
เมกะโปรเจกท์ลงทุนใต้กว่าล้านล้านบาท
เมกะโปรเจกท์ลงทุนใต้กว่าล้านล้านบาท ของจริงหรือเพียงการวาดวิมานในอากาศ
"เรื่องของนักลงทุนกลุ่ม ลังกาสุกะกรุ๊ป จำกัด (Lankasuka Group Company Limited) จะเข้ามาลงทุนสร้างนิคมอุตสาหกรรมในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ ผมยังไม่ทราบเงื่อนไขมากนัก เกี่ยวกับรูปแบบของการลงทุนที่จะเกิดขึ้น หากเกิดขึ้นจริงก็ถือว่าเป็นการสร้างงานให้แก่ประชาชนในพื้นที่ ที่สำคัญในเชิงการลงทุนถือว่าเป็นการลงทุนในพื้นที่ ซึ่งมีความพร้อมในแง่ของการอยู่ใกล้แหล่งวัตถุดิบ ส่วนการจัดสร้างท่าเรือน้ำลึก หรือนิคมอุตสาหกรรม ประเด็นที่ต้องพิจารณาก็คือ ท่าทีของประชาชนว่าจะยอมรับได้หรือไม่ จะเกิดการต่อต้านโดยอ้างถึงผลกระทบที่จะเกิดขึ้นตามมาหรือไม่ ในกรณีของการจัดสร้างท่าเรือที่ จ.สตูลโดยกระทรวงคมนาคม และถูกคัดค้านน่าจะสิ่งที่ชัดเจนที่สุด ที่ยังติดใจและอยากหาคำอธิบายก็คือ มีความเป็นไปได้แค่ไหนคือในเรื่องของวงเงินลงทุน ที่จะนำมาพัฒนาภาคใต้กว่า 3 ล้านล้านบาท เพื่อจัดทำโครงการต่างๆ" ธนารักษ์ พงษ์เภตราประธานสภาอุตสาหกรรมภาคใต้ ให้ข้อสังเกต
"การประกาศแผนที่จะลงทุนถึงหลักล้านล้านบาท ถ้าสังเกตก็คือเป็นโครงการลงทุน ที่มากกว่างบประมาณที่รัฐบาลจะนำมาใช้ในการบริหารประเทศไทย หากผู้ลงทุนมีงบประมาณมากมายที่จะมาลงทุนตามที่อ้างถึงจริง ก็นับว่าเป็นเรื่องที่ดีกับจังหวัดชายแดนภาคใต้ เพราะจะเป็นการสร้างงานสร้างรายได้ให้แก่คนในพื้นที่ หากผู้ลงทุนมีเงินมากมายอย่างที่อ้างถึง การลงทุนทำท่าเรือขนาดใหญ่ก็เป็นเรื่องไม่ยาก เพราะท่าเรือปากบารา ใน จ.สตูล ที่มีปัญหาเพราะรัฐเป็นคนคิด แต่อันนี้เอกชนเป็นคนคิดและถ้าหากมีเงินจริงก็จะสามารถดำเนินการได้ง่าย" สมศักดิ์ อิสริยะภิญโญ ประธานหอการค้าปัตตานี
เหล่านี้ คือ เสียงสะท้อนที่เกิดขึ้นภายหลังการประกาศ ถึงแผนงานการลงทุนของบริษัทลังกาสุกะ กรุ๊ป จำกัด ในวันที่ 1 พฤศจิกายน ที่ผ่านมา ที่โรงแรมพาราไดซ์แอนด์รีสอร์ท อ.หาดใหญ่ จ.สงขลา การแถลงถึงแผนการลงทุนดังกล่าว ซึ่งมีหัวข้ออยู่ที่ "โครงการท่าเรือน้ำลึกปัตตานี และโรงงานแปรรูปอาหารฮาลาล" ทั้งนี้มี ดร.แฮรี่ บิน ดาวัด ประธานบริษัทลังกาสุกะ กรุ๊ป บุญธรรม มณีวงศ์ ผู้ช่วยเลขาธิการ ศูนย์อำนวยการบริหารจังหวัดชายแดนภาคใต้ (ศอ.บต.) ฝ่ายพาณิชย์, ผศ.อุไรวรรณ ต้นตระกูลรัตน์ จากมหาวิทยาลัยมหิดล และ พีรพลพันธ์ ลีฬหากาญจนา ผู้บริหารบริษัท ทรานส์เซาท์เทิร์นไทย จำกัด ที่ปรึกษาบริษัทลังกาสุกะ กรุ๊ป
