ข่าว

ชาวหลวงแพ่งแนะศปภ.คิด!ก่อนเจาะถนน

ชาวหลวงแพ่งแนะศปภ.คิด!ก่อนเจาะถนน

28 ต.ค. 2554

ชาวบ้านคลองหลวงแพ่ง พื้นที่ใต้แนวของการระบายน้ำทิ้งจาก กทม. ผ่านโครงการพระองค์ไชยานุชิต เผยไม่ขัดข้องหากจะระบายน้ำเพิ่มเข้าพื้นที่ แต่แนะ ศปภ.ให้เบิกทางเดินน้ำให้ไหลลงสะดวกก่อนเจาะ 5 ถนนระบายน้ำทิ้ง

          ผู้สื่อข่าวรายงานว่า  เมื่อเวลา 13.30 น. วันที่ 28 ต.ค.54  นายสำเริง อินทร์เกตุ อายุ 46 ปี อยู่บ้านเลขที่ 58/2 ม.13 ต.คลองหลวงแพ่ง อ.เมือง จ.ฉะเชิงเทรา ชาวบ้านที่อาศัยอยู่บริเวณริมคลองชลประทาน พระองค์ไชยานุชิต หรือคลองหลวงแพ่ง ซึ่งเป็นเส้นทางของการระบายน้ำออกสู่ทะเล ด้านฝั่งตะวันออกของ กทม. กล่าวว่า จากกรณีที่ ศปภ. ได้มีการเตรียมที่จะเจาะถนนในเขตพื้นที่ กรุงเทพฯ รวม 5 สาย คือ ถ.ประชาร่วมใจ, ถ.ราษฎร์อุทิศ, ถ.สุวินทวงศ์, ถ.ร่วมพัฒนา และ ถ.นิมิตรใหม่ เพื่อที่จะเปิดเส้นทางการระบายน้ำลงมาสู่คลองหลวงแพ่ง เพื่อระบายออกสู่ทะเล ตามแนวคิดของภาคเอกชนบางราย และพล.อ.อ.สุกำพล สุวรรณทัต รมว.คมนาคม นั้น

          นายสำเริง กล่าวว่า ชาวคลองหลวงแพ่ง ซึ่งจะเป็นผู้ที่ได้รับผลกระทบโดยตรง จากการเจาะถนนระบายน้ำจาก กรุงเทพฯ เข้ามาใส่นั้นไม่ขัดข้อง หากทางรัฐบาล หรือ ศปภ. จะระบายน้ำเพิ่มเข้ามาในพื้นที่ แต่ขอให้เป็นการระบายผ่านเข้ามาอย่างเป็นระบบ มีขอบเขต หรือมีขีดจำกัดเท่าที่คลองพระองค์ไชยยานุชิตจะรองรับได้ โดยหากเป็นการระบายเข้ามาในแนวคลองที่ไม่สูงเกินกว่าคันดินที่ทางกรมชลประทานเพิ่งเข้ามาตักทำแนวขอบไว้ก็คงไม่เกิดปัญหา แต่ถ้าหากระบายเข้ามาเกินกว่าขีดจำกัด ชาวบ้านก็คงได้รับผลกระทบ จึงอยากให้ทางรัฐบาลทบทวน และไตร่ตรองให้ดีถึงความเป็นไปได้เสียก่อน จึงค่อยตัดสินใจ

