ข่าว

“อนุพงษ์”ยันร่วมมือตร.หามือยิง"สนธิ"

“อนุพงษ์”ยันร่วมมือตร.หามือยิง"สนธิ"

01 พ.ค. 2552

“อนุพงษ์”ลั่นมือยิง“สนธิ” ไม่ว่าสีใดต้องถูกดำเนินคดีตามกฎหมาย จี้ สรรพาวุธตรวจสอบกระสุนปริศนาแจกจ่ายไปให้หน่วยใด ระบุ หนังสือตำรวจขอความร่วมมือยังไม่ถึง ย้ำพร้อมให้ความร่วมมือ

 (1พ.ค.) พล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา ผู้บัญชาการทหารบก กล่าวกรณีนายสนธิ ลิ้มทองกุล แกนนำกลุ่มพันธมิตรฯ ออกมาแฉมีชุดสีเขียวเข้าไปเกี่ยวข้องในการลอบยิง ว่า โดยหลักการแล้วสังคมของเราไม่ว่าจะเป็นกลุ่มใด หรือสีใดก็แล้วแต่ที่ชอบอ้างเป็นลักษณะเช่นนั้น ไม่ว่าใครทั้งสิ้นต้องดำเนินคดีตามกฎหมาย ถ้าหากว่าเจ้าหน้าที่สืบสวนสอบสวนไปถึงใครว่าใครมีความผิดก็ต้องถูกดำเนินคดี เมื่อถามว่า นายสนธิ ต้องการดิสเครดิตกองทัพหรือไม่ พล.อ.อนุพงษ์ กล่าวว่า ไม่คิด ก็แล้วแต่ และไม่ทราบนายสนธิ อาจจะมีข่าวสารจากการสืบสวนสอบสวนหรือไม่อย่างไร ถ้าผลการสืบสวนถึงใครไม่ว่าจะเป็นผู้อยู่ในเครื่องแบบใดตามที่กล่าวอ้างก็จะต้องดำเนินคดีตามกฎหมาย

 เมื่อถามว่า ก่อนหน้านี้ ผบ.ทบ. เคยระบุว่า กระสุนที่ใช้ยิงนายสนธิ ส่วนหนึ่งมาจากกองพลทหารราบที่ 9 จ.กาญจนบุรี พล.อ.อนุพงษ์ กล่าวว่า สื่อมวลชนต้องช่วยตนด้วย เพราะตนพูดมาหลายครั้งแล้ว ซึ่งกองทัพบก และตนยังไม่ได้รับหนังสือ ทางตำรวจได้แจ้งผ่านทางสื่อมวลชนว่าได้ส่งมาแล้ว แต่ยังไม่ถึงตัวตน อย่างไรก็ตาม ผู้ใต้บังคับบัญชาคือกรมสรรพาวุธมีความใกล้ชิดกับเจ้าหน้าที่ตำรวจในเรื่องสรรพาวุธมีการสอบถามข้อมูล ตนได้สั่งให้เจ้าหน้าที่กรมสรรพาวุธได้พยายามหารายละเอียดว่ามีกระสุนล็อตใดบ้างที่มีหลักฐาน หรือแม้ว่าจะไม่แน่ชัด เช่น มีตัวอักษร “ ดี-เอ ” ก็ยังไม่แน่ใจตนจึงได้สั่งให้หาข้อมูลไว้ให้หมดว่าในตัวดี หรือ ตัวเอ ได้แจกจ่ายไปหน่วยไหนบ้าง เตรียมรองรับเอาไว้ และถ้ามีตัวเรื่องมาก็จะตอบไปว่าเราแจกกระสุนไปที่ไหนบ้าง เขาเองก็คงจะต้องไปสอบสวนที่หน่วยนั้น โดยข้อมูลของเราว่าเมื่อแจกไปแล้วใครรับ หรือใครเอาไปปฏิบัติอะไรบ้าง เช่นจ่ายไปฝึกรบแล้วใครรับไป ไปฝึกที่ไหนอย่างไรจะต้องไปดูรายละเอียด เราก็ให้ความร่วมมือ

