
'ปู'ตั้งคณะทำงานบรรเทาคนกรุง
'พรเทพ'ระบุ สถานการณ์น้ำในกทม.ไม่นิ่ง เผย นายกฯตั้งคณะทำงานบรรเทาความเดือดร้อนของคนกรุง รับกทม.มีขีดความสามารถในการระบายน้ำ กังวลน้ำทุ่งที่มีกว่า 3,000 ล้านลบ.ม.
1 พ.ย.54 นายพรเทพ เตชะไพบูลย์ รองผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร กล่าวถึงผลการประชุม ศปภ.ว่า นายกรัฐมนตรีได้เชิญกรุงเทพมหานครมาร่วมประชุมเพื่อประเมินสถานการณ์น้ำด้วยกัน โดยยอมรับว่า ขณะนี้สถานการณ์น้ำเปลี่ยนแปลงค่อนข้างเร็ว ดังนั้น นายกรัฐมนตรีจึงมีคำสั่งตั้งคณะทำงานร่วมในการบริหารจัดการน้ำเพื่อบรรเทาความเดือดร้อนในกรุงเทพมหานคร โดยมีตัวแทนร่วมกัน 3 ฝ่าย ประกอบกับด้วย กทม. กรมชลประทาน และรัฐบาล โดยคณะทำงานชุดนี้มีหน้าที่ติดตามปัญหาความไม่เข้าใจของประชาชนเกี่ยวกับการบริหารจัดการน้ำของภาครัฐ โดยเฉพาะการเปิด-ปิดประตูระบายน้ำว่า หากเปิดหรือปิดในพื้นที่หนึ่งพื้นที่ใดจะมีผลกระทบอย่างไรต่อพื้นที่ใกล้เคียงบ้าง
ทั้งนี้ ยอมรับว่ากทม.มีขีดความสามารถในการระบายน้ำในระดับหนึ่ง ดังนั้นหากน้ำไหลเข้ามามาก อาจทำให้เอ่อล้นไปในบางพื้นที่ได้ ซึ่งจุดเสี่ยงคือนิคมอุตสาหกรรมบางชัน ลาดกระบัง จึงเตรียมเดินทางลงพื้นที่คลองหกวาตอนล่าง เพื่อประเมินว่า การเปิดประตูระบายน้ำดังกล่าว ทำให้เกิดผลอย่างไรบ้าง อีกทั้งน้ำเหนือที่ไหลเข้ามาจะส่งผลกระทบต่อพื้นทั้งฝั่งตะวันตกและตะวันออก
นายพรเทพ กล่าวว่า การบริหารจัดการน้ำในทิศตะวันออกของกทม.จะไม่ทราบผลกระทบต่อเขตนิคมอุตสาหกรรมลาดกระบัง และบางชัน เพราะการเปิด-ปิดประตูระบายน้ำไม่ได้ทำแบบยกบาน แต่เป็นลักษณะคำนึงถึงความสมดุลของระดับน้ำในคูคลอง นอกจากนี้คณะทำงานก็จะลงพื้นที่ไปดูปัญหาในการระบายน้ำในส่วนของฝั่งตะวันตกของกทม.ด้วย
"สำหรับระบบการระบายน้ำของ กทม.มีขีดจำกัดในระดับหนึ่ง คือวันละ 30 ล้าน ลบ.ม. ขณะที่มีน้ำอยู่ทางตอนเหนือของ กทม.อยู่ประมาณ 4,000 ล้าน ลบ.ม.โดยส่วนหนึ่งเข้ามาทางแม่น้ำเจ้าพระยาประมาณ 360 ล้านลบ.ม.ต่อวัน ซึ่งตรงนี้ กทม.จะเร่งระบายให้เร็วที่สุด"
นายอานนท์ สนิทวงศ์ ณ อยุธยา เลขานุการคณะกรรมการบริหารจัดการน้ำในพื้นที่วิกฤติ กล่าวว่า คณะทำงานร่วมที่ตั้งขึ้นมาใหม่นั้นจะมี นายจารุพงษ์ เรืองสุวรรณ เลขาธิการพรรคเพื่อไทย เป็นประธาน เพื่อทำงานร่วมกับ กทม.โดยนายพรเทพ และผู้แทนจากกรมชลประทาน โดยจะมีการลงพื้นที่ทางฝั่งตะวันออกของ กทม.ไล่ตั้งแต่พื้นที่ทางตอนเหนือจนมาถึงประตูระบายน้ำคลองสามวาที่กำลังมีปัญหาอยู่ในตอนนี้ โดยต้องสร้างความเข้าใจกับประชาชนว่าแต่ละพื้นที่มีข้อจำกัด และความสูงต่ำของพื้นที่ไม่เท่ากัน
