ข่าว

'มาร์ค'เตือนศปภ.ใช้บิ๊กแบ๊กกันน้ำกระทบกทม.

'มาร์ค'เตือนศปภ.ใช้บิ๊กแบ๊กกันน้ำกระทบกทม.

04 พ.ย. 2554

'มาร์ค'ลงพื้นที่ตรวจน้ำท่วมหน้าเอสซีปาร์ค เตือน ศปภ.ใช้บิ๊กแบ๊กกันน้ำเหนือกระทบ กทม.ฝั่งตะวันตกจมน้ำนานขึ้น

     4 พ.ย.54 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์  นายกรณ์ จาติกวณิช รองหัวหน้าพรรค นายองอาจ คล้ามไพบูลย์ ส.ส.บัญชีรายชื่อ นายศริริโชค โสภา ส.ส.สงขลา และนายชวนนท์ อินทรโกมาลย์สุต โฆษกพรรค เดินทางไปยัง ธนาคารไทยพาณิชย์ สำนักงานใหญ่  เพื่อรับทราบการบริหารจัดการน้ำของธนาคารไทยพาณิชย์ โดยระหว่างทางได้ทักทายกับประชาชนที่มารอรถทหาร อยู่ที่แยกรัชโยธิน  จากนั้นนายอภิสิทธิ์ได้เดินทางไปยังสำนักงานใหญ่ รฟม.พระราม9 ฟังบรรยายสรุปเกี่ยวกับการบริหารจัดการน้ำรถไฟฟ้ใต้ และเดินทางต่อไปยังบริษัท ไอ.ซี.ซี. อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด (มหาชน) ถ. สาธุประดิษฐ์ เพื่อรับของบริจาค

     นายอภิสิทธิ์ ให้สัมภาษณ์ถึงสถานการณ์น้ำในภาพรวมว่า แนวน้ำรุกคืบมาเรื่อย ๆ ขณะที่ยังไม่มีความชัดเจนเรื่องมวลน้ำทางเหนือ จึงขอให้รัฐบาลทำความเข้าใจกับประชาชน และเตือนให้ประชาชนอยู่ในความพร้อม ไม่ควรพูดว่าพื้นที่ใดจะปลอดภัย 100 % และต้องติดตามถึงผลจากการนำบิ๊กแบ๊กไปเป็นคันกั้นน้ำ ซึ่งทางรัฐบาลหวังว่าจะชะลอน้ำเหนือไม่ให้ไหลบ่าเข้าท่วม กทม.ชั้นในว่าจะได้ผลหรือไม่ แต่สิ่งที่จะเกิดขึ้นจากการใช้บิ๊กแบ๊กคือ น้ำจะถูกผลักไปทาง กรุงเทพฯฝั่งตะวันตกมากขึ้น ซึ่งประชาชนจะได้รับผลกระทบเกี่ยวกับปัญหาน้ำท่วมนานขึ้น จึงต้องสื่อสารทำความเข้าใจกับประชาชนที่อยู่ด้านหลังบิ๊กแบ๊กด้วย ทั้งนี้ตนได้ประสานไปยัง กทม.เกี่ยวกับการผลักน้ำทางตะวันตก ซึ่งการระบายน้ำทำได้ยากว่ามีวิธีการระบายน้ำอย่างไร และเห็นว่ามีความจำเป็นที่ต้องเร่งดำเนินการให้การระบายน้ำเกิดความสมดุลในฝั่งตะวันออกด้วย แต่ก็ติดปัญหาเรื่องความขัดแย้งของมวลชนทำให้การระบายน้ำในฝั่งตะวันออกยังทำได้ไม่เต็มที่ ตัวอย่างกรณีคลองสามวาที่รัฐบาลต้องตามแก้ปัญหาที่นายกฯเป็นผู้สร้างขึ้น

      นายอภิสิทธิ์ กล่าวต่อว่า ขอให้รัฐบาลเป็นเจ้าภาพในการประสานกับทุกหน่วยงานเพื่อให้การทำงานมีเอกภาพ หากมีปัญหาว่าหน่วยงานไหนยังมีความห็นไม่ตรงกันก็ต้องทำความเข้าใจ เช่น กรณีที่กทม.ขอเครื่องสูบน้ำจากกรมชลประทานแต่ไม่ได้รับ โดยกรมชลประทานอ้างว่าไม่มีหนังสือจากกทม.ถึงกรมชลประทาน ทั้ง ๆ ที่ กทม.ได้ส่งหนังสือไปที่ ศปภ.แล้ว สิ่งเหล่านี้ต้องเร่งแก้ไข รวมทั้งการประสานงานระหว่าง กทม.กับกรมชลประทานเกี่ยวกับการเปิด ปิดประตูระบายน้ำในแต่ละพื้นที่เพื่อให้เกิดประสิทธิภาพในการระบายน้ำมากขึ้นด้วย ซึ่งจนถึงขณะนี้การแก้ปัญหาของ ศปภ.ก็ยังไม่สามารถบอกได้ว่ามาถูกทางหรือยัง เนื่องจากมีการเปลี่ยนแปลงตลอดเวลา จนทำให้ประชาชนไม่ทราบสถานการณ์ที่แท้จริง ทั้งนี้ยังมีความเป็นห่วงเรื่องเส้นทางคมนาคมใน กทม. ที่จะถูกตัดขาดมากขึ้น โดยเฉพาะพระราม2 ซึ่งเป็นถนนสายหลักสายสุดท้ายที่เหลืออยู่ ซึ่งรัฐบาลต้องเตรียมแนวทางรับมือล่วงหน้าว่า หากถนนเส้นนี้ถูกตัดขาดไป ระบบการกระจายสินค้า และการเดินทางของประชาชนจะทำอย่างไร