จี้รัฐเร่งแผนจัดการน้ำก่อนปีใหม่
น้ำท่วมรุกนิคมบางชัน เรียกผู้ประกอบการเตรียมพร้อมรับมือด่วน หลายโรงงานปิดชั่วคราว แม้จะยังไม่มีน้ำหลาก "ธีระชัย” ยอมรับต่างชาติลังเลลงทุนในไทย หลังบริษัทประกันภัยไม่มั่นใจนโยบายจัดการน้ำของรัฐบาล เตรียมเจรจายักษ์ประกันญี่ปุ่น ขณะที่วงเงินประกัน 7 นิ
หลังจากมวลน้ำขนาดใหญ่เริ่มขยายวงกว้างไปยังถนนรามอินทรา และเข้าเขตมีนบุรี ทางนิคมอุตสาหกรรมบางชันได้เรียกประชุมผู้ประกอบการเพื่อเตรียมรับมือน้ำเหนือที่ไหลมาถึงนิคมอุตสาหกรรมบางชันแล้ว โดยภายในนิคมอุตสาหกรรมบางชันเป็นที่ตั้งของโรงงานขนาดใหญ่ อาทิ โรงงานสหยูเนียน ฟาร์มเฮ้าส์ เนสท์เล่ ฮอนด้า ยำยำ เดลี่ฟู้ดส์ เป็นต้น ทั้งนี้ได้กำชับให้ทุกโรงงานเสริมความแข็งแกร่งหรือเพิ่มความสูงแนวป้องกันน้ำของโรงงานอย่างเต็มที่ โดยเฉพาะโรงงานที่อยู่ติดคลองแสนแสบและขอความร่วมมือในการช่วยกำจัดวัชพืชที่ขวางทางน้ำ โดยเฉพาะในคลองบางชันที่ไหลผ่านกลางนิคมแห่งนี้ พร้อมกับขอการสนับสนุนเครื่องผลักดันน้ำจากคลองบางชันลงสู่คลองแสนแสบด้วย
น้ำเอ่อท่อนิคมบางชันแล้ว
สืบเนื่องจากสำนักการระบายน้ำกรุงเทพมหานคร เขตมีนบุรีส่งหนังสือแจ้งเตือนมาว่า ระดับน้ำจะมาสูงถึง 2.50-3 เมตรจากระดับน้ำทะเลปานกลาง บวกกับการเปิดประตูน้ำคลองสามวา ทำให้ระดับน้ำในคลองแสนแสบเพิ่มขึ้น 2 ซม. มาเป็น 63-64 ซม. จากเมื่อวันที่ 1 พฤศจิกายน อยู่ที่ระดับ 62-63 ซม.จากระดับน้ำทะเลปานกลาง ซึ่งเป็นผลจากการเปิดประตูน้ำคลองสามวา และการทำลายหูช้างด้านข้างประตูน้ำคลองสามวา ทำให้ไม่สามารถควบคุมกระแสน้ำที่ไหลเข้ามาได้
นอกจากนี้ยังขอการสนับสนุนถุงยังชีพหรือเงินเพื่อใช้ในการช่วยเหลือผู้ประสบอุทกภัยโดยรอบนิคมอุตสาหกรรมบางชัน และบางส่วนนำไปช่วยเหลือที่ประตูน้ำคลองสามวาด้วย
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ล่าสุดน้ำได้มาถึงนิคมบางชันแล้ว โดยมาทางใต้ดิน ทางท่อระบายน้ำ ระดับน้ำขึ้นมาเอ่อเล็กน้อยด้านตรงข้ามโรงงานสหยูเนียน บริเวณถนนเสรีไทย
นายวิฑูรย์ สิมะโชคดี ปลัดกระทรวงอุตสาหกรรม กล่าวว่า ขณะนี้สถานการณ์ที่นิคมบางชันยังอยู่ในภาวะปกติ น้ำยังไม่ได้เข้า มีเพียงปริมาณน้ำที่ซึมเข้ามาเพียงเล็กน้อย อย่างไรก็ตาม ยืนยันว่าจะรักษาทุกนิคมที่เหลืออยู่ให้ดีที่สุด โดยตั้งคณะทำงานป้องกันนิคมในพื้นที่เสี่ยงทั้ง 9 แห่ง ซึ่งมีเจ้าหน้าที่ทุกหน่วยงานเข้ามาดูแลอย่างใกล้ชิด
