ข่าว

น้ำท่วมใหญ่ !!

น้ำท่วมใหญ่ !!

02 พ.ย. 2554

น้ำท่วมใหญ่ !!:แขกรับเชิญ โดย... "ระย้า" รถไฟดนตรี

          "คุณระย้า" หรือคุณประเสริฐ พงษ์ธนานิกร เจ้าของบริษัทรถไฟดนตรี เป็นอีกคนหนึ่งที่กลายเป็นผู้ประสบภัย จึงเขียนบทความเกี่ยวกับน้ำท่วมมาเล่าสู่กันฟัง 
 
          เชื่อว่าความรู้สึกของผู้ร่วมชะตากรรมนี้คงไม่ต่างกัน...
          เพียงแต่บางมุมอาจจะมีทางออกให้มากกว่า และรู้วิธีฟื้นใจได้เร็วกว่า...ก็น่าจะแชร์ความคิดเห็นกันมิใช่หรือ
 
          ผมมีบ้านพักอยู่ริมแม่น้ำป่าสัก ในจังหวัดสระบุรี วันเสาร์-อาทิตย์ ผมจะไปตัดหญ้า ขุดดิน ปลูกต้นไม้
 
          คืนวันอาทิตย์ที่ 18 ตุลาคม 2553  เขื่อนป่าสักปล่อยน้ำลงมาอย่างรวดเร็ว น้ำขึ้นจากระดับปกติถึง 6 เมตร ต้นไม้ขนาดเล็ก พวกยางนา, มะค่า, กฤษณา ที่ปลูกไว้ 4-5 ปี จมน้ำตายเรียบ แรงน้ำทำให้เรือเอี้ยมจุ๊นหลุดจากคาน จมหายไป รวมถึงไม้สักมูลค่าหลายแสนบาท ที่เราอุตส่าห์ทั้งตัดทั้งลากด้วยแรงด้วยเงินแสนกว่าบาท ได้ลอยน้ำหายไปจนหมดสิ้น
 
          มีคนถามว่า เสียดายไหม? เสียใจไหม?
 
          แน่นอน! ถ้าไม่รู้สึกอะไรเลย เราก็คงเป็นก้อนหินไม่ใช่คนแน่ๆ
 
          แต่ถึงจะเสียอกเสียใจ จนกินไม่ได้นอนไม่หลับ เราก็คงไม่ได้มันคืนมา แล้วจะเสียใจมากมายไปทำไม? การสูญเสียทุกสิ่ง เสียใจได้ เสียดายได้ แต่คงต้องควบคุมความรู้สึก ไม่ให้มากเกินไปโดยไม่มีเหตุผล เมื่อเสียไปแล้วและเรียกคืนไม่ได้แล้ว ก็ต้องตัดใจ . . . ช่างมัน! 
 
          ก็ได้แต่บอกคนงานว่า เราต้องมาคิดว่า ทำไมมันจึงเกิดความเสียหาย และถ้าเกิดเหตุการณ์แบบนี้อีก เราจะมีทางป้องกันยังไงบ้าง?
 
          ก่อนหน้านั้น มีข่าวฝนตกและน้ำท่วมภาคเหนืออย่างหนัก ผมได้บอกคนงานว่า ถ้าเขื่อนป่าสักไม่ปล่อย น้ำออกตอนนี้ อีก 2 เดือนน้ำจะท่วมที่นี่...แล้วมันก็ท่วมจริงๆ !!
 
          ต้นเดือนตุลาคม 2554  น้ำมาอีกที คราวนี้ปริมาณมากกว่าเก่า ท่วมสูงขึ้นมาถึง 6 เมตรครึ่ง ความเสียหายไม่มากเท่าไหร่ เพราะตั้งแต่เจอหนักเมื่อปีที่แล้ว ยังไม่หายมึนดี จึงยังไม่ได้ไปทำไปปลูกอะไรอีก
 
          แต่เฝ้าดูความทุกข์ความเสียหายของผู้คนในจังหวัดต่างๆ ด้วยความหดหู่ใจ  น้ำท่วมหนัก 28 จังหวัด  มีผู้ประสบภัยกว่า 2 ล้านคน เสียชีวิตไปร่วม 300 คน ความเสียหายมหาศาลนับแสนล้าน
 