 เมื่อถามถึงกรณี พล.อ. ประวิตร วงษ์สุวรรณ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม สั่ง ผบ.เหล่าทัพ จัดสัมมนาเกี่ยวกับหาข้อผิดพลาดในการสลายการชุมนุมให้เป็นหลักสากล พล.อ.อนุพงษ์ กล่าวว่า การดำเนินการดังกล่าวไม่ใช่การสลายการชุมนุม แต่ไปทำให้เกิดการสงบเรียบร้อย ซึ่งจุดที่ไปดำเนินการเป็นจุดที่ใช้มาตรการปิดกั้นการจราจรและทำให้ประชาชนเกิดความเดือดร้อนในสังคมทั่วไป ผู้ที่ชุมนุมโดยสงบไม่ได้ถูกสลายอยู่ที่ทำเนียบรัฐบาล ขอเรียนว่าเข้าไปเพื่อดำเนินการให้เกิดความสงบเรียบร้อยในพื้นที่ การดำเนินการดังกล่าวจะเห็นได้ว่า คนที่มักจะถามว่าทหารทำอะไรกันอยู่ไม่ไปทำ แต่จะเริ่มเห็นว่าเมื่อทหารลงไปปฏิบัติจะเห็นว่าไม่มีอุปกรณ์ ซึ่งเราใช้ทหารดูแลความสงบจำนวน 49 กองพัน เรามีเครื่องอุปกรณ์ที่ใช้สำหรับปราบจลาจล จำนวน 6 กองร้อย หรือ 3 กองพันเท่านั้น ที่เหลือเราไม่มีอุปกรณ์ดังกล่าว ฉะนั้นผู้ใหญ่จึงคิดว่าหากบ้านเมืองจำเป็นต้องใช้ทหารดูแลความสงบเรียบร้อยจะต้องมีเครื่องมือที่มากเพียงพอ และมีมาตรการที่เหมาะสม มิเช่นนั้นจะเกิดความสุ่มเสี่ยงและเสียหายต่อสังคมเรา

 “สถาบันทหารถือเป็นสถาบันหลักของประเทศชาติ ไม่สามารถจะไปทำอะไรในลักษณะที่เป็นการเข่นฆ่าประชาชน หรือทำร้ายประชาชนได้ แต่การที่ไม่มีเครื่องมือและใช้อาวุธประจำกายในยามปกติของทหารจะเป็นการไม่ยอมรับของสังคม หรือภาพที่ออกมาไปทั่วโลกก็จะเป็นเช่นนี้ ซึ่งจะเห็นจากบทเรียนว่าไม่ว่าจะเอาทหารลงไปและจะไปทำอะไรได้ทุกอย่าง เครื่องมือที่จำเป็น เช่น รถฉีดน้ำอย่างพอเพียง ถ้าหากจะต้องใช้ 1 กองพัน ก็ไม่ใช่ 1 พันคัน เพราะมันไม่พอมันจะต้องมากกว่านั้น ส่วนที่จะต้องมีปืนยิงกระสุนยางหรือไม่นั้น ก็จะต้องมีโล่ กระบอง และหน้ากากป้องกันมากกว่านี้หรือไม่ จะต้องไปพิจารณาในส่วนนั้น ทั้งนี้เราเป็นประชาชนเหมือนกัน กำลังพลครึ่งหนึ่งของกองทัพเป็นประชาชน คือทหารเกณฑ์ กองทัพมีกำลังพลอยู่ 2 แสนกว่าคนในเวลานี้ 1 แสนกว่าเป็นประชาชนคือพลทหารที่เข้ามา และจะต้องกลับออกไปทุกปี เราไม่สามารถที่จะเป็นศัตรูกับประชาชนไม่ว่าจะเป็นสีใดทั้งสิ้น และไม่ใช่การไปสลายไม่ใช่ความรุนแรง ” พล.อ.อนุพงษ์ กล่าว

