สึนามิน้ำจืดพัดแรงงานคืนไร่นา
สึนามิน้ำจืดพัดแรงงานหนุ่มสาวคืนไร่นา : กวินทรา ใจซื่อ
"อยู่ก็หมดตัว กลับบ้านก็หมดตัว เจอทั้งน้ำท่วมกรุง น้ำท่วมบ้าน" นมิดา จันทร์เต็ม พนักงานฝ่ายผลิตบริษัท โตชิบา บางกะดี ที่จากบ้านในหมู่บ้านชีกกค้อ ต.เมืองเพีย อ.บ้านไผ่ จ.ขอนแก่น ไปทำงานในเมืองใหญ่นานกว่า 10 ปี ไม่เคยคิดเลยว่าต้องกลับบ้านในสภาพที่แทบจะหมดตัว
"บริษัทรอดูสถานการณ์น้ำตั้งแต่ต้นตุลาคมแล้ว สั่งให้พนักงานหยุดงานตั้งแต่น้ำยังไม่ท่วม ครั้งละ 2-3 วัน เป็นอย่างนี้มาเรื่อย จนวันที่ 19 ตุลาคม น้ำได้ท่วมอย่างรวดเร็ว เก็บข้าวของไม่ทัน เอกสารสำคัญก็ไม่ได้เอาติดตัวมา หนีเอาชีวิตรอดก่อนดีกว่า ปัญหาที่ห่วงหลังจากนี้คือภาระหนี้สินและค่าใช้จ่ายรายเดือนกว่า 8,500 บาท เดือนตุลาคมนี้ได้เงินเดือนเต็ม แต่เดือนหน้าแว่วข่าวมาว่าได้ร้อยละ 75 ส่วนธันวาคมกลัวว่าจะลดลงเหลือแค่ร้อยละ 50 ส่วนจะเริ่มงานได้เมื่อไรนั้น ยังไม่มีใครให้คำตอบได้
“อยากให้รัฐบาลช่วยเหลือพูดคุยกับบริษัทบัตรเครดิตต่างๆ ให้ผ่อนผันยืดระยะเวลาใช้หนี้ จนกว่าจะได้ทำงานเหมือนเดิม เพราะไม่ได้ลาออก ถ้าโรงงานเปิดก็ต้องไปทำงานต่อ ส่วนการสมัครงานที่อื่นก็คิดอยู่เหมือนกัน แต่ติดปัญหาเรื่องเอกสารที่ใช้สมัครงานไม่ได้เอาติดตัวมาด้วย”
วิกฤติน้ำท่วมปีนี้ทำให้แรงงานนิคมอุตสาหกรรมจากพระนครศรีอยุธยาเรื่อยมาถึงกรุงเทพมหานคร ต้องหยุดงานอย่างไม่มีกำหนด ชีวิตช่วงว่างงานทำให้หลายคนเป็นกังวลกับอนาคตข้างหน้า เพราะยังไม่รู้ว่าจะได้กลับทำงานเมื่อไร แต่นาทีนี้ต้องเลือกที่จะกลับไปตั้งหลักในบ้านเกิด ทำให้ตามหมู่บ้านต่างๆ ที่เคยเงียบเหงา มีเพียงคนแก่และเด็ก กลับมาคึกคักอีกครั้ง
"นงลักษณ์ ป่าโพธิ์ชัน" และ "มนตรี โสภูงา" สามีภรรยาลูกจ้างของบริษัท มิตซูบิชิมาร์โก จำกัด นิคมอุตสาหกรรมลาดกระบัง ที่ต้องปิดโรงงานเพราะอุปกรณ์ชิ้นส่วนสำคัญในการผลิตต้องรับจากโรงงานในสวนอุตสาหกรรมโรจนะที่ถูกน้ำท่วม ทั้งสองจึงต้องกลับมาบ้านในหมู่บ้านชีกกค้อ และเลือกจะรับจ้างเก็บเกี่ยวข้าวหาเงินประทังชีวิตในช่วงที่ยังไม่แน่นอนว่าจะได้กลับไปทำงานอีกเมื่อใด
เงินเดือนรวมค่าล่วงเวลาสองคน 3 หมื่นบาท ก็ไม่รู้จะได้หรือไม่ แต่หนี้บัตรเครดิต 3,000 บาท ค่าห้องพักที่ต้องเช่าไว้เก็บของ 2,000 บาท ยังคงต้องใช้ทุกเดือน ที่สำคัญค่านมลูกสาวที่กำลังกินกำลังนอนยังคงเป็นภาระ เพียง 7 เดือนเจอทั้งสึนามิน้ำเค็มและสึนามิน้ำจืด
