
สตีฟ จ็อบส์ อัจฉริยะพลิกโลก
เปิดโลกวันอาทิตย์ : สตีฟ จ็อบส์ อัจฉริยะพลิกโลก
ถึงแม้ว่าคุณจะไม่ได้ชื่นชอบ แอปเปิล ไม่ได้เป็นสาวก ไอโฟน ไม่ได้ถูนิ้วไปมาบน ไอแพด แต่สำหรับหนังสือ "สตีฟ จ็อบส์ อัจฉริยะพลิกโลก" แล้ว เป็นหนังสือที่ได้รับการแนะนำให้อ่านมากที่สุด ณ ขณะนี้
ในสหรัฐอเมริกา หลังจากวางแผงได้ 6 วันมียอดซื้อกว่า 4 แสนเล่ม และสำหรับประเทศไทย เพียงวันเดียวที่ประกาศให้จองหนังสือผ่านทางเว็บไซต์ www.nationbook.com ยอดจองหนังสือถล่มทลายเป็นประวัติการณ์
ว่ากันว่า เบื้องหลังความสำเร็จของ "สตีฟ จ็อบส์" มีทั้งความเหี้ยมเกรียม ดุดัน เย็นชา หรือกระทั่งความสวยงาม ความเศร้า ความสุข ความเหงา ความบ้าระห่ำ และความมุ่งมั่น
"สุทธิชัย หยุ่น" บรรณาธิการอำนวยการเครือเนชั่น และบรรรณาธิการหนังสือเล่มนี้ ได้ไฮไลท์เนื้อหาบางส่วนที่ "สตีฟ จ็อบส์" เปลือยชีวิตของตนเองอย่างหมดเปลือกก่อนตาย ผ่าน "วอลเตอร์ ไอแซคสัน" อดีตบรรณาธิการของนิตยสารไทม์ ที่ "อัจฉริยะแห่งโลกไอที" บรรจงเลือกมาเป็นผู้จารึกชีวประวัติอันโลดโผนของตนเอง
+++++++++++++++++++
ทำไม สตีฟ จ็อบส์ อัจฉริยะพลิกโลก ขอให้ "วอลเตอร์ ไอแซคสัน" เขียนประวัติตัวเอง?
7 ปีก่อน สตีฟ จ็อบส์ ขอให้ "วอลเตอร์ ไอแซคสัน" อดีตบรรณาธิการของนิตยสารไทม์ ว่าสนใจจะเขียนหนังสือที่เป็นชีวประวัติของเขาไหม
เป็นข้อเสนอที่ค่อนข้างแปลก เพราะสตีฟเป็นคนค่อนข้างเก็บตัวจากสื่อมาโดยตลอด เรื่องส่วนตัวของเขาไม่เป็นที่ล่วงรู้ถึงข้างนอกเลย เขาจะพูดก็ต่อเมื่อเป็นเรื่องที่เขาต้องการให้เป็นข่าว และส่วนใหญ่ก็จะเกี่ยวกับการตลาดว่าด้วยสินค้าตัวโปรดของเขาเท่านั้น
วอลเตอร์ ไอแซคสัน เป็นนักเขียนที่มีชื่อเสียง เขียนหนังสือเกี่ยวกับประวัติของ เบนจามิน แฟรงคลิน (หนึ่งในผู้ร่วมก่อตั้งสหรัฐอเมริกา) และกำลังเขียนเกี่ยวกับ อัลเบิร์ต ไอน์สไตน์
เขาบอกสตีฟทันทีว่าไม่สนใจจะเขียนประวัติของเขาเพราะยังไม่ถึงเวลา และเขาก็ยังมีอายุไม่มากพอที่จะต้องคิดถึงการบันทึกความทรงจำของตนเองให้คนรุ่นหลัง