โรงงานส่วนใหญ่สั่งปิดชั่วคราว
นายประภาส คล้ายศรี ผู้อำนวยการสำนักงานนิคมอุตสาหกรรมบางชัน เปิดเผยว่า ภายในนิคมมีโรงงานทั้งหมด 93 แห่ง มีพนักงานรวม 13,800 คน และมีมูลค่าการลงทุน 19,844 ล้านบาท จากสถานการณ์น้ำท่วมที่เกิดขึ้นทำให้ขณะนี้โรงงานส่วนใหญ่สั่งปิดทำการชั่วคราวไปบ้างแล้ว และในส่วนที่ยังเปิดอยู่ก็เปิดดำเนินการผลิตเฉพาะช่วงกลางวันเท่านั้น
อย่างไรก็ตาม มีเจ้าหน้าที่ทหารจากหน่วยต่างๆ มาประจำการตามจุดโดยรอบนิคม เพื่อเฝ้าสังเกตสถานการณ์น้ำ และเป็นกำลังหลักในการช่วยวางแนวคันกั้นน้ำ รวมไปถึงเสริมแนวกระสอบทรายให้โรงงานต่างๆ ในบริเวณนี้ ตามที่ได้รับมอบหมายจากนิคมอุตสาหกรรมบางชันด้วย
คาด 1 สัปดาห์เริ่มสูบน้ำจากนิคม
นายกิตติรัตน์ ณ ระนอง รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ กล่าวภายหลังหารือกับสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศ กระทรวงอุตสาหกรรม และผู้ประกอบการนิคมอุตสาหกรรม ถึงแนวทางฟื้นฟูนิคมอุตสาหกรรม 7 แห่ง ที่น้ำท่วมและต้องหยุดการผลิตไป โดยทุกฝ่ายประเมินภาวะน้ำท่วมนิคมอุตสาหกรรมว่า หลังจากนี้ 1 สัปดาห์ ระดับน้ำจะลดลงจนถึงระดับที่สูบออกได้ ซึ่งจะเร่งสูบออกโดยเร็ว โดยผู้ประกอบการนิคมจะคำนึงถึงปัญหารอบชุมชนนิคม เมื่อสูบน้ำออกจะใช้เวลา 2 สัปดาห์ ในการเข้าไปซ่อมแซมระบบสาธารณูปโภค ไฟฟ้า และเครื่องจักร โดยการฟื้นฟูส่วนนี้จัดตั้งคณะกรรมการขึ้น 3 ชุด ชุดแรกเป็นคณะกรรมการอำนวยการที่ประสานการทำงานร่วมกับนิคมอุตสาหกรรมทุกแห่ง ชุดที่สองเป็นคณะกรรมการชุดฟื้นฟู โดยจะมีคณะกรรมการย่อย 7 ชุด ดูพื้นที่แต่ละนิคม และคณะกรรมการป้องกันดูแลนิคมอุตสาหกรรมที่ยังไม่ถูกน้ำท่วม
นายกิตติรัตน์กล่าวถึงแนวทางป้องกันนิคมอุตสาหกรรมในอนาคต โดยจะมีการลงทุนร่วมระหว่างนิคมอุตสาหกรรมแต่ละแห่งได้รับการสนับสนุนจากภาครัฐ และผู้เชี่ยวชาญจากต่างประเทศที่มีการก่อสร้างกำแพงกั้นน้ำโดยรอบนิคมแต่ละแห่งมีความสูงใช้เกณฑ์มาตรฐาน 6.5 เมตรจากระดับน้ำทะเลปานกลาง หลังจากมีการร่วมกันหารือจนถึงขั้นตอนการออกแบบแนวกำแพงเหล่านี้จะทราบงบประมาณทั้งหมด ซึ่งรัฐบาลพร้อมสนับสนุนเงินกู้ดอกเบี้ยต่ำ เพื่อให้นิคมแต่ละแห่งสร้างแนวกำแพงเหล่านี้ โดยทั้งหมดเป็นมาตรการเบื้องต้นและแนวกำแพงกั้นน้ำจะต้องดำเนินการให้เสร็จก่อนฤดูฝนปีหน้า