ดังนั้น จึงต้องลงพื้นที่และพิจารณาเป็นกรณี ๆ ไป รวมไปถึงพิจารณาในส่วนของเครื่องมือตัวช่วยในแต่ละพื้นที่ ไม่ว่าจะเป็นระบบระบายน้ำ คูคลอง เครื่องสูบน้ำต่าง ๆ ด้วย เพื่อให้การทำงานของทุกภาคส่วนเป็นไปในทิศทางเดียวกัน ซึ่งจะดำเนินการในแนวทางเดียวกับฝั่งตะวันตกของ กทม.ด้วย ทั้งนี้จะต้องบริหารไม่ให้ระดับน้ำสูงเกินกว่าขีดความสามารถของแต่ละพื้นที่ที่จะรองรับได้ ซึ่งจะต้องอาศัยเครื่องมือต่างๆ อาทิ คูคลอง ประตูระบายน้ำ และเครื่องสูบน้ำ โดยจะลงพื้นที่เพื่อตรวจสอบสถานการณ์และทำความเข้าใจกับประชาชน ส่วนการแก้ไขปัญหาระยะยาวในพื้นที่ฝั่งตะวันตก โดยเฉพาะฝั่งธน จะต้องดูระบบคลองและอุปสรรคทางกายภาพ อาทิ วัชพืชกีดขวางทางไหลของน้ำ
นายกฯเร่งรัดทุกกระทรวงทำแผนฟื้นฟูหลังน้ำท่วม
น.ส.กฤษณา สีหลักษณ์ รมต.ประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า ในที่ประชุม ครม. นายปลอดประสพ สุรัสวดี รมว.วิทยาศาสตร์ฯ ได้เป็นตัวแทน ครม. ในการกล่าวให้กำลังใจนายกฯ โดยขอให้นายกฯ สู้ ๆ ด้วยความเข้มแข็งต่อไป หลังจากที่ผ่านมาก็ได้มุ่งมั่นทำงานด้วยความเข้มแข็งมาตลอด
ทั้งนี้ นายกรัฐมนตรี ยังได้แสงความเชื่อมั่นว่า สถานการณ์น้ำจะคลี่คลายได้หลังจากผ่านสัปดาห์นี้ไปแล้ว และได้สั่งการให้ทุกหน่วยงานแก้ไขสถานการณ์ตามแนวทาง งานสำคัญเร่งด่วน 4 ประเด็น คือ 1.เร่งระบายน้ำในเขตตะวันออก 2.เร่งกู้นิคมอุตสาหกรรมและสนามบินดอนเมือง ซึ่งทาง ศปภ.มีแนวโน้มที่จะกลับไปใช้สนามบินดอนเมืองเป็นที่ตั้งในการปฏิบัติงานของ ศปภ.อีกครั้ง เมื่อน้ำลด เพราะยังมีภารกิจต้องดำเนินการอีกนานพอสมควร ซึ่งอาคารเอ็นเนอร์ยี คอมเพล็กซ์ กระทรวงพลังงาน ไม่น่าจะรับไหว 3.ในช่วงน้ำลดให้ดำเนินการเสริมคันกั้นน้ำในเขตตะวันตก 4.เร่งการระบายน้ำลงคลองแสนแสบ เพื่อให้ไหลผ่านลงทะเลโดยเร็วที่สุด และเมื่อน้ำเริ่มคลี่คลายรัฐบาลก็จะเริ่มลงมือเดินหน้าการฟื้นฟู
โดยนายกรัฐมนตรีได้เร่งรัดขอให้แต่ละกระทรวงที่รับผิดชอบส่งแผนการฟื้นฟูไปรวบรวมที่สำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) เพื่อจัดทำให้เป็นระบบและหมวดหมู่ ก่อนที่จะประชาสัมพันธ์ให้ประชาชนได้รับทราบถึงแผนและแนวทางการฟื้นฟูน้ำท่วมของรัฐบาลแบบบูรณาการ
นอกจากนี้ นายกรัฐมนตรี ยังได้แสดงความเป็นห่วงสถานการณ์โจรผู้ร้าย จึงสั่งการให้ระดมเจ้าหน้าที่ตำรวจจากพื้นที่ไม่ประสบปัญหาน้ำท่วมมาช่วยดูแล และยังขอให้รัฐมนตรีประสานงานกับ ส.ส.ให้ทำความเข้าใจกับประชาชนในแต่ละพื้นที่ที่เกิดปัญหาขัดแย้งในการเปิด-ปิดประตูระบายน้ำและการทำลายแนวคันกั้นน้ำ



