
ปลัดกห.พลิกน้ำท่วมเป็นปรองดอง
สัมภาษณ์พิเศษ พล.อ.เสถียร เพิ่มทองอินทร์ ปลัดกระทรวงกลาโหม 'พลิกวิกฤติน้ำท่วมเป็นโอกาสปรองดอง' โดย 'กรุงเทพธุรกิจ'
แม้สถานการณ์น้ำทะลักกรุงจะยังอยู่ในขั้นวิกฤติ แต่รัฐบาล กรมชลประทาน กรุงเทพมหานคร (กทม.) รวมถึงนักวิชาการอีกหลายๆ ท่านล้วนให้ข้อมูลตรงกันว่า เมื่อย่างเข้าสู่เดือนพฤศจิกาฯ ความเกรี้ยวกราดของน้ำจะค่อยๆ คลายตัวลง และเริ่มเข้าสู่ภาวะปกติเสียที
กระนั้นก็ตาม ปัญหาที่ฝังรากและส่งผลกระทบเป็นวงกว้างเช่นนี้คงไม่อาจอันตรธานหายไปได้ในพริบตา ซ้ำยังมีอีกหลายๆ ปัญหารอรุมเร้าในลำดับถัดไป เช่น การฟื้นฟูหลังน้ำลดขนานใหญ่ และการวางรากฐานในอนาคตต่อไปเพื่อรับมือภัยพิบัติอย่างเป็นระบบ โดยใช้วิกฤตการณ์น้ำปี 54 เป็นบทเรียน
ในการนี้ "ทหาร" ยังคงมีบทบาทสำคัญ หลังจากเป็น "พระเอก" มาแล้วเมื่อครั้งรวมพลังป้องกันน้ำ และเก็บกวาดเมื่อป้องกันไม่ไหว โดยมีเป้าหมายเพื่อช่วยเหลือผู้ประสบภัยซึ่งล้วนเป็นคนไทยร่วมชาติ
พล.อ.เสถียร เพิ่มทองอินทร์ ปลัดกระทรวงกลาโหม เปิดใจกับ "กรุงเทพธุรกิจ" ถึงภารกิจอันหนึกอึ้งที่ผ่านมา และอนาคตที่ยังต้องเดินหน้าต่อไป
"อุทกภัยเที่ยวนี้รุนแรงมากจริงๆ ตั้งแต่เกิดมาผมยังไม่เคยเห็นน้ำท่วมสนามบินเลยนะ" พล.อ.เสถียร กล่าวยิ้มๆ เมื่อถูกถามถึงพิบัติภัยที่หลายคนเรียกสึนามิน้ำจืด และว่า
"เมื่อเกิดวิกฤตการณ์ขึ้น รัฐบาลก็ให้ความสำคัญและห่วงใยประชาชนอย่างยิ่ง จึงได้จัดตั้งศูนย์ปฏิบัติการช่วยเหลือผู้ประสบอุทกภัย หรือ ศปภ.ขึ้นตั้งวันที่ 8 ต.ค. โดยดึงส่วนราชการต่างๆ มาบูรณาการทำงานร่วมกัน และแต่งตั้ง พล.ต.อ.ประชา พรหมนอก รมว.ยุติธรรม เป็นผู้อำนวยการ ศปภ. มีท่านพระนาย สุวรรณรัฐ ปลัดกระทรวงมหาดไทย เป็นรองผู้อำนวยการ ศปภ. และผมในฐานะรองปลัดกระทรวงกลาโหมเป็นรองผู้อำนวยการ ศปภ.อีกคนหนึ่ง"
พล.อ.เสถียร กล่าวต่อว่า กองทัพได้รับมอบหมายภารกิจด้านการป้องกัน ช่วยเหลือ และฟื้นฟูผู้ประสบภัย เนื่องจากมีศักยภาพมากที่สุด มีเครื่องไม้เครื่องมือพร้อมที่สุด โดยภารกิจที่ผ่านมาคือ "ป้องกัน" กับ "ช่วยเหลือ" นั้น ได้แบ่งพื้นที่รับผิดชอบอย่างชัดเจนเพื่อให้ง่ายต่อการปฏิบัติงาน ได้แก่ จ.พระนครศรีอยุธยา มอบให้กองทัพภาคที่ 1 รับผิดชอบดูแล, จ.นครสวรรค์ มอบให้กองทัพภาคที่ 3 รับผิดชอบดูแล, จ.ลพบุรี มอบให้หน่วยบัญชาการสงครามพิเศษ (นพศ.) รับผิดชอบดูแล ส่วน กทม.และปริมลฑล มอบให้กองบัญชาการกองทัพไทยรับผิดชอบดูแล นอกจากนั้น กองทัพอากาศกับกองทัพเรือก็ระดมสรรพกำลังทุกส่วนออกมาร่วมด้วยเช่นกัน
