ช่วยผู้ประสบภัยแต่ไม่ลืมดูแลตัวเอง
ช่วยผู้ประสบภัยแต่ไม่ลืมดูแลตัวเอง
ขึ้นชื่อว่าเป็นเมืองไทย คำว่า "น้ำใจ" นั้นหาเจอกันได้ง่ายๆ อยู่แล้ว ยิ่งเฉพาะเหตุการณ์อุทกภัยแบบนี้เหล่าอาสาทั่วทุกภูมิภาคก็ออกมาช่วยเหลือเพื่อนร่วมโลกด้วยกันแบบเต็มใจไม่ต้องเอ่ยปากขอร้อง แต่อีกด้านหนึ่งของเหล่าฮีโร่พวกเขาก็เป็นเพียงคนธรรมดาที่ต้องต่อสู้กับพลังธรรมชาติ ภัยอันตรายทั้งหลายก็มาเยือนได้พอๆ กับผู้ประสบภัย ดังนั้นนอกจากจะยึดหลักทำกันด้วยใจกันแล้ว พวกเขาก็ไม่ลืมหันกลับมาดูแลตัวเองเช่นกัน
เริ่มจากตัวแทนจากหนึ่งในหลายๆ หน่วยงานแรกๆ ที่ลุยน้ำแช่น้ำเข้าช่วยเหลือประชาชนที่ประสบอุทกภัย สำหรับ "โอ๋" พ.จ.อ.กิตอัมพล ไชยบุท ตำแหน่งช่างภาพ ประจำแผนกประชาสัมพันธ์ กองปฏิบัติการจิตวิทยา กรมกิจการพลเรือนทหารเรือ กองทัพเรือ โดยเล่าให้ฟังว่า นับตั้งแต่เหตุการณ์น้ำท่วมที่จังหวัดพระนครศรีอยุธยาเมื่อต้นเดือนตุลาคมที่ผ่านมา เขาและเพื่อนๆ ทหารเรือลุยน้ำทุกครั้งที่ลงพื้นที่ปฏิบัติภารกิจ แต่ในช่วงแรกๆ น้ำยังสะอาดดีอยู่จึงไม่ได้รับผลกระทบแต่อย่างใด จนเมื่อเหตุการณ์ต่อเนื่องมาโดยเฉพาะในพื้นที่เขตบางบัวทอง นอกจากน้ำเริ่มเน่าเสียแล้วยังมีพวกวัชพืช ขยะปฏิกูลเยอะขึ้น และเมื่อต้องแช่อยู่ในน้ำเป็นเวลานานก็รู้สึกคันตามผิวหนังบ้าง ในส่วนของน้ำเน่าเสีย หลังจากแช่น้ำมาแล้ว พยายามหาน้ำสะอาดล้างเนื้อตัว หรือไม่ก็หายาแก้โรคผิวหนัง หลังจากลุยน้ำท่วมเสร็จแล้ว ต้องใช้สบู่ฟอก เช็ดเท้าให้แห้ง เมื่อมีอาการคันรีบทายา ถุงดำ พันเท้าก่อนใส่รองเท้าทับอีกครั้งถึงจะช่วยไม่ได้มากก็ถือว่าเป็นการผ่อนหนักให้เป็นเบาลงได้
"ส่วนอีกประเด็นที่ค่อนข้างกังวลใจมาตลอดเมื่อต้องลุยน้ำเข้าไปช่วยเหลือชาวบ้าน คือ เรื่องกระแสไฟฟ้า เพราะที่ผ่านมามักจะมีข่าวว่าประชาชนถูกกระแสไฟฟ้าช็อตจนเสียชีวิตไปหลายราย ในส่วนของตัวเองก็จะพยายามระมัดระวัง เช่นก่อนลงพื้นที่ก็จะสอบถามชาวบ้านก่อนว่าในพื้นที่มีการตัดกระแสไฟหรือไม่ อีกประการคือ พยายามสังเกตรอบๆ ในบริเวณพื้นที่เข้าไปว่ามีเสาไฟฟ้าหรือไม่ ถ้าหากว่ามีก็จะพยายามอยู่ให้ห่างประมาณ 3-5 เมตร เพื่อความปลอดภัยของตัวเอง" ทหารหนุ่มแห่งราชนาวีไทยกล่าว
