เตือนทะเลหนุนสูงรอบเย็น2.61ม.
กรมอุทกศาสตร์เผยระดับน้ำเจ้าพระยาช่วงเช้าสูงสุด 2.46 ม. กรมชลฯเตือนรับมือน้ำทะเลหนุนสูงอีกรอบเย็นนี้ 2.61 ม. 29 ต.ค.คาด 2.65 ม. ถนนเยาวราชน้ำเอ่อท่อระบายน้ำ ขณะเดียวกันน้ำเริ่มท่วมลานจอดรถดอนเมือง กู้กำแพงริมคลองพระโขนงสำเร็จ-ถ.รถไฟสายเก่าสัญจรได้ปกติ
กรมอุทกศาสตร์ กองทัพเรือ แจ้งสภาวะระดับน้ำในแม่น้ำเจ้าพระยา บริเวณหน้ากองบัญชาการกองทัพเรือ ประจำวันที่ 28 ตุลาคม 2554 ดังนี้ เมื่อวันที่ 27 ตุลาคม 2554 น้ำขึ้น 2 ครั้ง เมื่อเวลา 06.30 น. สูงกว่าระดับทะเลปานกลาง 2.46 เมตรและ เมื่อเวลา 17.30 น. สูงกว่าระดับทะเลปานกลาง 2.36 เมตร
สำหรับระดับน้ำในวันที่ 28 ต.ค.น้ำขึ้น - ลง 2 ครั้ง คาดว่าน้ำลงเต็มที่เวลา 02.16 น. สูงกว่าระดับทะเล ปานกลาง 1.36 เมตร ขึ้นเต็มที่เวลา 08.03 น. สูงกว่าระดับทะเลปานกลาง 2.57 เมตร น้ำลงเต็มที่เวลา 13.35 น. สูงกว่าระดับทะเลปานกลาง 2.17 เมตร และน้ำขึ้นเต็มที่เวลา 17.52 น. สูงกว่าระดับทะเลปานกลาง 2.44 เมตร จากปริมาณการระบายน้ำในปัจจุบันคาดว่าในช่วงน้ำทะเลหนุนสูงในวันที่ 29 - 31 ตุลาคม 2554 จะสูงกว่าระดับทะเลปานกลางประมาณ 2.60 - 2.65 เมตร ทั้งนี้ระดับน้ำที่ให้ไว้เป็นระดับซึ่งรวมระดับน้ำทะเลหนุนและอิทธิพลอื่น ๆ ไว้แล้ว หากมีการเปลี่ยนแปลงการระบายน้ำ หรือ มีปริมาณน้ำฝนที่ผิดปกติ ระดับน้ำอาจจะมีการเปลี่ยนแปลงจากนี้ได้
ทั้งนี้ จากการตรวจวัดระดับน้ำเจ้าพระยาของ กรมอุทกศาสตร์ เช้านี้ พบว่า ระดับน้ำในแม่น้ำเจ้าพระยาขึ้นสูงตอนเช้า 2.46 ม. ต่ำกว่าที่คาดการณ์ไว้
ด้านกรมชลประทาน ระบุว่า ระดับน้ำเจ้าพระยาที่บริเวณสะพานพุทธเมื่อเวลา 07.15 น.วัดได้ 2.61 เมตรจากระดับน้ำทะเลปานกลาง (รทก.) สูงขึ้นกว่าเมื่อวานนี้ที่วัดได้ 2.55 เมตร ซึ่งในช่วงเย็นนี้น้ำทะเลจะหนุนสูงขึ้นอีกในระดับเดียวกันกับช่วงเช้า ดังนั้นบ้านเรือนประชาชนตามริมฝั่งแม่น้ำเจ้าพระยาที่แนวคันกั้นน้ำยังสามารถรับมือกับช่วงน้ำทะเลหนุนในช่วงเช้านี้ได้ ก็จะไม่มีปัญหากับช่วงเย็นนี้
ถนนเยาวราชน้ำเอ่อท่อระบายน้ำ