จากการประเมินสถานการณ์ของฝ่ายทหารร่วมกับรัฐบาล พล.อ.เสถียร เชื่อว่าหลังจากสิ้นเดือนตุลาฯ วิกฤตการณ์น่าจะเริ่มคลี่คลาย
"เราได้สำรวจพื้นที่อย่างละเอียด ผมเองก็ได้ขึ้น ฮ.บินดูเมื่อวันที่ 29 ต.ค. ก็เห็นที่พิษณุโลกแม้น้ำจะยังเยอะอยู่ แต่ภาพรวมก็ถือว่าลดลง ส่วนที่นครสวรรค์ แม่ทัพภาคที่ 3 รายงานว่าได้ระดมกำลังทหารกู้สถานการณ์กลับคืนมาได้สำเร็จแล้ว ขณะที่ จ.ชัยนาท อุทัยธานี และลพบุรี น้ำเริ่มทรงตัวและลดระดับลงตามลำดับ คาดว่ามวลน้ำเหนือก้อนใหญ่ไม่น่าจะมีอีกแล้ว และน้ำทะเลที่กำลังหนุนสูงอยู่ปัจจุบันก็สิ้นสุดลงเมื่อวันที่ 31 ตุลาฯ ฉะนั้นสถานการณ์ก็น่าจะดีขึ้น ไม่มีอะไรเลวร้ายไปกว่านี้อีกแล้ว"
แม้ภาพรวมจะดีขึ้น แต่งานยังไม่จบ โดยเฉพาะการฟื้นฟูหลังน้ำลด ซึ่ง พล.อ.เสถียร ในฐานะที่เคยมีประสบการณ์เป็นผู้บัญชาการหน่วยบัญชาการทหารพัฒนา (ผบ.นทพ.) เห็นว่ามีงานใหญ่ที่ต้องเข้าไปช่วยเหลือประชาชน 3 เรื่องด้วยกัน คือ 1.เรื่องที่อยู่อาศัย 2.เรื่องเส้นทางคมนาคม และ 3.เรื่องมลภาวะ
"ทหารเรามีแผนฟื้นฟูอยู่แล้ว โดยได้มอบหมายให้ทุกเหล่าทัพเข้าไปดำเนินการ เริ่มตั้งแต่การซ่อมแซมที่อยู่อาศัยของพี่น้องประชาชนที่ได้รับความเสียหายจากน้ำท่วม การปรับปรุงเส้นทางคมนาคม โดยให้ นทพ.ร่วมกับกระทรวงคมนาคมเป็นเจ้าภาพหลัก อีกเรื่องหนึ่งที่สำคัญไม่แพ้กันก็คือเรื่องการฟื้นฟูสภาพแวดล้อมที่จะเกิดมลภาวะทั้งขยะและน้ำเน่าเสียจำนวนมาก เนื่องจากขณะนี้น้ำเริ่มนิ่ง และกลายเป็นน้ำเน่า"
"ท่านนายกฯก็ได้มอบหมายให้เราดำเนินการเรื่องนี้ โดยร่วมกับกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (ทส.) นำจุลินทรีย์หรืออีเอ็มไปบำบัด ซึ่งจากการสำรวจ 8 จังหวัดที่ประสบอุทกภัยพบว่ามีบ่อขยะขนาดใหญ่ทั้งหมด 12 บ่อ และมีพื้นที่กว่าล้านไร่ถูกน้ำท่วมขังจนเกิดน้ำเน่าเสีย เราจึงเริ่มดำเนินการในพื้นที่ที่น้ำลดแล้ว โดยเมื่อวันที่ 29 ต.ค.ที่ผ่านมา ได้เข้าไปแก้ปัญหาจุดแรกที่บ่อขยะของ อ.บางระกำ จ.พิษณุโลก นำหัวเชื้ออีเอ็ม (เชื้อจุลินทรีย์ที่ใช้บำบัดน้ำเสีย) ทั้งที่เป็นน้ำและอีเอ็มบอลเข้าไปโยน ซึ่งก็ช่วยได้มาก"