"ผมเห็นว่าชีวิตของสตีฟ จ็อบส์ ขณะนั้นยังจะต้องมีขึ้นมีลงอีกหลายรอบ ผมจึงแสดงอาการรีรอและลังเล บอกว่าอีกสักสิบยี่สิบปี เมื่อเขาเกษียณจากงานการแล้ว ค่อยคุยกันใหม่ดีกว่า..." วอลเตอร์เล่า
วอลเตอร์ไม่รู้ว่าขณะนั้น สตีฟกำลังป่วยเป็นมะเร็งตับอ่อน และกำลังจะยอมรับการผ่าตัด...พูดง่ายๆ คือเจ้าพ่อแอปเปิลเริ่มจะเชื่อว่า ชีวิตของตัวเองคงจะไม่ได้อยู่ยาวนานอีกเท่าไหร่นัก
เมื่อเห็นอาการดิ้นรนต่อสู้กับมะเร็งของสตีฟ จ็อบส์ และเมื่อได้พูดคุยกันบ่อยขึ้น วอลเตอร์ก็เห็นชัดถึงบุคลิกที่มีสีสันเหลือล้นของสตีฟ...ความกระตือรือร้น ความเป็นศิลปิน นิสัยเจ้าอารมณ์ทางเลวร้าย ความทุ่มเท และความหมกมุ่นที่จะต้องควบคุมทุกอย่างรอบตัวถึงระดับคลั่ง...เขาจึงตัดสินใจรับปากเขียนเรื่องราวของสตีฟ จ็อบส์ เพื่อเป็น "กรณีศึกษาว่าด้วยความสร้างสรรค์"
วอลเตอร์เริ่มสัมภาษณ์สตีฟในปี 2009 ซึ่งเป็นช่วงที่อาการป่วยของสตีฟเริ่มหนักหน่วงแล้ว ในช่วงสองปีนั้น เขาสัมภาษณ์สตีฟถึงเกือบ 50 ครั้ง และครั้งหลังสุดก็เป็นการสนทนาก่อนสตีฟจะเสียชีวิตไม่กี่สัปดาห์เท่านั้นเอง
สตีฟบอกวอลเตอร์ "ผมไม่มีความลับส่วนตัวอะไรที่เปิดเผยไม่ได้" จึงยอมเปิดเผยเรื่องราวของตัวเองให้วอลเตอร์เกือบจะเรียกว่าหมดเปลือก
ที่น่าสนใจคือ สตีฟไม่ได้หักห้ามไม่ให้วอลเตอร์ไปพูดคุยกับคนที่รู้จักเขาเป็นร้อยคน ทั้งลูกเมีย เพื่อน ศัตรู คนชื่นชม และคนหมั่นไส้เขาอย่างเปิดเผย
สตีฟย่อมรู้ว่าหนังสือเล่มนี้จะไม่ใช่ชีวประวัติเฉพาะแง่มุมที่ดีและสวยงามที่เขาอยากจะให้สังคมรับรู้เท่านั้น หากจะยังมีส่วนที่เปิดเผยด้านมืดของเขาที่มีไม่น้อย พร้อมๆ กับความเป็นอัจฉริยะของเขาเช่นกัน
ภรรยาของสตีฟชื่อ ลอเรน เพาเวลล์ บอกคนเขียนว่า "ขอให้ตรงไปตรงมาทั้งที่เกี่ยวกับจุดอ่อนและจุดแข็งของเขา มีบางส่วนในชีวิตและบุคลิกของเขาที่เละเทะมากทีเดียว ขออย่าได้ปิดบังซ่อนเร้นหรือกลบเกลื่อน ดิฉันอยากเห็นเรื่องราวของสตีฟได้รับการเปิดเผยออกมาอย่างสัตย์ซื่อที่สุด..."