ผู้สื่อข่าวเดินทางไปสำรวจสถานการณ์น้ำท่วมที่ถนนเยาวราชซึ่งเป็นพื้นที่ติดริมแม่น้ำเจ้าพระยา โดยน้ำจะเอ่อท่วมในเฉพาะเวลาที่มีน้ำทะเลหนุนเท่านั้น และเมื่อช่วงเช้าที่ผ่านมา โดยชาวบ้านเปิดเผยว่า คันกั้นน้ำที่บริเวณท่าเรือสวัสดี ภายในถนนทรงสวัสดิ์ วัดสัมพันธวงศาราม วรวิหาร (วัดเกาะ เยาวราช)ได้พังทำให้ท่วมถนนเยาวราช แต่ขณะนี้เจ้าหน้าที่ได้ซ่อมแซมเสร็จเรียบร้อยแล้ว ขณะเดียวกันที่ถนนทรงเสริม อยู่หน้าท่าเรือดังกล่าว ยังคงมีน้ำท่วมขัง ซึ่งเป็นน้ำจากแม่น้ำเจ้าพระยาที่ออกมาทางท่อระบายน้ำ
ส่วนบรรยากาศการค้าขายทอง บริเวณถนนเยาวราชบางร้านได้ปิดชั่วคราว โดยมีการนำ แผ่นพลาสติก กระสอบทรายมาปิดกั้นหน้าร้าน ส่วนร้านที่ยังเปิดอยู่นั้น ก็ได้มีการนำแผ่นยิปซั่มรวมทั้งใช้กระสอบทรายทำเป็นทางเข้าออก
น้ำเริ่มท่วมลานจอดรถดอนเมือง
ผู้สื่อข่าวรายงานว่าเมื่อเวลาประมาณ 14.30 น. เจ้าหน้าที่ ศปภ. ได้ประกาศให้ผู้ที่นำรถมาจอดที่ลานจอดรถชั้นหนึ่ง ของอาคารผู้โดยสารในประเทศ ซึ่งเป็นที่ทำการของ ศปภ. ให้ย้ายรถออกไปเพราะขณะนี้เริ่มมีน้ำท่วมขังบริเวณดังกล่าวแล้ว ทั้งนี้เมื่อผู้สื่อข่าวลงไปตรวจสอบบริเวณดังกล่าวก็พบว่ามีน้ำเจิ่งนองลานจอดรถ โดยมีความสูงประมาณ 5 ซม. ซึ่งบริเวณดังกล่าวเดิมเคยเป็นจุดรับของบริจาค แต่ตอนนี้ได้ย้ายออกไปแล้ว ขณะที่ด้านหน้าถ.วิภาวดีรังสิต ก็เหลืออีกเพียง 30 ซม. น้ำก็จะล้นกำแพงเข้ามาในท่าอากาศยานดอนเมือง ทั้งนี้น้ำที่ขังภายในพบว่าเป็นน้ำที่ผุดขึ้นมาจากท่อระะบายน้ำ และซึมเข้ามาจากประตูรั้ว
กู้กำแพงริมคลองพระโขนงสำเร็จ-ถ.รถไฟสายเก่าสัญจรได้ปกติ
พ.ต.ท.วิทยา พูนวิทย์ รองผู้กำกับการ สน.คลองตัน เปิดเผยว่า จากกรณีที่กำแพงริมคลองพระโขนง ชำรุดทำให้น้ำไหลเข้าท่วมบริเวณหมู่บ้านหิมะ ภายในซอยสุขุมวิท 48 ขณะนี้ เจ้าหน้าที่เทศกิจ ได้เร่งซ่อมแซมกำแพงเสร็จสิ้นแล้ว ในส่วนที่มีน้ำท่วมขังเล็กน้อยนั้น เป็นน้ำที่เอ่อล้นขึ้นมาจากท่อระบายน้ำ เจ้าหน้าที่ได้เร่งสูบน้ำออก ซึ่งขณะนี้สถานการณ์ไม่น่าเป็นห่วงมากนัก แต่ต้องเฝ้าระวังตลอดเวลา
ส่วนถนนรถไฟสายเก่า โดยในช่วงเช้าที่ผ่านมา มีการปิดจราจร เนื่องจากปริมาณน้ำหนุนขึ้นมาบนถนน แต่ขณะนี้ระดับน้ำลดลงแล้ว รถสามารถกลับมาสัญจรได้ตามปกติ