ส่วนมาตรการระยะยาวเป็นการจัดการน้ำในพื้นที่ลุ่มเจ้าพระยา และการสร้างเขื่อนนั้น รัฐบาลไทยหารือกับรัฐบาลญี่ปุ่น และองค์การความร่วมมือระหว่างประเทศของประเทศญี่ปุ่น (ไจก้า) สร้างระบบการป้องกันพื้นที่ลุ่มแม่น้ำเจ้าพระยาเป็นมาตรการต่อไปที่จะดำเนินการ
ต้นม.ค.55 โรงงานเริ่มเดินเครื่อง
นายกิตติรัตน์ กล่าวว่า กรอบเวลาที่วางไว้ในการฟื้นฟูนิคมอุตสาหกรรมทั้ง 7 แห่ง คาดว่าเมื่อระดับน้ำเริ่มลดลงอยู่ในระดับความสูง 70 ซม.-1 เมตร ในช่วงกลางเดือนพฤศจิกายน จากนั้นจะใช้เวลาสูบน้ำออก ทำความสะอาด คาดว่าจะใช้เวลาไม่เกิน 45 วัน ผู้ประกอบการคาดหวังว่า ต้นเดือนมกราคม 2555 จะเริ่มทำการผลิตได้อีกครั้ง
ส่วนข้อเสนอที่เอกชนขอให้รัฐบาลเลื่อนกำหนดการเพิ่มรายได้ขั้นต่ำวันละ 300 บาท ออกไปจากกำหนดเดิมเดือนเมษายน 2555 นั้น ยังไม่มีความจำเป็นต้องเลื่อนกำหนด เพราะเชื่อมั่นว่าการเพิ่มรายได้ให้ประชาชนจะเป็นการส่งเสริมภาคอุตสาหกรรมอีกทางหนึ่ง เพราะประชาชนจะมีกำลังซื้อเพิ่มขึ้น และเป็นผลดีต่อภาพรวมของเศรษฐกิจ ขณะเดียวกันเรื่องการลดภาษีเงินได้นิติบุคคลจาก 30% เป็น 23% ก็จะให้เป็นไปตามกำหนดเวลาเดิมตามนโยบายที่ได้หาเสียงไว้คือเดือนกราคม 2555
ปธ.สภาอุตฯ เชื่อนักลงทุนไม่หนี
นายพยุงศักดิ์ ชาติสุทธิผล ประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย กล่าวว่า หลังจากเหตุการณ์ครั้งนี้แล้ว นิคมทุกแห่งจะต้องเร่งวางมาตรการป้องกันไม่ให้เกิดเหตุการณ์เช่นนี้ขึ้นมาอีก อย่างไรก็ตาม นิคมส่วนใหญ่ได้ขายพื้นที่ไปหมดแล้ว รายได้ขณะนี้ส่วนใหญ่จะมีเพียงการเก็บค่าบริหารจัดการจากโรงงานในนิคม ซึ่งเป็นจำนวนไม่มาก ดังนั้นภาครัฐจึงควรเข้ามาสนับสนุนเรื่องเงินกู้ดอกเบี้ยต่ำ และเก็บเงินจากโรงงานเข้ามาเสริม เพราะการลงทุนครั้งนี้ไม่เพียงแต่เป็นการป้องกันปัญหาในอนาคต แต่เป็นการสร้างความเชื่อมั่นของประเทศ ดังนั้นจึงอยากให้รัฐบาลเข้ามาช่วยเหลืออย่างเต็มที่
