
ว่าด้วยเรื่องของนิเวศวิทยาการเมืองในเมือง
ว่าด้วยเรื่องของนิเวศวิทยาการเมืองในเมือง : ประชาธิปไตยที่รัก โดย พิชญ์ พงษ์สวัสดิ์ ([email protected])
ผมพยายามพัฒนาแนวคิดเรื่องนิเวศวิทยาการเมืองในเมือง (Urban Political Ecology) มาอยู่พักใหญ่ แต่ก็ยังไม่เป็นชิ้นเป็นอันเท่าไหร่
ฝรั่งมังค่าเองก็ไม่ค่อยจะได้เขียนหรือพูดเรื่องนี้เท่าไหร่ โดยเฉพาะครูบาอาจารย์ของผมสองท่านที่เป็นปรมาจารย์ด้านนิเวศวิทยาการเมือง ท่านก็เป็นผู้เชี่ยวชาญเรื่องป่าอินโดนีเซีย และชาวนาแอฟริกา
ส่วนเมืองไทยเองก็จะเน้นไปในทางนิเวศวิทยาการเมืองในชนบทและผืนป่า โดยเฉพาะ "สำนักเชียงใหม่" ซึ่งหมายถึงนักมานุษยวิทยาตัวพ่อระดับ ศ.ดร.อานันท์ กาญจนพันธุ์ และ ศ.ดร.ยศ สันตสมบัติ แห่งมหาวิทยาลัยเชียงใหม่
สรุปง่ายๆ แนวคิดเรื่องนิเวศวิทยาการเมืองที่ผ่านมานั้นให้ความสำคัญในการทำความเข้าใจระบบนิเวศ (อธิบายง่ายๆ ว่าธรรมชาตินั้นทำงานอย่างไร) และเข้าใจความสัมพันธ์ทางอำนาจ( การเมือง) ที่เข้าไปเปลี่ยนแปลงธรรมชาติเหล่านั้น
ตัวอย่างที่เป็นรูปธรรมก็คือ การทำความเข้าใจที่มากไปกว่าชาวบ้านทำลายป่า มาสู่การทำความเข้าใจเรื่องระบบการเกษตรสมัยใหม่ที่ผลักดันให้เกิดการทำลายธรรมชาติด้วยระบบการผลิตและสารเคมีขั้นรุนแรง ระบบการบริโภคในเมืองที่ทำให้ที่ดินของชาวบ้านหายไปมากขึ้น จนทำให้เขาต้องบุกรุกป่าเข้าไปทำกิน
ซึ่งรวมถึงการสรรหาทรัพยากรตามความต้องการของคนในเมือง พูดง่ายๆ ก็คือ การปลุกจิตสำนึก ให้การศึกษา และ/หรือไปปลูกป่า ไม่ได้ทำให้เกิดการแก้ปัญหาการทำลายธรรมชาติ ตราบที่ไม่ตั้งคำถามในระดับโครงสร้างดังที่ได้กล่าวมาที่พูดมานี้เมื่อขยายความด้วยคำว่า "ในระดับเมือง" ?เข้าไป เราก็จะพบสิ่งที่มีความซับซ้อนเข้าไปอีก เพราะว่าเมืองนั้นเป็นธรรมชาติและไม่เป็นธรรมชาติในเวลาเดียวกัน ในความหมายที่ว่า เมืองไม่เป็นธรรมชาติเพราะถูกมนุษย์สร้างขึ้น แต่ขณะเดียวกัน มนุษย์หลายคนก็เกิดขึ้นมาในเมือง จนรู้สึกว่าเมืองนั้นกลายเป็นธรรมชาติไปเสียแล้ว และเราเคยชินและขาดเมืองในแบบที่เราเป็นอยู่ไม่ได้
สิ่งนี้สำคัญเพราะว่า เรามักจะไม่เข้าใจระบบนิเวศวิทยาเมือง ในความหมายของธรรมชาติก่อนหน้าที่จะเป็นเมืองกับเป็นเมืองแล้ว เรามักจะตั้งต้นเข้าใจเมืองผ่านการดูแผนที่ถนน แล้วก็ไม่ได้สนใจเรื่องของแนวคลอง แนวแม่น้ำมากนัก หรือที่มองก็จะเห็นว่ามันเป็นของเก่าที่ไม่ค่อยได้ให้ความสำคัญเท่าไหร่
มาวันนี้เมื่อเราเริ่มรู้จักคลองมากกว่าถนน แล้วเริ่มรู้ว่าถ้าไม่มีคลอง ถนนและบ้านเราจะท่วมมากกว่านี้ เราก็คงจะเริ่มเข้าใจว่าอ๋อ พวกเราเองนี่ไงที่เป็นที่มาส่วนหนึ่งที่ทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงเมืองจากพื้นที่ก่อนเป็นเมืองมาเป็นเมือง
หรือแม้แต่เริ่มถามหาความรับผิดชอบของเอกชนและรัฐบาลที่เปลี่ยนแปลงพื้นที่มาเป็นเมือง หรือส่งสัญญาณผิดๆ เช่นการพัฒนาที่ดินในพื้นที่ชุ่มน้ำหรือพื้นที่ทางน้ำ และการย้ายศูนย์ราชการไปในพื้นที่ชานเมือง ที่ทำให้ข้าราชการจำนวนมากต้องย้ายที่อยู่อาศัยตาม
ความแตกต่างของนิเวศวิทยาการเมือง (ในเมือง) กับเศรษฐศาสตร์การเมือง (ในเมือง) ก็จะอยู่ตรงนี้ แม้ว่านิเวน์วิทยาการเมืองจะหยิบยืมแนวคิดเรื่องเศรษฐศาสตร์การเมืองมาอธิบายการเปลี่ยนแปลงธรรมชาติ แต่นิเวศวิทยาการเมืองก็ทำความเข้าใจกับระบบนิเวศวิทยาจริงๆ ด้วย
ที่พยายามชี้ชวนให้คิดนี้ก็เพราะไม่ได้อยากให้หวาดกลัวเรื่องน้ำท่วมเมื่อเสพข่าวในแง่แค่ว่า ตกลงน้ำจะท่วมเมื่อไหร่ โดยคำนวณแค่มวลน้ำ ระดับน้ำ ความสามารถของคลองในการรับน้ำ และความสูงของพื้นถนน
แต่อยากให้ลองคิดดูว่าเมื่อเสพข่าวแล้วเริ่มตั้งคำถามกับตัวได้ไหม ว่าบ้านเรามีระบบนิเวศแบบไหน เรากำลังนั่งทับธรรมชาติอยู่ และพยายามปรับเปลี่ยนทางน้ำไปอย่างไร และในกระบวนการดังกล่าวมีมิติอะไรที่มากกว่าการก่นด่าการแก้ปัญหาน้ำท่วมเฉพาะหน้าในวันนี้บ้าง…



