ข่าว

อุตฯภาคกลางเสียหายกว่า2แสนล.

อุตฯภาคกลางเสียหายกว่า2แสนล.

29 ต.ค. 2554

อุตฯภาคกลางเสียหายกว่า2แสนล.ห่วงต่างชาติหมดเชื่อมั่นถอนลงทุน

     "ที่ผมเป็นห่วงคือการระบายน้ำลงสู่ทะเลเป็นด้วยความล่าช้า จะยิ่งส่งผลกระทบต่อความเชื่อมั่นของนักลงทุนจากชาวต่างชาติ สิ่งสำคัญคือ ในภาคอุตสาหกรรมที่เกิดน้ำท่วมขึ้นกับนิคมอุตสาหกรรมทั้ง 5 แห่งใน จ.พระนครศรีอยุธยา รัฐบาลจะต้องเร่งหาทางฟื้นฟูและกู้พื้นที่กลับคืนมาให้ได้ หากล่าช้านักลงทุนต่างชาติอาจจะขายกิจการ หรือถอนการลงทุนออกไป และแน่นอนว่าปัญหาที่จะตามมาคือการเลิกจ้างแรงงาน 4 แสนคน ที่มีบทบาทสำคัญในการร่วมขับเคลื่อนเศรษฐกิจ จะกลายเป็นผู้ว่างงาน ปัญหาต่างๆ จะตามมามากมาย"

     เกรียงไกร ด่านชัยวิจิตร ประธานหอการค้าจังหวัดพระนครศรีอยุธยา สะท้อนความเห็นประธานหอการค้าพระนครศรีอยุธยายังประเมินไปถึงภาคการท่องเที่ยวด้วยว่า จะได้รับความเสียหายทั้งระบบสูญเสียรายได้ไม่ต่ำกว่า 2,000 ล้านบาท ส่วนสาขาการเกษตรนาปรังจะได้รับผลกระทบไม่มาก ขณะที่นาปีเสียหายทั้งหมด เชื่อว่าขณะนี้มีพื้นที่การเกษตรถูกน้ำท่วมไปแล้วกว่า 2 แสนแสนไร่ ค่าเสียหายไม่ต่ำกว่า 1 หมื่นล้านบาท

      หากพิจารณาข้อมูลจากหน่วยงานภาครัฐ ความเสียหายจากน้ำท่วมที่เกิดขึ้นนับตั้งแต่เดือนสิงหาคมต่อเนื่องมาถึงวันที่ 13 ตุลาคม ก่อให้เกิดผลกระทบกับ 61 จังหวัด มีผู้ได้รับความเดือดร้อนกว่า 8.2 ล้านคน (กรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย) ส่วนความเสียหายในเชิงของพื้นที่ทางการเกษตร คาดว่ามีมากกว่า 4.45 ล้านไร่ ในจำนวนนี้ 2.44 ล้านไร่ คือนาข้าวที่ได้รับความเสียหายจากน้ำท่วมโดยสิ้นเชิง ขณะที่ในภาคของประมง มีพื้นที่ประสบภัยรวม 48 จังหวัด เกษตรกรเดือดร้อนกว่า 4 หมื่นราย คิดเป็นพื้นที่เพาะเลี้ยง 5.3 หมื่นไร่ ขณะที่ด้านปศุสัตว์กระทบใน 33 จังหวัด เกษตรกร 52,031 ราย (กระทรวงเกษตรและสหกรณ์)

      ฐานข้อมูลข้างต้นเหล่านี้คือ ภาพความเสียหายที่ถูกสำรวจและสิ้นสุดการเก็บข้อมูล ณ วันที่ 13 ตุลาคมที่ผ่านมา ขณะที่ต่อเนื่องจนถึงวันที่ 27 ตุลาคม สถานการณ์น้ำท่วมยังคงลุกลามอยู่ในพื้นที่นครปฐม ขณะที่จังหวัดปริมณฑลหรือเมืองบริวาร ทั้งปทุมธานี นนทบุรี เข้าสู่ภาวะวิกฤติอย่างสมบูรณ์แบบ ไม่สามารถปฏิเสธได้ว่าภาวะน้ำท่วมที่เกิดขึ้น จนทำให้เขตประกอบอุตสาหกรรมใน จ.พระนครศรีอยุธยา อยู่ในสภาพที่ไม่สามารถเดินเครื่องในระบบการผลิตได้ คือสัญญาณเตือนถึงความเลวร้ายที่คืบคลานเข้ามา กระทั่งลุกลามไปถึงพื้นที่การลงทุนในปทุมธานี ก็เป็นการสิ้นสุดลงของสายการผลิตของภาคอุตสาหกรรมที่มีฐานการลงทุนอยู่ในนิคมอุตสาหกรรม