"ส่วนตัวยังเชื่อมั่นว่านักลงทุนต่างชาติขนาดใหญ่ยังไม่มีแผนย้ายการลงทุนไปนอกประเทศ เพราะโรงงานเหล่านี้ได้วางรากฐานการผลิตในไทยมายาวนาน ทำให้มีโรงงานซัพพลายเชนที่มีคุณภาพ และแรงงานที่มีฝีมือ ซึ่งการย้ายฐานไปต่างประเทศจะต้องเริ่มต้นทุกอย่างใหม่หมด จึงไม่คุ้มที่จะย้ายออกไป" นายพยุงศักดิ์ กล่าว
จี้รัฐเร่งแผนจัดการน้ำก่อนปีใหม่
ส่วนการที่รัฐบาลยืนยันว่าจะขึ้นค่าแรง 300 บาท ในเดือนเมษายน 2555 นั้น ในมุมมองของเอกชนก็ไม่สามารถทำอะไรได้ เพราะเป็นกฎหมายที่เอกชนต้องทำตาม แต่ผู้ที่ได้รับความเดือดร้อนมากที่สุดจะเป็นธุรกิจเอสเอ็มอี ที่ศักยภาพการแข่งขันจะลดลงมาก โดยปีนี้ภาคธุรกิจเกือบทั้งประเทศได้รับผลกระทบอย่างรุนแรงจากวิกฤติน้ำท่วมทั้งทางตรงและทางอ้อม ต้องใช้เงินเป็นจำนวนมากในการฟื้นฟู ซึ่งการขึ้นค่าแรงตามที่รัฐบาลกำหนดจะยิ่งเป็นการซ้ำเติมภาคเอกชน โดยเฉพาะภาคการส่งออกที่จะมีต้นทุนที่แข่งขันได้ยากขึ้น รัฐบาลต้องยอมรับสภาพที่จะเกิดขึ้นในอนาคต เพราะภาคเอกชนได้เตือนทุกอย่างไปแล้ว
นางอัญชลี ชวนิชย์ นายกสมาคมนิคมอุตสาหกรรมไทยและพันธมิตร กล่าวว่า สิ่งที่ต้องเร่งทำหลังจากนี้ก็คือการสร้างความเชื่อมั่นให้ภาคเอกชนทั้งในและต่างประเทศ โดยรัฐบาลจะต้องมีแผนการจัดการน้ำในที่ราบลุ่มแม่น้ำเจ้าพระยาอย่างชัดเจนก่อนปีใหม่นี้ ไม่เช่นนั้นความเชื่อมั่นนักลงทุนจะลดลง
หวั่นต่างชาติหนีเหตุประกันไม่รับ
นายธีระชัย ภูวนาถนรานุบาล รมว.คลัง เปิดเผยว่า มีความกังวลว่าบริษัทต่างชาติที่ลงทุนในประเทศไทย โดยเฉพาะในนิคมอุตสาหกรรมที่ได้รับความเสียหายจากน้ำท่วมใน จ.พระนครศรีอยุธยา และปทุมธานีทั้ง 7 แห่ง จะถอนการลงทุนจากประเทศไทย เนื่องจากไม่เชื่อมั่นนโยบายการบริหารจัดการน้ำของรัฐบาลที่ไม่มีความเป็นเอกภาพ ซึ่งส่งผลไปยังบริษัทประกันภัยต่างชาติที่รับประกันภัยต่อจากบริษัทประกันในประเทศไทยไม่รับประกันภัยน้ำท่วมในประเทศไทยอีกต่อไป
“ในสัปดาห์ที่ผ่านมา ตัวแทนกระทรวงการคลังได้ไปเจรจากับบริษัทประกันเบอร์ 1 และเบอร์ 2 ของโลกที่มีสำนักงานในสิงคโปร์ ซึ่งแสดงความกังวลในเรื่องการบริหารจัดการน้ำที่ชัดเจน และส่งผลต่อการดำเนินธุรกิจ และในเร็วๆ นี้จะส่งนายอารีพงศ์ ภู่ชอุ่ม ปลัดกระทรวงการคลัง เป็นหัวหน้าทีมภาคประกันภัยของประเทศไทยไปเจรจากับบริษัทประกันในญี่ปุ่น หลังจากที่รัฐบาลมีความชัดเจนในด้านการบริหารจัดการที่แน่นอนออกมาก่อน” นายธีระชัยกล่าว
