สื่อเทศตีข่าวคนกรุงเทพฯเครียดน้ำท่วม
สื่อต่างประเทศ เผย ชาวกรุงเทพฯเครียดหนักจากปัญหาน้ำท่วม และบางครอบครัวลำบาก เพราะมีคนชราและสุนัขต้องดูแล ส่วนรถยนต์ก็จอดเต็มทางด่วนจนทำให้เกิดอุบัติเหตุ
เว็บไซท์ BBC รายงานว่า บนทางด่วนหลายสายกลายเป็นที่จอดรถซ้อนคัน ในขณะที่ประชาชนพยายามหาหลักประกันว่า รถยนต์อันมีค่าของพวกเขา จะไม่เสียหายหรือถูกกระแสน้ำพัดพาไปในขณะที่น้ำไหลเข้าท่วมกรุงเทพฯ ทนายความคนหนึ่งให้ความเห็นว่า เรื่องนี้เป็นปัญหาอย่างแท้จริง เพราะมีคนเสียชีวิตไปแล้ว เนื่องจากขับรถไปชนเอารถที่จอดบนทางด่วน แต่เจ้าของรถยนต์ก็คิดว่า นี่คือหนทางที่ดีที่สุดที่จะรักษารถยนต์ของพวกเขาเอาไว้ ตำรวจเองก็ไม่มีทางเลือก เพราะมีรถยนต์มากเกินกว่าจะขนย้ายออกไป
ผู้หญิงคนหนึ่งอาศัยอยู่ในไม้บ้านสองชั้น กับพ่อแม่วัยกว่า 80 ปี และต้องเฝ้ารอดูน้ำในคลองที่กำลังสูงขึ้น ซึ่งการปลูกบ้านริมคลองเป็นวิถีชีวิตของคนไทยมาตั้งแต่สมัยโบราณ ได้เกิดน้ำท่วมอันเนื่องมากฝนตกหนักในฤดูมรสุมในไทย และเพื่อนบ้าน ได้แก่ เวียดนามและกัมพูชา ซึ่งเฉพาะในไทยมีผู้เสียชีวิตแล้วกว่า 370 คน แต่ฝนที่ตกหนักได้หนุนให้น้ำในแม่น้ำเจ้าพระยาเอ่อล้น จนทางการวิตกว่าจะทำให้พนังกั้นน้ำแตกได้ทุกขณะ
ชาวกรุงเทพฯ คนหนึ่งที่เฝ้าจับตาระดับน้ำ ระบุว่า ยิ่งดูก็ยิ่งเครียด เธอแน่ใจว่าน้ำจะท่วมแน่แต่ทำให้แค่คอย เพราะไม่มีใครบอกได้ว่า วันนั้นจะมาถึงเมื่อใด มีแต่ข่าวสารที่สับสน บางช่องก็บอกว่า จะท่วมสูงสุดวันจันทร์ แต่บางช่องก็บอกว่าอาจต้องใช้เวลา 6-8 สัปดาห์
รัฐบาลได้สั่งปิดโรงเรียนไปจนถึงกลางเดือนพฤศจิกายน ชาวกรุงเทพฯอีกคนหนึ่งบอกว่า รัฐบาลได้ประกาศวันหยุดพิเศษไปแล้ว และสิ้นสุดในวันนี้ แต่ก็ยังไม่มีสัญญาณว่ามวลน้ำที่เหลืออยู่จะมา และคราวนี้จะเต็มไปด้วยความโกลาหล เมื่อหลายคนพยายามจะกลับเข้ามากรุงเทพฯอีก
แม้ว่าจะมีคนอพยพออกจากกรุงเทพฯ จำนวนมากเมื่อหลายวันก่อน แต่ในกรุงเทพฯ ก็ยังไม่ได้เผชิญน้ำท่วมไปเสียทั้งหมด ผู้หญิงคนที่อาศัยอยู่กับพ่อแม่วัย 80 กว่า บอกว่า ทั้งสองคนต้องพึ่งพาเธอ เพราะเดินไม่สะดวก และไม่อยากออกจากบ้าน แต่เธอได้ไปลงทะเบียนรับข้อความแจ้งเตือนจากทางการเอาไว้แล้ว เผื่อเอาไว้แจ้งในกรณีที่เธอจำเป็นต้องอพยพออกจากบ้าน
ชาวกรุงเทพฯ ได้รับหมายเลขโทรศัพท์เพื่อใช้ในยามจำเป็นที่ต้องการเรือเพื่ออพยพ แต่อาจต้องรอนานถึง 5 ชั่วโมง กว่าความช่วยเหลือจะมาถึง มีคนที่ต้องอพยพพ่อแม่ที่ชราและสุนัขอีกหลายตัว ขณะเดียวกันทั้งในพื้นที่ประสบภัยและพื้นที่ยังไม่ได้รับผลกระทบจากน้ำท่วม ปรากฎว่า ร้านสะดวกซื้อเช่น เซเว่น อีเลฟเว่น และดิสเคาต์ สโตร์ อย่างเทสโกโลตัส ต่างขาดแคลนสินค้าบริโภคที่จำเป็น แต่ห่างสรรพสินค้าขนาดใหญ่ ยังคงมีสินค้าจำเป็นอยู่อีกจำนวนมาก มีแต่น้ำดื่มบรรจุขวดเท่านั้นที่หายาก
