ข่าว

คัมภีร์สู้น้ำฉบับ ผบ.ทอ.

คัมภีร์สู้น้ำฉบับ ผบ.ทอ.

30 ต.ค. 2554

สัมภาษณ์พิเศษ 'พล.อ.อ.อิทธพร ศุภวงศ์' ผู้บัญชาการทหารอากาศ 'คัมภีร์สู้น้ำ ฉบับ ผบ.ทอ. : ทุกคนต้องเตรียมตัวอย่างมีสติ' โดย 'ปัญญา ทิ้วสังวาลย์'

          "สิ่งสำคัญขณะนี้คือ จะต้องร่วมมือร่วมใจกัน และต้องยอมให้น้ำไหลไปในพื้นที่ของตัวเองบ้าง"

          แม้พื้นที่กองทัพอากาศ ในเขตดอนเมือง จะเป็นหนึ่งใน "พื้นที่ประสบภัย" จากน้ำท่วม แต่กำลังพลของกองทัพอากาศทุกนายยังคงทุ่มเทแรงกายแรงใจออกให้ความช่วยเหลือประชาชนอย่างเต็มกำลังความสามารถ

          พล.อ.อ.อิทธพร ศุภวงศ์ ผู้บัญชาการทหารอากาศ กล่าวถึงแนวทางการช่วยเหลือผู้ประสบภัยว่า กองทัพอากาศได้กำหนดให้ผู้ช่วยผู้บัญชาการทหารอากาศฝ่ายกิจการพิเศษ ดูแลสั่งการให้กำลังพลเข้าไปช่วยเหลือประชาชน โดยเฉพาะการนำเฮลิคอปเตอร์เข้าปฏิบัติการให้เข้าถึงพื้นที่ประสบภัยมากที่สุด แต่เมื่อสถานการณ์น้ำมีปริมาณมากขึ้นเราก็จะต้องระวังพื้นที่ของกองทัพอากาศด้วย

          นอกจากนี้ กองทัพอากาศยังได้รับภารกิจจากศูนย์ปฏิบัติการช่วยเหลือผู้ประสบอุทกภัย (ศปภ.) คือเป็นศูนย์ประสานงานการปฏิบัติการทางอากาศ เนื่องจากมีอากาศยานปฏิบัติภารกิจเป็นจำนวนมาก จึงเกรงว่าจะไม่ได้รับความปลอดภัย หรือเกิดอุบัติเหตุขึ้นมาได้

          ขณะเดียวกัน ยังได้จัดตั้ง "ศูนย์ค้นหาช่วยชีวิต" โดยใช้อากาศยานไปช่วย แต่คงไม่สามารถครอบคลุมในพื้นที่ที่กว้าง เพียงแต่จะเป็นหน่วยงานประสานงานในการช่วยเหลือให้

          สำหรับมาตรการดูแลสนามบินดอนเมือง ซึ่งเป็นที่ตั้งของ ศปภ. พล.อ.อ.อิทธพรกล่าวว่า คนทั่วไปคิดว่าสนามบินดอนเมือง กองทัพอากาศเป็นผู้ดูแล ซึ่งความจริงพื้นที่สนามบินดอนเมืองอยู่ในความรับผิดชอบของบริษัทท่าอากาศยานไทยตาม พ.ร.บ.การท่าฯ ดังนั้นกองทัพอากาศเป็นเพียงหน่วยงานร่วมใช้ และดูแลพื้นที่โรงเก็บต่างๆ แต่จากปริมาณน้ำเข้ามาจำนวนมหาศาล เราจึงได้เคลื่อนย้ายอากาศยาน

          อย่างไรก็ตาม ยังมีอากาศยานของกองทัพอากาศปฏิบัติภารกิจช่วยผู้ประสบภัยอยู่ เช่น เครื่องบินพีชเมกเกอร์ 4 เครื่อง สำหรับบินตรวจการณ์ บันทึกภาพ ส่วนเครื่องซี 130 ก็ยังสามารถสนับสนุนภารกิจในการลำเลียงประชาชนและสิ่งของได้

