ข่าว

รักบ้านเกิด

รักบ้านเกิด

03 พ.ย. 2554

ขมน้ำตาล หวานบอระเพ็ด : รักบ้านเกิด โดย...พัฒนเดช อาสาสรรพกิจ

     นับตั้งแต่ผู้นำของประเทศไทยประกาศจะทำสนามรบให้เป็นสนามการค้า พร้อมกับต้องการนำพาประเทศให้เป็นประเทศอุตสาหกรรมใหม่ หรือต้องการจะเป็นเสืออุตสาหกรรมตัวที่ห้าของเอเชีย ยุคนั้น วัฒนธรรม ประเพณี วิถีชีวิตของประเทศ และผู้คน ก็ถูกเปลี่ยนแปลงชนิดหน้ามือเป็นหลังมือ จากสภาพสังคมอันประกอบไปด้วยชีวิตและความเป็นอยู่ของผู้คนในภาคเกษตรกรรมมาช้านาน

     ชีวิตที่เคยพึ่งพาอาศัยกันและกันด้วยการร่วมมือร่วมใจไม่คิดกำไรขาดทุน ก็ถูกตีเป็นราคาค่าจ้างที่จ่ายกันตามเนื้องานที่แรงงานผลิตได้ โดยไม่สนใจว่าจะเป็นเนื้อหน่อพงศ์เผ่าเหล่ากอเพื่อนบ้านเรือนเคียงหรือไม่

     ทุกอย่างถูกคิดเป็นราคาที่มีตัวเลขกำกับทั้งสิ้น แนวคิดหลักปฏิบัติที่ให้ผลทางนามธรรมถูกมองข้ามไปอย่างไม่ไยดี สังคมไทยหันกลับมาสอนให้คนมองและยกย่องกัน ด้วยรูปธรรมที่มีตัวเลขเป็นสิ่งพิสูจน์ถึงความสำเร็จ การที่ใครคนใดคนหนึ่งจะลงมือลงแรงกระทำการใดๆ ก็ตาม สิ่งที่คนในประเทศไทยคิดกันเป็นอย่างแรกก็คือ "คุ้มหรือไม่คุ้ม"

     เมื่อสังคมเกษตรกรรมถูกเปลี่ยนไปเป็นสังคมอุตสาหกรรม ประเพณีของการพึ่งพาอาศัยเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่กันและกัน ถูกเปลี่ยนให้หันมาคิดกันด้วย "ค่าจ้าง" ที่นับด้วยเงิน คนในภาคเกษตรกรรมจึงถูกชักจูงจากทุกภาคส่วน ให้ละทิ้งถิ่นฐานบ้านช่องที่เคยอาศัยเกิดเติบโต เปลี่ยนมาใช้ชีวิตอยู่ในสังคมเมือง ที่ทุกคนต้องเบียดเสียดแย่งชิงกันขึ้นไปอยู่แถวหน้า ในฐานะ "ผู้ประสบความสำเร็จ"

     กรุงเทพฯ เมืองหลวงและเมืองใหญ่ๆ ในฐานะเมืองอุตสาหกรรมทั้งหลาย จึงตกอยู่ในฐานะของการเป็นเมือง "พัฒนา" ที่เต็มไปด้วยปัญหาซึ่งซุกซ่อนอยู่ทั้งปัญหาเศรษฐกิจของผู้คนที่เมื่อคิดว่าตนเองรู้ถึงรายรับในอนาคต จึงกล้าตัดสินใจเป็นหนี้ ปัญหาด้านสังคมที่ผู้คนแล้งน้ำใจไร้ความไยดีกันและกัน และปัญหาสาธารณูปโภคที่ขยายตามการเติบโตของเมืองไม่ทัน รวมไปถึงปัญหาความคับแค้นใจของคนที่ตะกายไล่ผู้ประสบความสำเร็จไปไม่ทัน