เจรจายักษ์ประกันภัยญี่ปุ่น
นายอารีพงศ์ ภู่ชอุ่ม ปลัดกระทรวงการคลัง กล่าวว่า ความเสียหายที่เกิดขึ้นใน 7 นิคมดังกล่าวมีการทำประกันภัยสำหรับน้ำท่วมและความเสียหายต่อเนื่องของธุรกิจวงเงินรับประกัน 6 แสนล้านบาท มีการเคลมความเสียหายเบื้องต้นประมาณ 30% หรือประมาณ 2 แสนล้านบาท ซึ่งส่วนใหญ่เป็นการรับประกันภัยต่อโดยบริษัทประกันภัยในประเทศญี่ปุ่นกว่า 60% เนื่องจากบริษัทส่วนใหญ่ในนิคมอุตสาหกรรมทั้ง 7 เป็นบริษัทลูกของบริษัทญี่ปุ่น
เบื้องต้นจากการไปชี้แจงกับบริษัทในสิงคโปร์มีความเสี่ยงที่จะเกิดภัยน้ำท่วมอีกครั้งในช่วงเดือนเมษายน 2555 คณะรัฐมนตรี (ครม.) จึงได้อนุมัติซอฟท์โลนวงเงิน 1.5 หมื่นล้านบาท เพื่อทำเขื่อนป้องกันนิคมอุตสาหกรรมทั้งหมดจากภัยน้ำท่วมที่จะเกิดขึ้นในอนาคต ซึ่งจะเป็นมาตรการเบื้องต้นในการสร้างความมั่นใจให้แก่นักลงทุนและบริษัทประกันภัย ส่วนแผนระยะยาวจะชี้แจงให้ทราบอย่างเป็นทางการอีกครั้ง
คลังเว้นภาษีเครื่องจักรนอกอาเซียน
นายอารีพงศ์กล่าวด้วยว่า กระทรวงการคลังพร้อมใช้มาตรการทางการคลังเพื่อให้ความช่วยเหลือตามคำร้องขอของผู้ประกอบการอุตสาหกรรมที่ประสบปัญหาภัยน้ำท่วม โดยเตรียมออกประกาศกระทรวงการคลัง เพื่อผ่อนปรนระเบียบต่างๆ แต่จะเป็นเพียงมาตรการระยะสั้น เพื่อบรรเทาความเดือดร้อนของภาคอุตสาหกรรม โดยมาตรการความช่วยเหลือ ได้แก่ 1.การยกเว้นภาษีนำเข้าสินค้าประเภทเครื่องจักรและวัตถุดิบจากนอกภูมิภาคอาเซียน จากเดิมที่ยกเว้นให้เฉพาะสินค้าที่นำเข้าจากประเทศในอาเซียนเท่านั้น 2.ขยายระยะเวลาการนำผลขาดทุนมาหักเป็นรายจ่ายก่อนคำนวณภาษีกรณีที่ผู้ประกอบการยังประสบปัญหาขาดทุนอีก 1 ปี จากเดิมที่มีกำหนด 5 ปี และ 3.คืนอากรสำหรับวัตถุดิบที่นำเข้ามาผลิต แต่ได้รับความเสียหายจากน้ำท่วม
"ในหลักการแล้วเราพร้อมจะให้ความช่วยเหลือทุกเรื่อง ซึ่งหน่วยงานที่เกี่ยวข้องกำลังพิจารณาในรายละเอียดก่อนออกประกาศ ทั้งนี้ ผู้ประกอบการจะต้องประสบภัยน้ำท่วม และบางกรณีต้องพิสูจน์ให้ได้ว่าสินค้าได้รับความเสียหายจริง โดยเฉพาะกรณีการคืนอากรจะต้องมีความชัดเจนตามระเบียบราชการ" นายอารีพงศ์กล่าว