          พล.อ.อ.อิทธพรระบุว่า ขณะนี้แผนเผชิญเหตุมาอยู่ใน "ขั้นที่ 3" เพราะมีสิ่งบอกเหตุว่ามีปริมาณน้ำมากจากทางทิศเหนือมาตามถนนวิภาวดีรังสิต โดยพื้นที่ที่จะต้องเฝ้าระวัง คือสถานที่ราชการ สนามบิน และโรงพยาบาลภูมิพล

          คำแนะนำในสถานการณ์เช่นนี้ว่า "ทุกคนจะต้องเตรียมตัวเพราะไม่สามารถหลีกเลี่ยงอุทกภัยครั้งนี้ได้ เพราะเราไม่สามารถกั้นน้ำได้ และยิ่งกั้นมากจะยิ่งทำให้เกิดความเสียหายมาก ใครที่สามารถอพยพไปที่ต่างจังหวัดได้ก็ให้รีบดำเนินการ แต่หากจะสู้ก็จะต้องมีความพร้อมและเตรียมตัว เพราะปริมาณน้ำที่เข้ามาบอกไม่ได้ว่าแค่ไหน แต่คาดการณ์ไว้ว่าบางพื้นที่จะมีน้ำสูง 1-2 เมตร ธรรมชาติของน้ำจะหาทางไปที่มีช่องทางได้ตลอด ดังนั้น ไม่มีใครทำนายได้ร้อยเปอร์เซ็นต์"

          พล.อ.อ.อิทธพรยังสรุปถึง "บทเรียน" ที่ได้จากอุทกภัยในครั้งนี้ว่า ประเทศไทยเจอมรสุมกับน้ำท่วมทุกปี แต่ปีนี้เหมือนกับมหันตภัย ซึ่งถือเป็นบทเรียนครั้งสำคัญของประเทศที่จะต้องตรวจสอบเรื่องการบริหารน้ำอย่างจริงจัง เพราะเราเป็นประเทศเกษตรกรรม

          "พลังงานน้ำนำมาใช้ประโยชน์ได้มหาศาล ขณะเดียวกันก็จะเป็นมหันตภัยถ้าบริหารจัดการไม่ดี ทั้งนี้ พลังน้ำเกิดขึ้นมา 2-3 เดือนแล้วในพื้นที่ภาคเหนือ รวมถึงมีดินโคลนถล่ม เท่าที่ฟังนักวิชาการ และอดีตอธิบดีกรมชลประทาน ได้ความรู้หลายอย่างว่า น้ำจะต้องไหลจากที่สูงลงพื้นที่ต่ำ ถ้าเราไปกั้นมันหรือผันมันช้ามันก็จะล้น ถ้าเราปล่อยให้มันไหลในปริมาณที่เหมาะสมกับเข้า-ออก น้ำก็จะไปได้เรื่อยๆ แต่ถ้าเก็บไว้จนน้ำที่เข้ามามากกว่าน้ำที่ไหลออก ผลที่เกิดขึ้นคือ น้ำจะล้นมาเรื่อยๆ"

          ผบ.ทอ.ระบุว่า จากการขึ้นเฮลิคอปเตอร์ตรวจสอบสภาพน้ำ 2-3 วันที่ผ่านมาจะเห็นว่าปริมาณน้ำเหนือเยอะมาก และตั้งแต่ จ.ลพบุรี สิงห์บุรี และชัยนาท คือด้านเหนือของ กทม.ยังมีน้ำขังอยู่จำนวนมาก สิ่งที่เป็นปัญหา คือการผันน้ำที่มาจากทางเหนือที่ไม่รู้จะไปไหน ที่เห็นมันเป็นทะเล เป็นเวิ้งไปหมด แม้แต่แม่น้ำยังมองไม่เห็นเลยว่าอยู่ตรงไหน ฉะนั้น จะต้องเตรียมการ และต้องยอมรับความจริงว่า น้ำมันมาแน่นอน