"นอกจากนั้นเรายังเตรียมหัวเชื้อเอาไว้แจกจ่ายให้กับประชาชน สามารถนำไปใช้ในชุมชนหรือบ้านเรือนของตนเองได้ ผู้ที่สนใจสามารถติดต่อขอรับหัวเชื้ออีเอ็มได้ที่สโมสรทหารบก ถนนวิภาวดีรังสิต หรือที่สนามกีฬาศุภชลาศัย โดยเราจะมีผู้เชี่ยวชาญคอยให้คำแนะนำเพื่อให้สามารถนำไปใช้ได้อย่างมีประสิทธิภาพสูงสุดด้วย"
จากสถานการณ์อุทกภัยที่ทหารต้องรับบทหนัก พล.อ.เสถียร ยืนยันว่า แม้กำลังพลจะเหนื่อยแต่ไม่เคยท้อ โดยเฉพาะเมื่อได้เห็นประชาชนร่วมแรงร่วมใจกัน
"คนไทยมีน้ำใจมาก คนที่มีน้ำมีเยอะ อย่างเรื่องศูนย์อพยพ สถานที่ของทางราชการอาจจะไม่พอ ก็มีประชาชนผู้มีจิตศรัทธามอบพื้นที่ของตัวเองให้เป็นศูนย์พักพิงชั่วคราว และล่าสุดเมื่อเช้า (31 ต.ค.) คุณตัน โออิชิ (นายตัน ภาสกรนที) ก็ได้เปิดที่พักใน จ.ชลบุรี เพื่อช่วยเหลือผู้ประสบภัย ภาพเหล่านี้เป็นภาพที่ดี ทุกที่ ทุกอำเภอ ทุกจังหวัดที่ทหารเข้าไปทำงาน จะมีประชาชนให้ความช่วยเหลือเป็นจำนวนมาก"
"ผมคิดว่าภัยน้ำท่วมแม้จะเป็นสิ่งไม่ดี แต่อาจนำเรื่องดีๆ มาได้ เช่น ทำให้สีเสื้อที่เคยแบ่งกลับมารวมเป็นสีเดียวกัน กลายเป็นความร่วมมือจากทุกฝ่าย ส่วนทหารเองนั้นไม่ต้องพูดถึง เราเต็มที่อยู่แล้ว อย่างกองทัพอากาศก็ช่วยเหลือประชาชนแม้บ้านตัวเองต้องจมน้ำก็ตาม แต่ทหารก็ต้องช่วยประชาชนก่อน บ้านตัวเองเอาไว้ทีหลัง" ปลัดกระทรวงกลาโหม ระบุ
เมื่อถามถึงอุปสรรคปัญหาที่ผ่านมา พล.อ.เสถียร มองว่า ปัญหาหนักที่สุดคือสู้กับธรรมชาติไม่ไหว เพราะเป็นพิบัติภัยที่ร้ายแรงจริงๆ
"สู้ไม่ไหว แต่เราก็พยายามช่วยป้องกัน ช่วยฟื้นฟู ซึ่งที่ผ่านมาก็ได้รับความร่วมมืออย่างดี ส่วนที่มีปัญหาขัดแย้งกระทบกระทั่งกันนั้นมีเพียงส่วนน้อยที่อาจจะเสียผลประโยชน์บ้าง เช่น เห็นบ้านตัวเองถูกน้ำท่วมสูง ก็เลยไปยกกระสอบทรายกั้นน้ำออกเพื่อปล่อยให้น้ำท่วมบริเวณอื่นด้วย จนเกิดการทะเลาะกัน แต่เรื่องนี้ก็สามารถคุยกันรู้เรื่อง คนไทยด้วยกันยังคุยกันได้"