     กรณีของความเสียหายที่เกิดขึ้นกับเขตลงทุนอุตสาหกรรมพระนครศรีอยุธยา เริ่มจากนิคมอุตสาหกรรมสหรัตนคร อ.นครหลวง พื้นที่ 1,441 ไร่ โรงงาน 43 แห่ง แรงงานรวม 14,696 คน มูลค่าการลงทุนรวม 9,400 ล้านบาท นิคมอุตสาหกรรมโรจนะ อ.อุทัย พื้นที่ 3,675 ไร่ โรงงาน 236 แห่ง แรงงาน 1 แสนคน เงินลงทุนรวม 7 หมื่นล้านบาท นิคมอุตสาหกรรมบ้านหว้า (ไฮเทค) อ.บางปะอิน  พื้นที่ 2,446 ไร่ โรงงาน 143 แห่ง แรงงาน 51,186 คน เงินลงทุน 65,312 ล้านบาท นิคมอุตสาหกรรมบางปะอิน อ.บางปะอิน เนื้อที่ 1,962 ไร่ โรงงาน 98 แห่ง แรงงาน 6 หมื่นคน เงินลงทุน 6 หมื่นล้านบาท และแฟคตอรี่แลนด์ ซึ่งเป็นเขตประกอบการอุตสาหกรรม อ.วังน้อย เนื้อที่ 130 ไร่ แรงงาน  8,500 คน เงินลงทุน 8,000 ล้านบาท

      ส่วนปทุมธานี คือ เขตส่งเสริมนิคมอุตสาหกรรมนวนคร เนื้อที่ 6,495 ไร่ โรงงาน 227 แห่ง จ้างงาน 1.7 แสนคน เงินลงทุน 1 แสนล้านบาท และนิคมอุตสากรรมบางกะดี เนื้อที่ 250 ไร่ โรงงาน 44 แห่ง แรงงาน 3 หมื่นคน เงินลงทุน 2.2 หมื่นล้านบาท เหล่านี้คือภาพเสียหายที่เกิดขึ้นในแบบเฉพาะหน้า ขณะที่การกู้พื้นที่คืน จากการศึกษาของหน่วยงานที่เกี่ยวข้องคาดการณ์ว่า จะต้องใช้เวลา 30- 45 วัน ขณะที่การฟื้นฟูสายการผลิตให้เข้าสู่ระบบจะใช้เวลานับจากนี้ไปอีก 1 เดือน

     "จังหวัดที่สูญเสียหนักที่สุดในเชิงอุตสาหกรรม ได้แก่ พระนครศรีอยุธยา เนื่องจากเป็นพื้นที่ที่มีการกระจุกตัวของนิคมอุตสาหกรรมหลายแห่ง รองลงมาคือปทุมธานี ขณะที่จังหวัดต่อไปที่อยู่ในภาวะสุ่มเสี่ยงว่าจะเสียหายคือ สมุทรปราการ ขณะที่ จ.นนทบุรี ความเสียหายที่เกิดขึ้นกับโรงงานอุตสาหกรรม เป็นลักษณะของความเสียหายที่กระจายออกไปแต่ละพื้นที่ ผมประเมินความเสียหายในโซนภาคกลาง น่าที่จะมากกว่า 2 แสนล้านบาท ขึ้นไป" สิงห์ ตั้งเจริญชัยชนะ ประธานสภาอุตสาหกรรมกลุ่มภาคกลางระบุ

     จังหวัดที่เป็นเส้นทางของน้ำหลากเข้ามาถัดจากพระนครศรีอยุธยาคือ ปทุมธานี และนั่นคือความเสียหายที่เกิดขึ้นกับจังหวัดที่มีฐานของผลิตภัณฑ์มวลรวมกว่า 2 แสนล้านบาท ด้วยเหตุที่ว่าความเสียหายที่เกิดขึ้นจากภาวะน้ำท่วม คือการครอบคลุมไปทุกอำเภอของจังหวัด ขณะที่การภาคอุตสาหกรรม คือเม็ดเงินที่สามารถประเมินค่าความเสียหายได้โดยตรง แต่การที่ปทุมธานี มีสถานะของการเป็นเมืองบริวาร จึงเป็นแม่เหล็กที่ดึงการลงทุนทั้งทางด้านที่อยู่อาศัย สถาบันการศึกษา หรือภาคการค้าให้ขยายตัวออกมา เพื่อรองรับการเติบโตของพื้นที่ ดังนั้น การมาของมวลน้ำที่หลากเข้าท่วมจึงเป็นความเสียหายที่อยู่ในระดับวิกฤติ

      "สำหรับนนทบุรีหลังสถานการณ์น้ำท่วมคลี่คลายแล้ว ทางสภาอุตสาหกรรมจังหวัดนนทบุรีจะสำรวจความเสียหายของโรงงานทั้งหมดใน จ.นนทบุรี เพื่อจัดทำเป็นแผนในการขอรับความช่วยเหลือด้านต่างๆ จากรัฐบาล เพราะหากจะให้ผู้ประกอบการต่อสู้ด้วยตัวเองเพียงลำพังเพื่อฟื้นฟูกิจการ คงไม่สามารถทำได้ภายในช่วงระยะเวลาอันสั้นการโอบอุ้มของรัฐบาล เป็นทางออกเดียวเท่านั้นที่ภาคเอกชนคาดหวังถึงการช่วยเหลือ" เบญจมาศ สมบูรณ์ ประธานสภาอุตสาหกรรมจังหวัดนนทบุรีให้ความเห็น

      ทั้งหมดคือความเสียหายที่เกิดขึ้นกับจังหวัดภาคกลางและเขตปริมณฑล ที่มีส่วนต่อการฉุดรั้งการเติบโตทางเศรษฐกิจโดยรวมของประเทศให้ถดถอยลง คือโจทย์สำคัญของรัฐบาลกับการทำหน้าที่ฟื้นฟู เพื่อสร้างโอกาสให้กลับคืนมา