หากอ้างอิงคำพูดของ ดร.เสรี บินเดาวัด ประธานบริษัทลังกาสุกะ กรุ๊ป จากมาเลเซีย นั่นก็คือ บริษัทลังกาสุกะ กรุ๊ป มีแผนที่จะลงทุนในพื้นที่ 4 จังหวัดภาคใต้ รวมทั้งสิ้น 11 โครงการ คือ ท่าเรือน้ำลึกปัตตานี โรงงานแปรรูปอาหารฮาลาล สนามกอล์ฟ แหล่งผลิตพลังงานแสงอาทิตย์ แหล่งผลิตไฟฟ้าพลังงานลม และฟาร์มปศุสัตว์ต่างๆ รวม 8 แห่ง ประกอบด้วย จ.ยะลา 2 แห่ง ปัตตานี 3 แห่ง นราธิวาส 2 แห่ง และสงขลา 1 แห่ง ซึ่งจะใช้งบประมาณทั้งสิ้น 7.5 หมื่นล้านยูโร หรือคิดเป็นเงินไทยคือ 3 ล้านล้านบาท
การเลือกพื้นที่ 4 จังหวัดชายแดนภาคใต้ ผู้บริหารผู้นี้ อ้างว่าจากการศึกษาแผนที่ดาวเทียม พบว่าในบรรดาที่ตั้งทั้งหมดของท่าเรือน้ำลึกในอ่าวไทย ไม่ว่าจะเป็นแหลมฉบัง จ.ชลบุรี หรือที่ จ.สงขลา หากเปรียบเทียบแล้วท่าเรือน้ำลึกปัตตานีถือว่ามีศักยภาพสูงกว่า จากนี้ไปเชื่อว่าท่าเรือน้ำลึกปัตตานีจะเป็นเส้นทางการขนส่งทางน้ำที่สะดวกและรวดเร็วที่สุด เพราะเป็นพื้นที่ใกล้สำหรับทุกประเทศในเอเชียและใกล้ต่อการส่งออกไปยังทวีปต่างๆ
ส่วนแผนการลงทุนของลังกาสุกะ กรุ๊ป จากนี้ไปก็คือ จัดสร้างท่าเรือน้ำลึกที่ปัตตานี ใช้เนื้อที่ 6,104 ไร่ จัดสร้างแหล่งผลิตพลังงาน เนื้อที่ 2,000 ไร่ ฟาร์มจำนวน 3 แห่ง เนื้อที่ 4,748 ไร่ ใน จ.ปัตตานี, ฟาร์ม 2 แห่งเนื้อที่ 5,165 ไร่ ใน จ.ยะลา ฟาร์ม 2 แห่งเนื้อที่ 1,200 ไร่ ใน จ.นราธิวาส และฟาร์ม 1 แห่ง ที่ จ.สงขลา เนื้อที่ 1,129 ไร่ การจัดสร้างสนามกอล์ฟใน จ.นราธิวาส เนื้อที่ 3,500 ไร่
"ในโครงการที่กล่าวมาทั้งหมด ขณะนี้บริษัทได้ดำเนินการซื้อที่ดิน ทั้ง 11 โครงการ มีพื้นที่กว่า 24,000 ไร่ ใช้งบประมาณในการซื้อที่ดินไปแล้วกว่า 3,300 ล้านบาท ในโครงการท่าเรือน้ำลึกปัตตานี คาดว่าอีก 3 ปี ก็จะแล้วเสร็จ ภายหลังผ่านกระบวนการศึกษาทางด้านสิ่งแวดล้อม" ประธานบริษัทลังกาสุกะ กรุ๊ป ระบุ