          ส่วนกระแสโจมตีว่าทำไมมุ่งแต่ปกป้อง กทม. ผบ.ทอ.ทิ้งท้ายว่า “เปรียบเทียบกับประเทศไทยว่ามีอวัยวะหลายส่วน กทม.ก็เหมือนกับหัวใจ เป็นศูนย์สั่งการ ฉะนั้น ต้องควบคุมให้ กทม.สามารถดำรงอยู่ เพื่อเป็นอวัยวะสำคัญควบคุมร่างกายส่วนอื่นได้

          ผบ.ทอ.สรุปว่า สิ่งสำคัญขณะนี้คือ จะต้องร่วมมือร่วมใจกัน และต้องยอมให้น้ำไหลไปในพื้นที่ของตัวเองบ้าง อย่างไรก็ตาม กองทัพอากาศเป็นเพียงหน่วยงานสนับสนุนรัฐบาลในการบรรเทาสาธารณภัย และปฏิบัติภารกิจตามอำนาจหน้าที่ของกระทรวงกลาโหม

          ส่วนกระแสเรียกร้องให้ใช้ พ.ร.ก.ฉุกเฉิน เพื่อให้อำนาจทหารเข้าไปแก้ไขปัญหาน้ำท่วมนั้น ผบ.ทอ. กล่าวว่า การที่จะให้ทหารออกมาจะต้องมีกฎหมายรองรับ แต่ปัจจุบันเป็นหน้าที่ของฝ่ายปกครอง และตำรวจ ที่มีอำนาจหน้าที่ในการจับกุม

          "ถ้าทหารจะออกมาได้ต้องมี พ.ร.ก.ฉุกเฉิน หรือกฎอัยการศึก ฉะนั้น การที่ทหารจะออกไปและถืออาวุธบังคับใครได้ก็ต้องดูก่อนว่าเกิดสถานการณ์อะไร ถ้าไม่มีการประกาศ และเป็นสถานการณ์ปกติตาม พ.ร.บ.บรรเทาสาธารณภัย เป็นกฎหมายของกระทรวงมหาดไทย ทหารออกไปจะต้องได้รับการร้องขอ เป็นผู้ช่วยเจ้าพนักงาน จะไปทำอย่างอื่นไม่ได้ ถ้าเจ้าพนักงานไม่ร้องขอเราทำอะไรไม่ได้เลย ฉะนั้น อยากเรียนว่าทหารยินดีที่จะช่วยเหลือประชาชน อะไรทำได้เต็มที่เราทำตลอดอยู่แล้ว"

          ผบ.ทอ.กล่าวอีกว่า มีคนไม่หวังดีต่อทหารก็มักจะบอกว่าอย่าไปออก พ.ร.ก.ฉุกเฉิน อย่าไปให้อำนาจทหาร เดี๋ยวออกมาแล้วไม่กลับ แต่เราก็อยากออกมาช่วยประชาชนอยู่แล้ว ปัจจุบันทหารทุกเหล่าทัพทำงานอย่างเต็มที่ ตอนนี้มีคนพยายามโจมตีว่ารัฐบาล และกองทัพเกิดความขัดแย้งกัน ทั้งที่เราพยายามจับมือกันแก้ไขปัญหาน้ำท่วมเพื่อให้ประชาชนได้รับความปลอดภัยมากที่สุด

          ดังนั้น การมาตั้งแง่โจมตีในเวลานี้ไม่ถูกต้อง สิ่งที่จะต้องช่วยกันคือทุกคนจะต้องมีสติ และอดทน เตรียมตัว เมื่อเตรียมตัวแล้วความเดือดร้อนจะน้อยลง ดังนั้น หน่วยราชการจะต้องชี้แจงทำความเข้าใจ และทุกคนจะต้องมีระเบียบวินัย และความอดทนในการดำเนินชีวิต

 

....................

(สัมภาษณ์พิเศษ 'พล.อ.อ.อิทธพร ศุภวงศ์' ผู้บัญชาการทหารอากาศ 'คัมภีร์สู้น้ำ ฉบับ ผบ.ทอ. : ทุกคนต้องเตรียมตัวอย่างมีสติ' โดย 'ปัญญา ทิ้วสังวาลย์')