ด้านสาว "โอ" น.ต.หญิง ธนธิดา ดิษยบุตร เจ้าหน้าที่ประจำแผนกประชาสัมพันธ์ เล่าว่า ถึงมีโอกาสได้ออกปฏิบัติภารกิจในพื้นที่น้ำท่วมบ้างบางวันแต่ก็เตรียมตัวและเตรียมพร้อมสำหรับการทำงานกลางแจ้งและกลางน้ำอย่างเต็มที่ นั่นเป็นเพราะเธอก็คือหนึ่งในผู้ประสบภัยในครั้งนี้ด้วย
"เมื่อโอรู้ว่าจะต้องลุยออกปฏิบัติงานในพื้นที่น้ำท่วมเจอทั้งแดด ทั้งลม ทั้งฝน ทั้งน้ำเน่า และทั้งยุง อันดับแรกคือเลือกเสื้อแขนยาวป้องกันแดดยกเว้นสีดำเพราะดูดความร้อน ทาครีมกันแดด ใส่หมวกแก๊ป และถ้าแดดแรงๆ สวมแว่นตากันแดดป้องกันรังสียูวี และเมื่อกลับบ้านก็จะกินวิตามินช่วยบำรุงร่างกาย หรือถ้าวันไหนต้องลุยน้ำจะสวมบู๊ทถึงเอาไม่อยู่ก็ถือว่าช่วยในระดับหนึ่งอย่างน้อยก็ป้องกันสัตว์ร้ายหรือของมีคมได้บ้าง อีกอย่างที่ไม่ควรละเลยหลังผ่านการลุยน้ำมาหลายๆ ชั่วโมงนั่นคือล้างน้ำสะอาดฟอกสบู่และทาครีมแก้เท้าเปื่อย" สาวโอเผยเคล็บลับการดูแลตัวเอง พร้อมกับฝากถึงผู้ประสบภัยรวมถึงผู้ที่อยู่ในพื้นที่เสี่ยงว่า ให้ทำจิตใจให้สบายอย่าเครียด ท่องเอาไว้ "ทำใจ รับสภาพ" ยังไงก็ท่วมอยู่แล้ว จะช้าหรือเร็วก็ท่วม จะเยอะหรือน้อยไม่มีใครรู้ อย่าพยายามหมกตัวอยู่ในบ้าน ให้ออกไปดูข้างนอกบ้างเพราะคนอื่นๆ โดนเยอะกว่าเรา
ขณะที่ "อุ้ม" สุรวุฒิ เกิดชัย วัย 34 ปี โฆษกสมาคมสว่างประทีปฯ ศรีราชา หนึ่งในอาสาสมัครปฏิบัติหน้าที่ช่วยเหลือผู้ประสบอุทกภัยมานานนับเดือน และผ่านเหตุการณ์มาแล้ว 7 จังหวัด ไล่เรียงมาตั้งแต่นครสวรรค์ สิงห์บุรี อ่างทอง พระนครศรีอยุธยา ปทุมธานี นนทบุรี และล่าสุดกรุงเทพฯ ซึ่งภารกิจหลักของสมาคม คือการช่วยอพยพผู้ประสบภัยออกจากพื้นที่ โดยเน้นไปที่ผู้ป่วย ผู้พิการ คนชรา และเด็ก