เปิดสถิติแรงงานข้ามชาติกว่า6แสนได้รับผลกระทบจากน้ำท่วม
ผู้สื่อข่าวรายงานว่าองค์กรองค์กรเครือช่ายที่ทำงานด้านประชากรข้ามชาติ (Migrant Working Group) ได้จัดทำรายงานเบื้องต้นเกี่ยวกับสถานการณ์การช่วยเหลือแรงงานข้ามชาติพบว่ามีแรงงานในพื้นที่ประสบภัยพิบัติประมาณ 600,000 คน ที่อาจจะได้รับผลกระทบจากภัยพิบัติน้าท่วมในครั้งนี้ ซึ่งส่วนใหญ่ทำงานในภาคอุตสาหกรรม เกษตรกรรม และงานบริการทั่วไป ในรายงานระบุอีกด้วยว่ายังมีแรงงานจำนวนหนึ่งที่ยังคงอยู่ในพื้นที่ประสบภัยน้าท่วม และยังเข้าถึงการช่วยเหลือที่จำกัดอันเนื่องมาจากการขาดข้อมูล การสื่อสาร และกลไกการช่วยเหลือ
น.ส.โรยทราย วงศ์สุบรรณ ผู้ประสานงานทำงานด้านประชากรข้ามชาติ กล่าวว่า การเข้าถึงข้อมูลที่สำคัญสาหรับผู้ประสบภัยน้ำาท่วมในกลุ่มแรงงานข้ามชาติยังเป็นไปได้ค่อนข้างจำกัด เนื่องจากข้อมูลสาหรับการขอความช่วยเหลือทั้งหมดยังเป็นภาษาไทย รวมถึงการโทรศัพท์แจ้งขอความช่วยเหลือเบื้องต้นส่วนใหญ่ยังใช้ภาษาไทย ทำให้เกิดข้อติดขัดในการเข้าถึงข้อมูลเป็นอย่างมาก ทั้งนี้องค์กรที่ให้ความช่วยเหลืออย่างรัฐบาลไทยยังขาดแผนระยะยาวในเรื่องการจัดการประเด็นการคุ้มครองสิทธิแรงงานหลังจากที่สถานประกอบการประสบปัญหาน้าท่วม และไม่สามารถจ้างงานในช่วงระยะเวลาต่อไปได้
ผู้ประสานงานเครือข่ายที่ทำงานด้านประชากรข้ามชาติ กล่าวอีกว่า นอกจากนี้แล้วการดำเนินการส่งแรงงานข้ามชาติที่ต้องการเดินทางกลับบ้านในประเทศต้นทาง ก็ยังไม่มีแนวทางที่ชัดเจนและเหมาะสมกับความต้องการและความปลอดภัยของแรงงานข้ามชาติเท่าที่ควร จึงจำเป็นที่จะต้องมีกลไกขึ้นมาดำเนินการรองรับ เพื่อให้เกิดการเดินทางกลับบ้านของแรงงานอย่างปลอดภัยมากที่สุด รวมทั้งควรจะต้องคำนึงถึงเรื่องการประสานงานไปยังสถานฑูตของประเทศต้นทาง หรือ ประสานไปที่องค์กรระหว่างประเทศ เพื่อให้มีการออกเอกสารรับรองการเดินทางกลับ และการได้รับการดูแลในเรื่องสิทธิต่างๆ ที่แรงงานข้ามชาติจะต้องได้รับหากต้องเดินทางกลับบ้านต่อไป
“รัฐบาลและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในการดูแลแรงงานข้ามชาติยังขาดมาตรการเร่งด่วนต่อเรื่องการจัดการดูแลแรงงานข้ามชาติในภาวะภัยพิบัติในเรื่องนโยบายและแนวปฏิบัติจากหน่วยงานและระดับนโยบายที่เกี่ยวข้อง ส่งผลให้เกิดภาวะลักลั่นต่อการขอความช่วยเหลือ และเข้าไปช่วยเหลือแรงงานข้ามชาติที่ประสบปัญหาน้าท่วม เช่น ทำให้เกิดกรณีของการจับกุมแรงงานข้ามชาติที่เดินทางออกจากพื้นที่น้ำท่วม หรือแนวทางต่ออนาคตการจ้างงานของแรงงานข้ามชาติอย่างชัดเจน เช่น เรื่องค่าจ้างค้างจ่าย การเปลี่ยนย้ายนายจ้างยังขาดการพัฒนาระบบการกระจายข้อมูลหรือระบบการติดต่อขอรับความช่วยเหลือจากกลุ่มแรงงานข้ามชาติเป็นภาษาของแรงงาน และเป็นมิตรต่อแรงงานข้ามชาติ ซึ่งทาให้แรงงานข้ามชาติส่วนใหญ่ยังตกอยู่ในภาวะที่เข้าไม่ถึงข้อมูล และความช่วยเหลือที่จาเป็นอยู่เช่นเดิม รวมทั้งต่อการค้นหาแรงงานข้ามชาติที่ยังติดอยู่ในพื้นที่น้าท่วมของหน่วยงานให้ความช่วยเหลือต่างๆ ด้วย” น.ส.โรยทราย กล่าว
ผู้ประสานงานทำงานด้านประชากรข้ามชาติ ระบุอีกด้วยว่า การดาเนินการช่วยเหลือแรงงานข้ามชาติในพื้นที่ประสบภัยน้าท่วมที่ผ่านมายังขาดการประสาน และการส่งต่อข้อมูลอย่างเป็นระบบในแต่ละหน่วยงาน และองค์กรที่เกี่ยวข้องต่างๆ ทำให้ขาดแผนการดาเนินการที่ชัดเจนในด้านการให้ความช่วยเหลือทั้งระยะสั้นและระยะยาว ขณะเดียวกันก็ยังขาดการสร้างบทบาทการตัดสินใจร่วมของกลุ่มแรงงานข้ามชาติที่ประสบภัย ส่งผลให้การช่วยเหลืออาจจะไม่สอดคล้องหรือมีผลกระทบต่อตัวแรงงานข้ามชาติตลอดระยะเวลาที่ผ่านมาแรงงานข้ามชาติยังเป็นกลุ่มมีความเสี่ยงต่อการถูกมองข้าม และถูกเอารัดเอาเปรียบในกระบวนการจ้างงาน กระบวนการค้ามนุษย์ และในสังคมมาโดยตลอด ทำให้เมื่อประสบภัยพิบัติสิ่งที่จาเป็นในช่วงต่อไปคือ เรื่องการฟื้นฟูและดูแลทางจิตใจ เพื่อให้แรงงานข้ามชาติมีความพร้อมที่จะกลับไปทางานและใช้ชีวิตอย่างมีความสุขรวมกับผู้คนกลุ่มต่างๆ ในสังคมไทยต่อไป
ผู้สื่อข่าวรายงานว่าในวันเดียวกันนี้ คณะอนุกรรมการสิทธิมนุษยชนด้านชนชาติ ผู้ไร้สัญชาติ แรงงานข้ามชาติ และผู้พลัดถิ่น สภาทนายความ ได้จัดทำจดหมายเปิดผนึกเพื่อยื่นให้กับสำนักงานตำรวจแห่งชาติ โดยระบุข้อเรียกร้องให้เจ้าหน้าที่ตำรวจยุติพฤติกรรมเรียกรับผลประโยชน์กับแรงงานข้ามชาติในสถานการณ์น้ำท่วม โดยนายสุรพงษ์ กองจันทึก ประธานคณะอนุกรรมการสิทธิมนุษยชนด้านชนชาติ ผู้ไร้สัญชาติ แรงงานข้ามชาติและผู้พลัดถิ่น