 เมื่อถามว่า การสัมมนาของเหล่าทัพ จะเป็นการทำงานซ้ำซ้อนกับทางตำรวจหรือไม่ พล.อ.อนุพงษ์ กล่าวว่า ถ้าจะมองว่าซ้ำซ้อนก็ซ้ำซ้อน ถ้าทำตำรวจทำงานได้พอเพียงทำได้เลย แต่ตนรับรองได้ว่า ถ้าเอาตำรวจที่โรงพักไปตั้งเป็น 1 กองร้อยปราบจราจลก็จะต้องมีทุกโรงพัก ซึ่งก็จะไม่เพียงพอต่อการใช้งานตามปกติ แต่ถ้าท่านไม่ใช่ และใช้ตำรวจแค่มีโรงพักมีสืบสวนสอบสวน อย่างที่มีโรงพักมีเจ้าหน้าที่เพียง 50-100 คน ท่านก็ไม่มีกำลังไปปราบสลายฝูงชนได้ ถ้าตำรวจจะตั้งก็ได้ ก็ตั้งไว้ที่ตำรวจก็ไม่ต้องมีทหารไปทำหน้าที่นี้ แต่หากไม่ใช่ก็จะต้องตั้งไว้เพื่อเตรียมความพร้อมตามทุกโรงพักที่จะต้องมี โดยโรงพักละ 1 กองร้อย ทั้งนี้การจัดตั้งยุทโธปกรณ์ ผบ.เหล่าทัพได้มีการหารือกันว่าจะใช้แนวทางอย่างไร ถ้ามั่นใจว่าประเทศไทยจะต้องมีเหตุการณ์เช่นนั้น และต้องใช้ทหารเช่นนี้ ก็จะต้องมีการคิดว่าจะต้องมีการเตรียมการย่างไร ไม่ใช่ให้เอาทหารออกไปทำในลักษณะที่ค่อนข้างสุ่มเสี่ยงที่ใช้อาวุธสงคราม แม้ว่าจะใช้กระสุนแบงค์ก็จะต้องข้อตั้งแง่ได้ว่าใช้กระสุนจริงอย่างที่เกิดเหตุการณ์

 เมื่อถามว่า การทำงานของกองทัพจำเป็นจะต้องมีกฎหมายมารองรับหรือไม่ พล.อ.อนุพงษ์ กล่าวว่า ในส่วนของกฎหมายทางด้านความมั่นคงได้มีการหารือกัน โดยมีความเห็นไปในแนวทางเดียวกัน แต่ยังไม่มีข้อยุติที่จะไปปฏิบัติได้ว่าน่าจะมีกฎหมายเป็นกรอบในการที่จะใช้แสดงความคิดเห็นทางการเมืองว่าควรจะมีกรอบอย่างไรในการแสดงความคิดเห็นเหมือนนานาอารยประเทศ และสิ่งใดที่ทำไม่ได้ถ้าเกิดขีด และทางเจ้าหน้าที่จะทำได้มากน้อยแค่ไหนอย่างไร นั่นก็น่าจะเป็นกฎหมายในทุก ๆ เรื่อง มันน่าจะต้องมี

 เมื่อถามว่า การเมืองสัมมนาจะมีข้อสรุปในเรื่องของกฎหมายมารองรับการทำงานหรือไม่ พล.อ.อนุพงษ์ กล่าวว่า ในส่วนของรมว.กลาโหม ได้ดำรินั้น ถ้าทหารต้องถูกใช้ในการปฏิบัติการรักษาความสงบเรียบร้อยจำเป็นจะต้องมีเครื่องมืออะไร ส่วนที่ว่าจะไปถึงขั้นของกฎหมายนั้นน่าจะเป็นส่วนของเจ้าหน้าที่ตำรวจ ซึ่งเป็นเจ้าหน้าที่ปกติของการควบคุมดูแลรักษาความสงบเรียบร้อยว่าจะต้องมีกฎหมายอะไรบ้าง ที่จะทำให้ตำรวจควบคุมสถานการณ์ได้ และทำให้ผู้ที่ไปใช้สิทธิตามรัฐธรรมได้อยู่ในกรอบที่เหมาะสม

