ข่าว

น้ำท่วมกับท่องเที่ยว

น้ำท่วมกับท่องเที่ยว

04 พ.ย. 2554

น้ำท่วมกับท่องเที่ยว : วันเว้นวันจันทร์ พุธ ศุกร์กับ ประภัสสร เสวิกุล

           เป็นที่ทราบกันทั่วไปว่ารายได้หลักของประเทศไทยมาจากภาคอุตสาหกรรมท่องเที่ยว  โดยประเทศไทยเองเป็นแหล่งท่องเที่ยวที่สำคัญในภูมิภาคเอเชียอาคเนย์มาเป็นเวลาไม่น้อยกว่า 4 ทศวรรษ ด้วยความงดงามของธรรมชาติ ศิลปวัฒนธรรมความบันเทิง และความสะดวกสบายต่างๆ รวมทั้งค่าใช้จ่ายที่ไม่สูงมากนัก และแม้ว่าในปัจจุบันนักท่องเที่ยวที่เดินทางมาประเทศไทยในลำดับต้นๆ จะไม่ใช่ชาวอเมริกัน หรือยุโรป เช่นในอดีต แต่ก็มีนักท่องเที่ยวจากเอเชีย เช่น จีน ญี่ปุ่น เกาหลี ตะวันออกกลาง และอาเซียน เข้ามาแทนที่
   
          ซึ่งถึงแม้ในช่วง 6-7 ปี ที่ผ่านมา ประเทศไทยจะต้องเผชิญกับวิกฤติการณ์ธรรมชาติและวิกฤติการณ์ทางการเมืองหลายอย่าง นับตั้งแต่เกิดสึนามิที่ชายฝั่งอันดามัน เมื่อ ปี พ.ศ.2547 การชุมนุมต่อต้าน พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร ในปี 2548 จนถึงการปฏิวัติของ คมช.ในปี 2549  การปิดสนามบินสุวรรณภูมิของกลุ่มพันธมิตร ในปี 2551 การชุมนุมของ นปช. ในปี 2552 และการจลาจลในกรุงเทพฯ เมื่อปี พ.ศ.2553  การท่องเที่ยวของไทยก็ยังประคองตัวอยู่ได้ แต่อย่างไรก็ตามคงก็ไม่มีครั้งไหนที่จะหนักหนาสาหัสและสร้างความเสียหายในวงกว้างเป็นเวลานาน เท่ากับวิกฤติการณ์น้ำท่วมใหญ่ครั้งนี้ ที่เริ่มมาตั้งแต่เดือนกรกฎาคม 2554 จนถึงปัจจุบัน และยังไม่มีทีท่าว่าจะคืนสู่ภาวะปกติได้ในเร็ววัน
   
          แน่นอนว่า วิกฤติการณ์น้ำท่วมย่อมส่งผลกระทบโดยตรงต่ออุตสาหกรรมท่องเที่ยว และรายได้ของภาครัฐและเอกชนอย่างมหาศาล และที่เลวร้ายไปกว่านั้นก็คือ น้ำท่วมคราวนี้แม้จะท่วมพื้นที่เพาะปลูกในหลายจังหวัดของภาคกลาง กว่า 6.25ล้านไร่ แต่ก็ไม่ได้สร้างความเสียหายแก่ภาคเกษตรเพียงภาคเดียวเช่นในอดีต แต่ไหลลามไปถึงภาคอุตสาหกรรมและการส่งออก เพราะนิคมอุตสาหกรรมหลายแห่งซึ่งเป็นแหล่งผลิตส่วนประกอบรถยนต์หลายยี่ห้อ ไอที สินค้าอุปโภคบริโภค ฯลฯ ต่างก็เจอกับมวลน้ำที่ไหลเข้าท่วมโรงงาน นอกเหนือจากเส้นทางคมนาคมหลายสายถูกตัดขาด บ้านเมืองจมอยู่ใต้น้ำนานนับเดือน ผู้คนบ้านแตกสาแหรกขาด จนประเมินค่าเสียหายไม่ถูก และคงต้องใช้ทั้งเวลาและเงินอีกหลายแสนล้านบาทในการบูรณะฟื้นฟู
   