“เข้าทำงานเมื่อต้นปีนี้แต่ที่ญี่ปุ่นกลับเจอสึนามิทำให้โรงงานชะงัก ไม่มีโอทีทำงานให้เงินเดือนอย่างเดียว มีปัญหาเงินขาดมือเริ่มเป็นหนี้บัตรเครดิต เพิ่งจะทำโอทีอีกครั้งเดือนพฤษภาคม ก็มาเจอสึนามิน้ำจืดอีก ตอนนี้ยังไม่รู้จะทำอย่างไรต่อ ถ้าหางานทำที่อื่นจะมีปัญหาเรื่องประกันสังคมที่บริษัทจ่ายให้ คงต้องไปรับจ้างเกี่ยวข้าวรองานก่อน” มนตรีเล่าด้วยความท้อแท้
ไม่ต่างจากคุณพ่อลูกสาม อย่าง สิทธิพล แก้วโพธิ์ อายุ 32 ปี พนักงานฝ่ายผลิตมอเตอร์อิเล็กทรอนิก บริษัท นิเด็คฯ ย่านรังสิต เก็บเสื้อผ้าเดินทางกลับบ้านพร้อมภรรยามาตั้งแต่วันที่ 14 ตุลาคม ภาระหนักอึ้งในการดูแลครอบครัว มีลูกวัยกำลังกินกำลังนอน ทำให้ผู้นำครอบครัวอย่างเขาไม่รู้จะแก้ไขอย่างไรให้สถานการณ์เข้าสู่ภาวะปกติ เงินเดือนและค่าโอทีของสองคนรวมกว่า 2 หมื่นบาท อาจจะดูว่ามากโขแต่การใช้ชีวิตในกรุงเทพฯ ที่ต้องจ่ายทุกอย่าง และราคาสินค้าที่สูงขึ้น 7 ชีวิตในครอบครัวที่ต้องดูแล ทั้งค่าเล่าเรียนลูก 3 คน อาหารการกิน ค่าผ่อนรถมอเตอร์ไซค์ให้ลูกขับไปโรงเรียน ทำให้เงินที่ได้แทบไม่พอกับค่าใช้จ่าย
“อยากหางานทำที่บ้านอยู่กับลูก ดูแลพ่อแม่ แต่ค่าจ้างได้ไม่พอกิน หากรัฐบาลช่วยขึ้นค่าแรงให้เท่ากับกรุงเทพฯ มีสวัสดิการ โอทีก็คงดี จะได้มาอยู่บ้านสักที ไม่ต้องอพยพไปทำงานในเมืองหลวง”
เงินที่เก็บหอมรอมริบไว้ในยามนี้ต้องถอนออกมาจ่ายค่างวดรถยนต์ 9,050 บาท ที่ อนิจนิล รุ่งสว่าง อายุ 33 ปี ซื้อไว้ใช้ในครอบครัว ทุกช่วงเทศกาลทั้งปีใหม่ และสงกรานต์ ที่มีวันหยุดยาวรถยนต์คันนี้นำเธอกลับบ้านพร้อมญาติพี่น้องที่ไปทำงานด้วยกันหลายคนเพื่อมาเฉลิมฉลองอยู่พร้อมหน้ากันในครอบครัว แต่ครั้งนี้ทุกคนต้องจำใจเดินทางกลับบ้านเพราะหนีน้ำที่เข้าท่วมโรงงาน
“ทำงานที่บริษัท โตชิบา บางกะดี ฝ่ายผลิตเครื่องซักผ้า ช่วงแรกที่มีข่าวน้ำท่วมอยุธยาเราก็ต้องหยุดงานเพราะไม่มีชิ้นส่วนในการผลิต จนวันที่ 19 ตุลาคม น้ำท่วมที่พัก ก็รีบกลับบ้านที่ขอนแก่น ไม่ได้เก็บข้าวของในห้องพักเพราะไม่คิดว่าน้ำจะท่วมขนาดนี้ แต่กลับมาบ้านก็มาเจอน้ำท่วมบ้านซ้ำอีกเหมือนหนีเสือปะจระเข้ ปีนี้น้ำท่วมบ้านหนักกว่าทุกครั้ง ขาดทั้งน้ำสะอาดและไฟฟ้าใช้ ทุกวันนี้แทบตัดขาดจากข้างนอก”
นี่เป็นบางส่วนของแรงงานอีสานที่ได้รับความเดือดร้อนจากวิกฤติน้ำท่วมกรุงครั้งนี้ จนถึงวันนี้พวกเขายังคงเคว้งคว้าง ไม่มีทางออก ทุกข์ที่พวกเขาแบกกลับบ้าน สะเทือนถึงหัวอกของคนในครอบครัว รอยยิ้มที่เคยมีทุกครั้งเมื่อคราวอยู่พร้อมหน้า คราวนี้มันกลับหายไปกับสายน้ำ...