 เมื่อถามถึงกรณีที่ พล.ท.ดาว์พงษ์ รัตนสุวรรณ ผู้ช่วยเสนาธิการทหารบก ฝ่ายยุทธการ ลงพื้นที่ทำความเข้าใจกับประชาชนในพื้นที่ภาคอีสาน เกี่ยวกับการสลายการชุมนุมกลุ่มคนเสื้อแดง พล.อ.อนุพงษ์ กล่าวว่า สิ่งที่กองทัพกังวลคือว่าความไม่เข้าใจของกระแสข่าวลือที่เกิดขึ้น เมื่ออกไปไกลจากศูนย์กลางของประเทศ คือจากกรุงเทพฯ ไปเรื่อย ๆ กระแสข่าวต่าง ๆ ก็จะผิดเพี้ยนไปและไม่ถูกต้อง ความไม่เข้าใจของคนก็จะนำมาความขัดข้องทางจิตใจ และเกิดปัญหาขึ้นมาในการที่จะแสดงออกทางการเมือง ซึ่งจะเกิดความไม่เรียบร้อยอยู่ดี กองทัพบกก็จะชี้แจงให้ฟังว่า เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นเกิดขึ้นมาอย่างไร และเราได้ปฏิบัติอย่างไร โดยให้ผู้ที่มีส่วนเกี่ยวข้องไม่ว่าจะเป็นระดับของฝ่ายเสนาธิการหรือฝ่ายผู้ปฏิบัติ หรือพลทหารที่อยู่ในพื้นที่ไปเรียนชี้แจงให้กับประชาชน หรือผู้นำท้องถิ่นให้เข้าใจ เพื่อสร้างความเข้าใจที่ถูกต้องว่ากองทัพได้ดำเนินการไปอย่างไร ส่วนคนที่ไม่เข้าใจในสิ่งที่กองทัพชี้แจงนั้น ก็ไม่เป็นไร เพราะจิตใจเรื่องความเข้าใจเราไปบังคับใครไม่ได้ เราก็เอาความจริงไปชี้แจงให้ฟัง ก็คงจะได้ผลในส่วนที่คนเข้าใจ ส่วนที่คนพยายามจะไม่เข้าใจก็คงจะมีช่องที่ได้พูดคุยกับเรา ตนไม่ถือว่าเสียโอกาสเป็นสิ่งที่ดี

 เมื่อถามว่า กลุ่มคนเสื้อแดงที่จะใช้แนวทางของกลุ่มคอมมิวนิสต์เคลื่อนไหวต่อต้านรัฐบาล พล.อ.อนุพงษ์ กล่าวว่า เรื่องแนวคิดนี้จะมีหรือไม่ยังไม่มีใครไปอนุมานได้ ตนก็อนุมานไม่ได้ว่าเป็นอย่างไร แต่อย่างไรก็ตามบ้านเมืองเราก็มีเสรีจะคิดจะทำอะไรได้แต่ก็จะต้องอยู่ในความสงบเรียบร้อย และไม่น่าจะก่อให้เกิดปัญหาอะไร เมื่อถามว่า ในสถานการณ์ปัจจุบันแนวทางคอมมิวนิสต์จะเข้ากับสถานการณ์ปัจจุบันได้หรือไม่ พล.อ.อนุพงษ์ กล่าวว่า ถ้าถามว่าแนวคิดดังกล่าวจะกลับมาได้หรือไม่ กระแสสังคมในตอนนี้ไม่น่าจะได้