          อย่างไรก็ตาม เป็นเรื่องค่อนข้างน่าประหลาดใจที่มีการออกมาส่งเสริมการท่องเที่ยวเมืองไทยกันในเวลานี้และสถานการณ์เช่นนี้ ทั้งๆ ที่วิกฤติการณ์น้ำท่วมก็ยังมิได้ยุติลงโดยเด็ดขาด บ้านเมือง ถนนหนทาง สถานที่ท่องเที่ยวต่างๆ ยังจมน้ำ ไม่ได้รับการดูแลซ่อมแซม คนไทยเองก็ยังอยู่ในสภาวะที่ไม่ปกติทั้งอารมณ์และจิตใจ นอกเหนือไปจากการที่นิตยสารต่างประเทศตีพิมพ์ภาพและข่าวที่น่าสะอิดสะเอียนของขยะกองเท่าภูเขาเลากาที่มากับสายน้ำ และความสกปรกของน้ำที่เน่าเสียและเต็มไปด้วยมลพิษ หรือสำนักข่าวต่างประเทศแสดงความกังวลต่อโรคระบาด เช่น อหิวาตกโรค มาลาเรีย ไข้เลือดออก และอื่นๆ ซึ่งจะระบาดในประเทศไทยหลังน้ำลด
   
          ที่น่าห่วงยิ่งไปกว่านั้นก็คือ รัฐบาลและทุกภาคส่วนที่เกี่ยวข้องสามารถจะให้การคุ้มครองดูแลนักท่องเที่ยวที่เข้ามาเมืองไทยช่วงนี้ได้ดีแค่ไหน และหากเกิดสิ่งที่ไม่คาดคิดขึ้น ผลที่ได้จะคุ้มกับผลเสียหรือไม่? และเราจะถูกมองว่าเห็นแก่ได้ หรือนึกถึงแต่ประโยชน์ของตนเองแต่ฝ่ายเดียว โดยไม่ห่วงคนอื่นหรือไม่? ไม่ต้องอะไรมากหรอกครับ ลำพังแค่เครื่องบินไม่สามารถขึ้นลง สนามบินสุวรรณภูมิได้ตามกำหนด เพราะน้ำทะลักเข้าท่วม ก็เป็นเรื่องใหญ่แล้วล่ะครับ ไม่ต้องพูดถึงความไม่พร้อมด้านที่พัก การเดินทาง อาหารการกิน และความเสี่ยงอื่นๆ อีกสารพัด
   
          จริงๆ แล้ว ประเทศไทยของเราไม่ได้ขี้ริ้วขี้เหร่อะไร และยังเป็นแหล่งท่องเที่ยวลำดับต้นๆ ของนักท่องเที่ยวต่างชาติอยู่แต่ก็ต้องยอมรับสภาพความเป็นจริงว่าตอนนี้เราเหมือนกับคนป่วยหนัก จะเอาครีมรองพื้นมาโปะหน้าเท่าไรก็ยังมองเห็นริ้วรอยของความโทรมจัดได้อย่างชัดเจน ทำไมเราถึงต้องเร่งร้อนไปชวนเชิญให้ใครต่อใครมาดูเราในสภาพนี้ ทำไมไม่อดใจรออีกสักระยะหนึ่ง ให้ทุกสิ่งทุกอย่างเข้าที่เข้าทางก่อน และเราเองสดชื่นแจ่มใสเหมือนเดิมแล้ว ถึงค่อยเปิดประตูต้อนรับเขาเข้ามาจะไม่ดีกว่าหรือครับ?
   
          ผมว่าเวลานี้สิ่งที่น่าเป็นห่วงมากกว่าจำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติที่จะมาเที่ยวเมืองไทย ก็คือคนไทยจำนวนหลายล้านคนที่อยู่ในเมืองไทยและได้รับความทุกข์ยากเดือดร้อนอย่างแสนสาหัสในเวลานี้ ซึ่งรัฐบาลน่าจะทุ่มเทเอาใจใส่และช่วยเหลือพวกเขาให้ยืนขึ้นมาใหม่ได้โดยเร็วที่สุดเสียก่อน ไม่ว่าเขาจะอยู่ในภาคเกษตรกรรม อุตสาหกรรม พาณิชยกรรม ธุรกรรม รวมทั้งข้าราชการ พนักงานรัฐวิสาหกิจ คนที่กินเงินเดือน และคนที่หาเช้ากินค่ำ
   
          คนเหล่านี้แหละครับจะเป็นคนที่จะเป็นกำลังสำคัญในการสร้างและซ่อมแซมประเทศไทยขึ้นมาใหม่หลังสายน้ำพ้นผ่าน และเมื่อประเทศของเราได้รับการบูรณะเรียบร้อยแล้ว นักท่องเที่ยวก็จะกลับมาเอง โดยไม่ต้องไปเสียงบประมาณมากมายก่ายกองไปกับการแก้ภาพลักษณ์ หรือโปรโมทการท่องเที่ยว ด้วยวิธีการและรูปแบบเดิมๆ หรอกครับ