"ทุกครั้งที่ต้องลงพื้นที่ผมก็จะสวมรองเท้าบู๊ท แต่หลายจุดที่น้ำสูงมากรองเท้าบู๊ทก็ช่วยอะไรไม่ได้ หลังจากจบภารกิจในแต่ละวันจึงต้องทำความสะอาดร่างกายมากเป็นพิเศษโดยเฉพาะตามง่ามเท้า ยิ่งพักหลังหลายพื้นที่มีน้ำขังและเริ่มเน่าเสียทำให้มีปัญหาเรื่องของยุงตามมา ทุกครั้งก่อนลงน้ำจึงต้องทาโลชั่นกันยุงป้องกันไว้ด้วย ถัดมาคือการพักผ่อนไม่เพียงพอ ผมก็จะดื่มน้ำหวานเพื่อช่วยให้ร่างกายกลับมาสดชื่นกระปรี้กระเปร่า สุดท้ายคือเรื่องของความเครียด เวลาลงพื้นที่ผู้ประสบภัยเขาโดนปัญหาหลายอย่างรุมเร้าทั้งเรื่องไม่มีที่อยู่ ครอบครัวแตกแยก ความช่วยเหลือไม่พอเพียงกับความต้องการ จึงมีหลายครั้งที่พวกเราก็โดนต่อว่าด้วย เราก็ต้องพยายามพูดคุยทำความเข้าใจ ซึ่งรอยยิ้ม คำขอบคุณ และการที่เห็นพวกเขาปลอดภัยสามารถช่วยเหลือตัวเองได้ ถือเป็นกำลังใจสำคัญที่ทำให้พวกเราทำงานกันอย่างเต็มที่" อาสาสมัครหนุ่ม เผย
ได้เห็นความตั้งใจไม่ย่อท้อของเหล่าอาสาก็อดนึกไม่ได้ว่าตอนนี้ "มวลน้ำ" ก็เป็นเสมือนยาสมานแผลขวดใหญ่ ที่ให้คนไทยหันหน้าเข้าหากัน มอบ"ความรัก"ให้กันมากขึ้น
สุดท้ายด้วยอาชีพช่างภาพหนังสือพิมพ์บวกกับที่บ้านพักของตัวเองก็ประสบปัญหาน้ำท่วมเช่นเดียวกับหลายๆ คน ส่งผลให้ "แอ้ม" เศรษฐา ทับทิมอ่อน ต้องลงลุยน้ำท่วมอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ ซึ่งเจ้าตัวเปรยว่า น้ำท่วมครั้งนี้เรื่องเชื้อโรคที่มากับน้ำ ถือว่าน่ากลัวที่สุด โดยเฉพาะโรคฉี่หนู รองลงมาคือ โรคความเครียด
"หลายคนกังวลใจเรื่องโรคน้ำกัดเท้า แต่สำหรับผม มองว่าเป็นเรื่องเล็กถ้าเทียบกับโรคฉี่หนูซึ่งมีอันตรายมากถึงชีวิตได้ แต่ในเมื่อหลีกเลี่ยงไม่ได้จริงๆ ก็จะป้องกันตัวเองด้วยวิธีง่ายๆ ซึ่งก็มีอยู่หลายแบบนับตั้งแต่ สวมรองเท้ายางกันน้ำ หรือถ้าเตรียมอุปกรณ์ไม่ทันจริงๆ ก็จะพยายามทาครีมกันเชื้อรารวมถึงล้างด้วยน้ำสะอาดทุกครั้งก็น่าจะเพียงพอแล้ว ส่วนเรื่องความเครียดย่อมมีทุกคนแต่จะมากหรือน้อยเป็นอีกเรื่อง และโดยส่วนตัวถึงจะต้องทำงานด้านข่าวทุกวัน แต่ก็จะพยายามไม่ติดตามข่าวคราวเรื่องน้ำท่วมให้มากนักหลังเสร็จจากงานเลือกดูละคร ดูรายการทีวีอื่นๆ เพื่อให้รู้สึกผ่อนคลายลง" ช่างภาพหนุ่ม กล่าวถึงวิธีการดูแลตัวเองซึ่งหลายๆ คนก็น่าจะนำไปปรับใช้ได้ไม่ยากนัก