          การบริหารจัดการน้ำ ควรจะได้มีการจัดการแก้ไขอย่างจริงจังเสียที ที่ผ่านมาดูเหมือนไม่มีการเตรียมการป้องกัน มีแต่รอให้เกิดปัญหาขึ้นก่อน แล้วค่อยตามแก้กันโกลาหล
 
          มันดูวุ่นวายสับสนอลหม่านไปหมด ทั้งผู้ประสบภัยและผู้มีน้ำใจเข้าไปช่วยเหลือ รวมถึงส่วนราชการ ต่างคนต่างทำซ้ำซ้อนวนเวียนจนเหมือนไม่มีอะไรคืบหน้า ผู้ประสบภัยส่วนหนึ่งได้รับความช่วยเหลือซ้ำแล้วซ้ำอีก ในขณะที่คนที่อยู่ห่างไกลและถูกตัดขาด ถูกปล่อยทิ้งไว้ตามยถากรรม ความจริงตอนเกิดภัยสึนามิถล่มญี่ปุ่น เมื่อเดือนมีนาคม 2553 ก็มีตัวอย่างวิธีการจัดการต่างๆ ให้เห็นอยู่ ตั้งแต่การตั้งศูนย์กลางบัญชาการ และประกาศขอร้องให้ทุกภาคส่วนที่จะเข้าไปช่วยเหลือ มารวมกันที่นี่เพียงจุดเดียว  เพื่อจัดสรรอุปกรณ์ ข้าวปลาอาหาร และเส้นทางการขนส่ง จัดการด้านการจราจร เพื่อให้เข้าไปถึงทุกพื้นที่อย่างทั่วถึง ไม่ให้ต่างคนต่างทำจนซ้ำซ้อนวุ่นวาย และไม่เกิดประโยชน์อย่างที่ควรจะเป็น
 
          สำหรับสถานการณ์ในบ้านเราตอนนี้ แตกต่างจากสึนามิที่มาแล้วก็ไปเลย แต่ของเราน้ำยังอยู่เป็นเดือนๆ คงต้องแบ่งเป็น 3 ศูนย์ :  ศูนย์ช่วยเหลือ ให้ผู้ว่าดูแล เรียกนายอำเภอและผู้ใหญ่บ้านทั้งหมดมาร่วมทำงานแบ่งสายกันไป การช่วยเหลือจะไม่สับสนซับซ้อน และเข้าถึงทุกจุด โดยไม่ต้องใช้เครื่องบินค้นหาเพราะ ผู้ใหญ่บ้านรู้ดีที่สุดว่า ใครอยู่ตรงไหนบ้าง?
 
          อีกศูนย์หนึ่ง เป็นศูนย์ป้องกันและแก้ไข ดูแลจัดการเรื่องน้ำอย่างเดียว โดยไม่ต้องไปพะวักพะวนกับผู้ประสบภัย การดูแลก็น่าจะทั่วถึงและเป็นระบบ ไม่ปล่อยให้พนังกั้นน้ำพังแล้วค่อยวิ่งไปซ่อม จนแก้ไขอะไรไม่ได้ อย่างที่เป็นอยู่
 
          ส่วนศูนย์บรรเทาทุกข์ จัดการที่พักพิงสำหรับผู้ประสบภัย จะจัดสรรให้หน่วยไหนดูแลก็ว่ากันไป
 
          ถ้าจัดการเป็นระบบ เรื่องน่าเศร้าคงจะไม่เกิดขึ้นอย่างนี้ !
 
          แต่ที่น่าเศร้าใจยิ่งกว่า คือ การซ้ำเติมทุกข์ที่แสนสาหัสของชาวบ้าน ทั้งพวกโจรที่คอยลักทรัพย์ การฉวยโอกาสโก่งราคาสินค้า,  อาหารการกิน,  เรือหางยาวที่ให้บริการคนละ 200 บาท  ในระยะทางประมาณ 100 เมตร ฯลฯ  และเมื่อมีการเปิดศูนย์รับแจ้งเหตุฉุกเฉินหมายเลข 1111 ปรากฏว่า วันแรกมีสายโทร.เข้าไป 4,000 กว่าสาย  ในจำนวนนี้เป็นการโทร.จากพวกก่อกวนถึง 3,000 กว่าสาย ได้ยินแล้วไม่อยากเชื่อเลยว่า 
 
          นี่เป็นการกระทำของคนไทยด้วยกัน !