    เมื่อช่องว่างของ "ความสำเร็จ" หรือแปลได้ว่า ช่องว่างระหว่างความรวยกับความจนของประชาชนถูกถ่างออกไป ประกอบกับคนในสังคมเกษตรกรรมก็ถูกทอดทิ้งจนมีความยากจนสะสม  และท้ายที่สุดตกอยู่ในสภาวะขาดแคลนแรงงานในอัตราค่าจ้างที่สมเหตุผล เพราะรัฐบาลไปหลงไหลได้ปลื้มกับอัตราการเติบโตของจีดีพี ที่คิดตามกรอบของฝรั่ง

    แถมยังมีทฤษฎีสองสูงอันหมายถึงต้องพยายามหารายได้เข้าตัวสูง เพื่อที่จะได้จับจ่ายใช้สอยซื้อข้าวของในอัตราที่สูง โดยมองไปที่การเติบโตในรูปแบบของ "มหภาค" เป็นสำคัญเท่านั้น ปัญหาที่เกิดจากมุมมองซึ่งแตกต่างจึงแปรรูปกลายเป็นลิ่ม ที่ตอกลงมากลางสังคมไทยให้ประชาชนแยกห่างกันไปมากขึ้นทุกวัน

    น้ำท่วมครั้งใหญ่สุดของประเทศไทยคราวนี้ ได้ทำลายภาคอุตสาหกรรมลงอย่างมากมาย จนเกรงกันว่าจะทำให้มีการเลิกจ้างในภาคอุตสาหกรรมอีกหลายแสนคน ซึ่งเป็นปัญหาใหญ่ที่ทำให้ภาครัฐบาลของไทยตื่นตระหนกอกสั่นขวัญแขวน แต่ผมกลับถือว่านี่เป็นโอกาสอันดีของประเทศไทย ที่จะนำพาประเทศให้เกิดการถ่วงดุลระหว่างภาคอุตสาหกรรมและเกษตรกรรม ได้กลับมาอยู่ด้วยกันอย่างมีความสุขอีกครั้งหนึ่ง

    การเปลี่ยนสนามรบให้เป็นสนามการค้า บวกกับการผลักดันให้ประเทศเปลี่ยนจากเกษตรกรรม มาเป็นอุตสาหกรรมรับจ้างประกอบ ได้สร้างผลเสียให้แก่วัฒนธรรมและวิถีความเป็นอยู่ของไทยมาหลายสิบปี รัฐบาลไทยทุกยุคทุกสมัยต้องใช้เงินงบประมาณจำนวนมหาศาล เพื่อเข้ามาแก้ไขความสูญเสียทางด้านสังคม จนถึงขั้นที่ตัองตั้งกระทรวงด้านสังคมขึ้นมาใหม่หลายกระทรวง

    โอกาสนี้จึงน่าจะให้กระทรวงด้านสังคมเหล่านั้น หันมาสร้างแรงจูงใจหรือกระตุ้นเตือนให้คนที่ต้องตกงาน หันกลับไปใช้ชีวิตยังถิ่นฐานบ้านเกิดในเมืองเล็ก แทนที่จะฝังตัวอยู่กับอุตสาหกรรมในเมืองใหญ่ตามทฤษฎีสองสูง  การพัฒนาเมืองและการสร้างดุลที่เหมาะสมระหว่างเมืองเล็กและเมืองใหญ่ อันหมายถึงความมั่นคงของประเทศในอนาคตก็ย่อมจะทำได้ง่ายขึ้นด้วย  ในวิกฤติแห่งมหาอุทกภัยครั้งนี้จึงมีมหาโอกาสแฝงตัวอยู่ไม่น้อย อยู่ที่รัฐบาลอยากจะทำหรือไม่เท่านั้นเอง

----------------------------------
(ขมน้ำตาล หวานบอระเพ็ด : รักบ้านเกิด โดย...พัฒนเดช  อาสาสรรพกิจ)