ผู้สื่อข่าว รายงานว่า มีหลายครอบครัวที่อพยพไปและปล่อยสัตว์เลี้ยงไว้ที่บ้าน ทำให้สุนัขจำนวนมากพากันเห่าหอนด้วยความหิว ขณะที่หลายคนวิตกว่า เมื่อสามารถเอาตัวรอดจากน้ำได้แล้ว สิ่งที่น่าห่วงต่อไปคือ โรคที่มากับน้ำ
บก.หนังสือพิมพ์'เจแปนไทม์ส'ชี้น้ำท่วมไทยเหมือนสึนามิในญี่ปุ่น
บทบรรณาธิการของหนังสือพิมพ์ เจแปน ไทม์ส ชี้ว่า น้ำท่วมในประเทศไทยก็เหมือนกับสึนามิในญี่ปุ่น ที่จะส่งผลกระทบไปทั่วโลก ทั้งในเรื่องของอุปทาน , ราคาข้าว , กล้องถ่ายรูป รถยนต์และคอมพิวเตอร์ ซึ่งคนจำนวนมากกำลังสงสัยว่า ใครกันแน่ที่ดูแลเรื่องการจัดการวิกฤติที่เกิดขึ้นในกรุงเทพฯ : พตท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ที่ปัจจุบันยังคงหลบหนีคดีอยู่ที่ดูไบหรือนางสาวยิ่งลักษณ์ ชินวัตร วัย 44 ปี นายกรัฐมนตรีหญิงคนแรกของประเทศไทย ที่ชนะการเลือกตั้งเมื่อเดือนกรกฎาคม โดยแทบไม่มีประสบการณ์ด้านการเมืองและการรับมือกับภัยพิบัติแต่อย่างใด
ไทยกำลังเผชิญความเสี่ยงสูงบนเวทีโลก ในฐานผู้นำการส่งออกข้าว แต่ได้สูญเสียผลผลิตของปีนี้ไปแล้ว 1 ใน 4 บรรดาบริษัทข้ามชาติ รวมทั้ง ฟอร์ด ฮอนด้า โตโยต้า นิค่อน และเวสเทิร์น ดิจิตอล ต้องได้รับผลกระทบในเรื่องระบบห่วงโซ่อุปทานทั่วโลก ขณะที่ธุรกิจอีกหลายพันแห่งยังจมอยู่ใต้น้ำ
ในขณะที่เผชิญภัยพิบัติจากน้ำท่วม จำนวนผู้มีสิทธิ์ออกเสียงเลือกตั้งจำนวนมากที่ต้องการความช่วยเหลือด้านการยังชีพเพิ่มขึ้น ๆ ขณะที่รัฐบาลทำอะไม่ได้ ซึ่งนับตั้งแต่เกิดสึนามิที่ญี่ปุ่น เมื่อวันที่ 11 มีนาคม พรรคประชาธิปไตยแห่งญี่ปุ่น ที่ได้รับเลือกตั้งเมื่อปี 2552 ก็ต้องดิ้นรนในการเดินหน้านโยบายท่ามกลางการคัดค้านจากพวกที่ภักดีต่อรัฐบาลชุดที่แล้ว ที่พากันกล่าวหาว่า รัฐบาลปัจจุบันจัดการปัญหาที่โรงงานนิวเคลียร์ฟูกูชิม่า ไดอิชิ ผิดพลาด จนกระทั่งนายกรัฐมนตรีนาโอโตะ คัง ต้องลาออกไปพร้อมกับคะแนนนิยมที่ตกต่ำเหลือไม่ถึง 20 เปอร์เซ็นต์
รัฐบาลของนางสาวยิ่งลักษณ์ ได้ชื่อว่า มาจากคะแนนเสียงของเกษตรกรและผู้ใช้แรงงาน และได้ใช้ทางเลือกที่ยากลำบาก ด้วยการยอมสละพื้นที่ชั้นนอกทางเหนือของกรุงเทพฯ เพื่อรักษากรุงเทพฯชั้นในจากกระแสน้ำเอาไว้ จึงไม่น่าประหลาดใจที่คะแนนนิยมของเธอดิ่งลงเมื่อสัปดาห์ที่แล้ว นางสาวยิ่งลักษณ์ได้ออกโทรทัศน์เรียกร้องให้ทุกฝ่ายปรองดอง แต่ขณะเดียวกันก็ถูกวิพากษ์วิจารณ์ที่บอกว่า กรุงเทพฯปลอดภัย (เอาอยู่) รวมถึงการสวมรองเท้าบู้ทยางแสนสวย
ไปตรวจสภาพในแหล่งเสื่อมโทรม