"การสร้างโรงงานแปรรูปอาหารฮาลาลขนาดใหญ่ขึ้นใน จ.ปัตตานี แต่ไม่มีเส้นทางการขนส่งที่ดี การดำเนินการก็จะลำบาก ขณะที่วัตถุดิบทั้งหมดจำเป็นที่จะต้องขนส่งทางเรือสินค้าทั้งสิ้น โดยวัตถุดิบเหล่านี้มาจากฟาร์มของบริษัท ที่มีการกระจายอยู่ใน 4 จังหวัด ในส่วนของการประสานงานกับทางรัฐบาลไทย บริษัทลังกาสุกะ กรุ๊ป ได้ประสานงานกับหน่วยงานในพื้นที่ โดยได้ดำเนินการในเรื่องนี้มาตั้งแต่ปี 2550 ในนามบริษัทบรูไน-ไทยอินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด โดยยื่นหนังสือแจ้งความสนใจที่จะลงทุนโครงการอาหารฮาลาล ในสมัยที่ ภาณุ อุทัยรัตน์ เป็นผู้ว่าราชการจังหวัดปัตตานี และมีหนังสือจากทางจังหวัดตอบกลับมาเลขที่ ปน.0028(1)/1421 ลงวันที่ 29 มกราคม 2550" ชาญวิรงค์ วงศ์วังสุดา รองประธานบริษัทลังกาสุกะ กรุ๊ป กล่าว
ขณะเดียวกันหนังสือแสดงเจตจำนงที่จะลงทุนในพื้นที่จังหวัดนราธิวาส เรื่องนี้ก็ผ่านไปที่ การัณย์ ศุภกิจวิเลขการ ผู้ว่าราชการจังหวัดนราธิวาส ในขณะนั้น และมีหนังสือตอบรับที่ นธ.0028 (1)/1048 เห็นชอบโครงการที่บริษัทนำเสนอไปเมื่อวันที่ 7 กุมภาพันธ์ 2550 เช่นเดียวกับทาง จ.ยะลา ที่ตอบหนังสือกลับมา ด้วยเลขที่หนังสือ ยล 028(4)/1715 ลงวันที่ 9 กุมภาพันธ์ 2550
"แม้โครงการนี้จะไม่ชัดเจน แต่ก็อยากจะเป็นกำลังใจ เพราะถือว่าเป็นโครงการแรกที่มีการลงทุนด้วยงบประมาณมหาศาลขนาดนี้ มาลงในพื้นที่ 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ หากภาคเอกชนมาลงทุนก็ถือว่าเป็นการสร้างบรรยากาศในพื้นที่ เงินลงทุนขนาดนี้ถือว่ามากที่สุด เป็นการลงทุนที่เกิดขึ้นท่ามกลางสถานการณ์ความไม่สงบ" บุญธรรม มณีวงศ์ ผู้ช่วยเลขาธิการ ศอ.บต. ให้ความเห็น
หากติดตามความเคลื่อนไหวของบริษัทลังกาสุกะ กรุ๊ป จำกัด ผ่านการแสดงเจตจำนง ที่ไปถึงส่วนราชการของแต่ละจังหวัด ด้วยการดำเนินการในนามของบริษัทบรูไน-ไทยอินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด นับตั้งแต่ปี 2550 พบว่าบริษัทแห่งนี้ แจ้งการประกอบการทางธุรกิจในสาขา โรงงานผลิตก๊าซ โรงกลั่นน้ำมัน ขณะที่บทบาททางธุรกิจอื่นๆ นอกเหนือไปจากนี้ยังไม่เด่นชัด กระทั่งการแถลงข่าวเปิดตัวโครงการในวันที่ 1 พฤศจิกายน จึงปรากฏภาพของการดำเนินการในนามของบริษัทลังกาสุกะ กรุ๊ป
ด้วยเงินลงทุนที่มหาศาล การประกาศความคืบหน้าด้วยการซื้อที่ดินรองรับโครงการลงทุนใน 4 จังหวัด จึงไม่สามารถปฏิเสธคำถามที่จะเกิดขึ้นตามมาว่า แผนงานต่างๆ นั้น มีความเป็นไปได้มากน้อยแค่ไหนว่าจะเกิดขึ้นเป็นรูปธรรม หรือจะเป็นเพียงภาพที่สวยหรูเท่านั้น แต่ไร้การดำเนินการใดๆ