ส่วนการใช้กฎหมายพิเศษอย่างพระราชกำหนดการบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน พ.ศ.2548 (พ.ร.ก.ฉุกเฉินฯ) ที่บางฝ่ายเรียกร้องนั้้น พล.อ.เสถียร บอกว่า ไม่มีความจำเป็น
"ผมคิดว่าที่ผ่านมารัฐบาลก็อลุ้มอล่วย ซึ่งเป็นทางออกที่ดี คือไม่ใช้ไม้แข็งด้วยการประกาศใช้ พ.ร.ก.ฉุกเฉินฯ เพราะถ้านำ พ.ร.ก.มาใช้จะทำให้ชาวบ้านไม่มีความสุข ทหารก็ต้องรบกับชาวบ้านอีก ต้องกระทบกระทั่งกัน ไม่มีใครมีความสุข ทหารก็เห็นด้วยกับการที่รัฐบาลไม่ประกาศ พ.ร.ก.ฉุกเฉินฯ ทหารรู้สึกแฮปปี้ และเราเองก็ทำงานตามหน้าที่ที่ได้รับมอบหมายอยู่แล้ว ไม่ว่าจะประกาศ พ.ร.ก.หรือไม่ ทหารก็ทำงานเต็มที่ เราทุ่มเททุกอย่างโดยไม่หวังผลอะไร ผมเชื่อว่าความขัดแย้งระหว่างประชาชนยังพูดคุยเจรจากันได้ ไม่มีอะไรมาก"
เมื่อถามถึงการทำงานร่วมกับรัฐบาลพรรคเพื่อไทย ซึ่งมีบางฝ่ายมองว่าไม่ค่อยลงรอยกับทหาร แต่ พล.อ.เสถียร ยืนยันว่า การทำงานร่วมกับรัฐบาลที่ผ่านมาไม่เคยมีปัญหา และสามารถทำงานเป็นทีมเดียวกันได้โดยไม่มีแบ่งฝ่าย
"เราไม่เคยคิดเรื่องการเมือง ไม่เคยคิดว่าเป็นฝ่ายนั้นฝ่ายนี้ เราคิดแต่เรื่องช่วยประชาชน แต่บางครั้งสื่อนำไปเขียนเป็นประเด็นการเมือง ทั้งที่ความจริงไม่มีอะไร" ปลัดกระทรวงกลาโหม กล่าว และว่าอยากให้ทุกฝ่ายช่วยกันสร้างสังคมไทยให้กลับมารักสามัคคี โดยใช้อุทกภัยหนนี้เป็นจุดเปลี่ยน
"ผมคิดว่าความสามัคคีของคนในชาติขณะนี้ท่วมท้นมากกว่าน้ำท่วมเสียอีก จากภาพที่สื่อต่างๆ นำมาเผยแพร่จะเห็นได้ว่าคนไทยรักถิ่นฐานของตัวเอง ร่วมมือกันป้องกันและแก้ไขปัญหาจนสามารถพาตนเองและชุมชนให้พ้นวิกฤติได้ ซึ่งถือว่าน่าดีใจ การทะเลาะกันไม่ได้ประโยชน์อะไร ขอยืนยันว่าทหารทุกนายทำงานอย่างเต็มที่แต่บางครั้งอาจจะมีคนแหย่อย่างนั้นบ้างอย่างนี้บ้าง อยากฝากว่าอย่าทำ เพราะจะทำให้คนทำงานหมดกำลังใจ เราไม่ควรมองถอยหลัง แต่ควรก้าวไปข้างหน้าเพื่ออนาคตของประเทศ"
และนั่นคือสิ่งสำคัญที่สุดของการพลิกวิกฤติน้ำท่วมให้กลายเป็นจุดเริ่มความปรองดองในความเห็นของ พล.อ.เสถียร เพิ่มทองอินทร์
................
(หมายเหตุ : สัมภาษณ์พิเศษ พล.อ.เสถียร เพิ่มทองอินทร์ ปลัดกระทรวงกลาโหม 'พลิกวิกฤติน้ำท่วมเป็นโอกาสปรองดอง' โดย 'กรุงเทพธุรกิจ')