          ขณะที่ นายวินัย รัตนกำเนิด อายุ 49 ปี อยู่บ้านเลขที่ 59/3 ม.8 ต.คลองหลวงแพ่ง กล่าวว่า ขณะนี้การระบายน้ำในคลองพระองค์ไชยานุชิตลงสู่ทะเล ยังมีปัญหาอยู่ รัฐบาล หรือ ศปภ.ควรจะทำการแก้ไขปัญหาเกี่ยวกับทางเดินของน้ำให้ได้เสียก่อน เนื่องจากทางเดินของน้ำในปัจจุบันนั้น ยังไม่สะดวก โดยลำคลองยังเป็นแบบคอขวด โดยเฉพาะพื้นที่ ต.คลองหลวงแพ่ง นั้นเปรียบเสมือนตัวขวด และพื้นที่ก่อนที่จะออกสู่ทะเลไปยังเขต จ.สมุทรปราการนั้น เปรียบเสมือนปากขวดที่ลีบ และเล็ก หากจะมีการระบายน้ำเข้ามามากเท่าไหร่ ก็ไม่สามารถระบายออกไปได้ทัน และจะล้นออกนอกลำคลอง

          ส่วนบริเวณสะพานรถไฟข้ามคลอง ในพื้นที่ ม.11 ต.คลองหลวงแพ่ง ระหว่างสถานีรถไฟคลองอุดมชลจร และสถานีรถไฟคลองหลวงแพ่ง หรือที่บริเวณแนวคลองระยะที่ 22+700 นั้น ที่บริเวณใต้สะพานมีทางเดินน้ำที่คับแคบมาก โดยมีช่องใต้สะพานขนาดเล็กกว่าลำคลองที่ได้มีการขุดลอกเบิกขยายออกมาแล้วถึง 2 เท่า จึงทำให้น้ำจากทางตอนบนของลำคลองไม่สามารถผ่านระบายออกไปได้อย่างสะดวก และมองเห็นถึงความแตกต่างกันได้อย่างชัดเจน นอกจากนี้ที่บริเวณใต้คอสะพานนั้น ยังตื้นเขินมีสันดอนใต้น้ำสูงขึ้นมามาก จนคนสามารถเข้าไปยืนอยู่ได้ เนื่องจากการขุดลอกที่ผ่านมานั้นเข้าไม่ถึง

          ศปภ.จึงควรที่จะเข้าไปแก้ไขปัญหาทางเดินของน้ำให้ตรงจุดเสียก่อน ก่อนที่คิดจะเจาะถนนระบายน้ำออกมาจากกรุงเทพฯ เพราะหากเจาะระบายน้ำออกมาแล้วไม่มีทางไป หรือไม่มีทางระบายออกได้ทัน มันก็เปล่าประโยชน์ น้ำจะเอ่อขึ้นไปท่วมทำให้ชาวบ้านเดือนร้อนยิ่งขึ้นไปอีก

          นอกจากที่บริเวณใต้คอสะพานรถไฟข้ามคลองคลองหลวงแพ่งแล้ว ศปภ. หรือรัฐบาล ยังควรที่จะเจาะขยายลำคลองที่บริเวณแนวคอสะพานทุกสะพานไปจนถึงสถานีสูบน้ำคลองด่านด้วย เนื่องจากที่ผ่านมานั้น ชาวบ้านได้เดินทางไปดูยังแนวคลองตลอดสายจนถึงยังในพื้นที่ จ.สมุทรปราการ แล้ว ปรากฏว่า น้ำในลำคลองพระองค์ไชยานุชิต ที่เขต จ.สมุทรปราการ นั้น มีระดับน้ำอยู่แค่เพียงครึ่งหนึ่งของลำคลอง ส่วนพื้นที่ทั่วไปแห้งสนิท ทั้งที่เป็นลำคลองสายเดียวกันกับคลองในเขต จ.ฉะเชิงเทรา ที่มีน้ำมากจนล้นคลอง ซึ่งสาเหตุเชื่อว่าเป็นเพราะน้ำจำนวนมาก ที่ไหลมาจากตอนบนแล้วลงไปยังตอนล่างที่มีการสูบออกไม่ทัน โดยมีสาเหตุที่สำคัญจากลำคลองเป็นคอขวดตามที่ได้กล่าวไปแล้ว นายวินัย กล่าว

 

 

......................................................

(หมายเหตุ : ภาพข่าว : สนทะนาพร อินจันทร์)