วอลเตอร์บอกว่า เขาเชื่อว่าเนื้อหาของหนังสือเล่มนี้ "แฟร์"...แฟร์ในความหมายที่ว่ามันสะท้อนถึงพระเอกของเรื่องในฐานะเป็น "มนุษย์ธรรมดาๆ คนหนึ่ง"
วอลเตอร์เล่าว่า เขาไปหาสตีฟครั้งสุดท้ายก่อนเขาเสียชีวิตไม่กี่สัปดาห์ ที่บ้านที่เมืองพาโลอัลโต รัฐแคลิฟอร์เนีย
สตีฟได้ย้ายลงมาอยู่ในห้องชั้นล่างของบ้านเพราะร่างกายอ่อนเปลี้ยเต็มที
"เขามีอาการม้วนไปมาด้วยความเจ็บปวด แต่สมองยังใส และอารมณ์ขันยังมีอยู่เต็มที่ เราคุยกันเรื่องชีวิตวัยเด็กของเขา และเขาก็มอบรูปของคุณพ่อของเขากับครอบครัวเพื่อใช้ตีพิมพ์ในหนังสือ ในฐานะนักเขียน ผมก็มักจะคุ้นชินกับการไม่เอาอารมณ์ตัวเองไปเกี่ยวพันกับคนที่ผมเขียนถึงมากนัก
แต่ขณะที่ผมพยายามจะกล่าวคำอำลาเขาวันนั้น ผมเกิดรู้สึกว่ามีคลื่นความรันทดมาปะทะผมกะทันหัน ผมพยายามจะซ่อนความรู้สึกของผมด้วยการถามคำถามที่ยังสร้างความงุนงงกับผมอยู่..."
วอลเตอร์บอกว่า ได้สัมภาษณ์สตีฟเกือบ 50 ครั้งสำหรับเขียนหนังสือเล่มนี้ในช่วงระยะเวลาสองปีเต็มๆ ซึ่งเขารู้สึกว่าสตีฟเปิดใจเล่าเรื่องแบบที่ไม่เคยปรากฏมาก่อนตลอดชีวิต
วอลเตอร์ถามสตีฟว่า ทำไมเขาจึงตัดสินใจระบายความรู้สึกออกมาอย่างหมดเปลือกอย่างนั้น?
สตีฟ จ็อบส์ ตอบว่า "ผมต้องการให้ลูกๆ ของผมรู้จักผม ตลอดชีวิตทำงาน ผมไม่ค่อยได้อยู่กับลูก ผมต้องการให้พวกเขาและเธอได้รู้ว่าทำไมจึงเป็นอย่างนั้น...และให้ลูกๆ เข้าใจว่าผมได้ทำอะไรบ้าง"
วอลเตอร์ให้นิยาม สตีฟ จ็อบส์ ว่า ไม่ใช่แบบอย่างของเจ้านายหรือมนุษย์สมบูรณ์แบบที่เหมาะกับการดำเนินรอยตามนัก ปีศาจที่อยู่ในตัวเขาทำให้คนที่อยู่รอบข้างเขาโมโหหัวฟัดหัวเหวี่ยงและท้อถอยได้
ส่วนลึกของอัจริยะที่แสนน่าชื่นชม น่าหมั่นไส้ น่ารักและน่าชังคนนี้...ท้ายสุดก็คือความเป็นคนอย่างเราๆ ท่านๆ นั่นแหละ
เขาคือคนธรรมดาที่ไม่ธรรมดา...เป็นอัจฉริยะที่พลิกโลกจริงๆ
++++++++++
สำนักพิมพ์เนชั่นบุ๊คส์ จัดพิมพ์ทั้ง Special Edition ฉบับปกแข็ง ราคา 595. ปกอ่อน ราคา 395.- ลดพิเศษสำหรับผู้สั่งจอง 15% สมาชิกสิ่งพิมพ์เครือเนชั่นลด 20% สั่งจองผ่านเว็บไซต์ www.nationbook.com และติดตามเรื่องราวดีๆ ผ่านทาง www.facebook.com/stevejobsthaiversion
-----------------------------
(เปิดโลกวันอาทิตย์ : สตีฟ จ็อบส์ อัจฉริยะพลิกโลก)