สื่อมวลชนไทย พากันรายงานว่า พตท.ทักษิณ พี่ชายของเธอ ที่คุยว่าวางแผนจัดสรรเงิน 4 แสนล้านบาท เพื่อป้องกันการเกิดอุทกภัยในอนาคต คือคนที่กำกับดูแลทีมกู้วิกฤติตัวจริง จากดินแดนทะเลทรายที่อยู่ห่างออกไป 5 พันกิโลเมตร แต่หลายคนวิพากษ์ไปที่ตัว พตท.ทักษิณ โดยตรงว่าได้ประโยชน์จากเขื่อนและการค้าไม่ซุงผิดกฎหมาย รวมถึงการก่อสร้างเขตอุตสาหกรรม และอสังหาริมทรัพย์บนที่ดินการเกษตร ที่จำเป็นต่อการดูดซับน้ำฝนเป็นประจำทุกปี
นายสมิทธ ธรรมสโรช อดีต ประธานกรรมการมูลนิธิเตือนภัยพิบัติแห่งชาติ ที่เคยทำนายเรื่องการเกิดสึนามิ เมื่อปี 2547 ระบุว่า รัฐบาลชุดปัจจุบันมีภารกิจในการนำ พตท.ทักษิณ กลับบ้าน และไม่ยอมฟังคำแนะนำของผู้เชี่ยวชาญในการรับมือกับฝนตามฤดูกาล ที่มากกว่าอัตราเฉลี่ยถึง 25 เปอร์เซ็นต์ และยังเพิกเฉยไม่ปล่อยน้ำที่เต็มเขื่อนเมื่อเดือนกรกฎาคม รวมถึงจัดการระบบผิดพลาดเกี่ยวกับระบบระบายน้ำที่รัฐบาลชุดเก่าติดตั้งเอาไว้ และแม้จะมีการส่งสัญญาณเตือน แต่ก็ไม่มีใครรับฟัง
เวลาเกิดภัยพิบัติ พวกนักการเมืองมักจะถูกตำหนิ ขณะที่หน่วยงานอื่นที่ไม่ได้มาจากการเลือกตั้งกลับกลายเป็นคนทำงาน ทำให้ทุกอย่างเดินหน้า แม้กระทั่งอยู่เบื้องหลัง โดยในขณะที่บรรดานักการเมืองในโตเกียว พยนยามรักษาภาพลักษณ์ในระหว่างที่เกิดวิกฤติ บรรดข้าราชการในจังหวัดอิวาเตะ ได้ร่วมกับแพทย์ พยาบาลและอาสาสมัคร เข้าไปยังพื้นที่ประสบภัย โดยไม่ได้รับอนุญาตอย่างเหมาะสม ท่ามกลางความวิตกเรื่องการปนเปื้อนของอาหาร และแม้กระทรวงสาธารณสุขจะยืนยันว่า ไม่ต้องเป็นห่วงเรื่องสารกัมมันตรังสี แต่ก็ไม่มีใครเชื่อ ประชาชนพากันทดสอบหาสารกัมมันตรังสีด้วยตัวเอง และพบว่ามีจุดเสี่ยงมากกว่า 20 จุดในโตเกียว
หน่วยงานอุตุนิยมวิทยา ได้แสดงความไม่พอใจบรรดาผู้นำทางการเมือง ที่ไม่ใส่ใจคำเตือนเกี่ยวกับแผ่นดินไหวและสึนามิ ที่สร้างความเสียหายให้กับจังหวัดฟูกูชิม่า และอีกหลายพื้นที่ ผู้เชี่ยวชาญด้านการจัดการน้ำของไทยก็เตือนนักลงทุนมานานแล้วเช่นกัน เกี่ยวกับหายนะที่ไปสร้างอาคารบนเส้นทางของน้ำ
กองทัพญี่ปุ่น ที่ไม่เคยมีบทบาทมาตั้งแต่ปี 2488 ได้เป็นกำลังสำคัญในการช่วยเหลือผู้ที่ติดอยู่ใต้ซากอาคาร จนได้รับการยอมรับนับถือจากเพื่อนร่วมชาติ เช่นเดียวกับกองทัพไทย ที่ถูกกล่าวหาว่าอยู่เบื้องหลังการรัฐประหารโดยปราศจากการนองเลือด เมื่อปี 2549 ก็ชนะใจประชาชน ในขณะไปช่วยขุดลอกคูคลอง วางกระสอบทราย และนำอาหารไปช่วยผู้ประสบภัย และยืนยันในภารกิจของการแบกรับหน้าที่ความรับผิดชอบในการช่วยเหลือผู้ประสบภัย
การขาดแคลนความช่วยเหลือจากภาครัฐ ทำให้จำนวนพลเมืองที่ออกไปเป็นอาสาสมัครเพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ เพื่อช่วยนำสิ่งของบรรเทาทุกข์ไปช่วยผู้ประสบภัยด้วยตัวเอง ประชาคมโลกควรให้ความช่วยเหลืออย่างทันท่วงที แทนที่จะปล่อยให้ผู้ประสบภัยรอความเมตตาจากรัฐที่ทำหน้าที่ได้อย่างไม่เต็มที่