สภาทนายความระบุถึงการจัดทำจดหมายเปิดผนึกในครั้งนี้ว่า คณะอนุกรรมการได้รับเรื่องร้องเรียนเป็นจำนวนมากว่าแรงงานข้ามชาติและผู้ติดตามในพื้นที่ประสบอุทกภัยที่ต้องอพยพหนีน้ำไปพักอาศัยอยู่กับญาติและพื้นที่อื่นๆ ถูกเจ้าหน้าที่ตำรวจจับกุมข้อหาออกนอกพื้นที่โดยไม่ได้รับอนุญาต ไม่มีเอกสารประจำตัวมาแสดง ทำงานโดยไม่ได้เปลี่ยนย้ายงานย้ายนายจ้างอย่างถูกต้องตามกฎหมาย โดยกรณีที่ได้รับเรื่องร้องเรียนล่าสุดคือหญิงสาวชาวพม่าและครอบครัวถูกจับกุมที่สถานีขนส่งหมอชิตและถูกเจ้าหน้าตำรวจรีดไถเงินเป็นจำนวน 5,000 บาท ซึ่งแรงงานที่หนีน้ำท่วมมาไม่มีเงินในจำนวนที่มากมายขนาดนั้นและเอกสารสำคัญบางส่วนก็หายไปเมื่อหนีน้ำท่วม
“ปัญหาการรีดไถจากเจ้าหน้าที่ตำรวจ อันเป็นการฉวยโอกาสซ้ำเติมและแสวงหาประโยชน์ในทางมิชอบต่อแรงงานข้ามชาติผู้ประสบอุทกภัย คณะอนุกรรมการสิทธิมนุษยชนด้านชนชาติ ผู้ไร้สัญชาติ แรงงานข้ามชาติ และผู้พลัดถิ่น สภาทนายความจึงด้จัดทำจดหมายเปิดผนึกฉบับนี้ขึ้นมาเพื่อขอให้ผู้บัญชาการสำนักงานตำรวจแห่งชาติสั่งการไปยังผู้ใต้บังคับบัญชาทุกหน่วยงาน ให้ปฏิบัติต่อแรงงานข้ามชาติและผู้ติดตามผู้ประสบภัยในการรักษาชีวิตเพื่อนมนุษย์ โดยเคารพศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ ซึ่งเป็นประโยชน์สูงสุดของการอยู่ร่วมกัน รวมทั้งเป็นคุณธรรมที่จำเป็นต้องเกื้อกูลดูแลกัน
โดยให้ความคุ้มครองและให้ความช่วยเหลือตามหลักสิทธิมนุษยชนและหลักมนุษยธรรมแก่ทุกคนรวมถึงแรงงานข้ามชาติโดยเสมอภาค ไม่เลือกปฏิบัติด้วยเหตุแห่งสัญชาติ เชื้อชาติ ภาษา วัฒนธรรม หรือสถานะทางกฎหมาย ซึ่งมีหลักกฎหมายระหว่างประเทศ สนธิสัญญา อนุสัญญาระหว่างประเทศจำนวนมาที่ไทยลงนาม และรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช ๒๕๕๐ ให้การรับรอง ซึ่งเป็นหลักกฎหมายที่อยู่เหนือกฎหมายคนเข้าเมืองและกฎหมายการทำงานของคนต่างด้าว” นายสุรพงษ์ กล่าว



