกระทบจากน้ำท่วม และยอมรับได้กับมาตรการเยียวยาของรัฐ แต่ต้องไม่มองข้ามคนส่วนใหญ่ที่เป็นชนชั้นกลางระดับมนุษย์เงินเดือนและกลุ่มผู้หาเช้ากินค่ำ มาตรการเหล่านี้จะเยียวยาได้ทั่วถึงจริงหรือ
ลองนึกไปถึงวิกฤติน้ำท่วมในช่วงปลายปี 2553 ต่อเนื่องมาถึงต้นปี 2554 รัฐมีมาตรการเยียวยาก็จริง แต่ 5,000 บาทนั้น น้อยนิดเกินกว่าจะเอามาซ่อมแซมบ้านเรือนที่เสียหายได้ โชคยังดีที่ประเทศไทยมีระบบรองรับผลกระทบทางสังคม หรือ safety net แบบบ้านฝังอยู่ในสายเลือดของคนไทย การระดมเงินทุนจากคนที่มี พอมี ไปยังคนที่ขาด ที่ต้องการ ทำให้หลายครัวเรือนที่แข็งแรงและน่าอยู่กว่าเก่า
ลองเปรียบเทียบงบประมาณเยียวยา 3 ระยะแรกของรัฐบาลแล้ว ได้แต่ถอนใจ เมื่อนำไปเทียบกับ 9 แสนล้านบาท
ยิ่งต้องถอนใจมากขึ้นที่ได้ดูภาพพิธีกรชื่อดังของรายการเล่าข่าวยามเช้า ที่ฝ่าน้ำท่วมไปหาผู้ประสบภัย และได้รับรางวัลเป็นการสวมกอดอย่างดีใจ กระชากอารมณ์ด้วยคลิปวิดีโอที่เผยแพร่หลายอยู่ในขณะนี้ เห็นภาพข้าวของบริจาคที่บางส่วนต้องจมอยู่ในน้ำ เพราะขนย้ายออกมาไม่ทัน
ภาพหนึ่งภาพบอกทุกอย่างได้ดีกว่าคำอธิบายเป็นหมื่นเป็นแสนคำ ภาพในคลิปวิดีโอฉากต่อฉากบอกได้ดีว่า รัฐบาลนี้กำลังทำอะไร และคิดอะไรอยู่



