ข่าว

น้ำท่วมวิกฤติกว่า'ยุคต้มยำกุ้ง'

น้ำท่วมวิกฤติกว่า'ยุคต้มยำกุ้ง'

28 ต.ค. 2554

วิกฤติกว่า'ยุคต้มยำกุ้ง' : ขยายปมร้อน โดย สมถวิล เทพสวัสดิ์

          ถึงวันนี้กรุงเทพมหานครก็เข้าสู่สถานการณ์วิกฤติน้ำท่วม โดยเฉพาะพื้นที่ฝั่งตะวันตกที่ติดแม่น้ำบ้างอย่างจรัญสนิทวงศ์และบางพลัดประชาชนต่างพากันอพยพแล้ว

          ในที่สุด "ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร" นายกรัฐมนตรี ยอมรับกรุงเทพฯ อยู่ในสภาวะวิกฤติ คันกั้นน้ำทำได้เพียงชะลอน้ำไม่ให้ไหลเร็วเท่านั้น และอาจทำให้น้ำท่วมขังนานถึง 1 เดือน

          รัฐบาลได้หาที่พักชั่วคราวไว้ในต่างจังหวัดและขอให้ประชาชนไปพักอาศัยเพื่อความปลอดภัย" คำพูดของ "นายกฯ ยิ่งลักษณ์" สะท้อนให้เห็นว่าลึกๆ แล้วรัฐบาลอยากอพยพคนกรุงออกนอกกรุงเทพมหานคร ในช่วงที่น้ำไหล่บ่าท่วมทุกพื้นที่ในกรุงเทพมหานคร เพื่อความสะดวกในการทำงานของเจ้าหน้าที่ในการเร่งผลักดันน้ำให้ไหลลงสู่แม่น้าเจ้าพระยาให้รวดเร็วที่สุด

          โดยรัฐบาลมองว่า "ประชาชน" บางพื้นที่มีผลให้การไหลของน้ำช้าลงทั้งกรณีไปสร้างคันกั้นน้ำ และการชุมนุมไม่ให้เจ้าหน้าที่รัฐสูบน้ำลงคลองก่อนระบายลงสู่แม่น้ำเจ้าพระยา เนื่องจากการสูบน้ำจากที่หนึ่งไปยังที่หนึ่งอาจสร้างปัญหาทำให้เกิดน้ำท่วมได้ จึงเกิดกระแสประชาชนในพื้นที่ต่อต้านเจ้าหน้าที่

          สอดคล้องกับการประชุมของ "ศูนย์ปฏิบัติการช่วยเหลือผู้ประสบอุทกภัย" (ศปภ.) ที่ประชุมร่วมกับหัวหน้าส่วนราชการ รัฐมนตรีของพรรคเพื่อไทย รวมถึงสมาชิกบ้านเลขที่ 111 ได้ประชุมผ่านระบบวิดีโอคอนเฟอเรนซ์ไปยังจังหวัดรอบกรุงเทพฯ โดยมีการสมมติสถานการณ์น้ำท่วมกรุงเทพฯ ในระดับเลวร้ายที่สุด

          โดยเตรียมพื้นที่แต่ละจังหวัดเป็นศูนย์พักพิงไว้ เช่น กาญจนบุรี สุพรรณบุรี ราชบุรี เพชรบุรี ชลบุรี นครราชสีมา เป็นต้น

          แสดงว่านอกจากปัญหาอพยพคนจำนวนมากแล้ว รัฐบาลเริ่มห่วงเรื่องการขาดแคลนอาหารในเมืองหลวง เห็นได้จากมติคณะรัฐมนตรี ที่เปิดให้นำเข้าน้ำดื่มจากต่างประเทศ อาหารบางประเภทที่เริ่มขาดแคลน เพราะคนในกรุงเทพฯ มีหลายล้านคน เมื่อน้ำดื่มและอาหารไม่เพียงพออาจเกิดการแย่งชิง ทะเลาะวิวาทจนลุกลามบานปลายได้

          ดังนั้น การทำให้คนกรุงมีจำนวนเหลือน้อยที่สุดสะดวกกับการบริหารงานช่วงน้ำท่วมของรัฐบาลในทุกด้าน

          ที่ผ่านมา "นายกฯ ยิ่งลักษณ์" ยืนยันไม่ยอมประกาศพระราชกำหนดการบริหารราชการ ในสถานการณ์ฉุกเฉิน พ.ศ.2548 เพราะกลัวเสียภาพลักษณ์ของประเทศ ทำให้นักลงทุนไม่มั่นใจ ขณะที่คนภายนอกมองว่ารัฐบาลกลัวเสียหน้า เพราะว่าฝ่ายค้านเป็นคนเสนอ และหวาดระแวงกองทัพจะได้รับความชื่นชมมากกว่ารัฐบาล

          แต่สถานการณ์ปัจจุบันทุกพื้นที่มี "กองทัพ" เข้าไปช่วยเหลือชาวบ้านเป็นหลัก เพราะมีความพร้อมในเรื่องเครื่องมือ และกำลังพล ที่สำคัญการทำงานของทหารที่ลงพื้นที่เมื่อ "นายสั่ง" มีการจัดกำลังเป็นหมวดหมู่ ทำงานไม่มีเอาหน้า เมื่อนายสั่งให้ช่วยเหลือประชาชนทหารทุกคนช่วยกันทำเต็มที่ ภาพที่ออกมาจึงได้รับความชื่นชม

          ทหารบางคนที่บ้านก็ถูกน้ำท่วมเหมือนกันแต่ไม่สามารถกลับไปช่วยเหลืออพยพคนที่บ้านของตัวเองได้ เพราะต้องมาปฏิบัติหน้าที่ตามคำสั่งผู้บังคับบัญชา ในใจลึกๆ ก็ได้แต่หวังว่า "ทหารที่เข้าไปช่วยพ่อแม่ของเขาจะช่วยอย่างเต็มกำลังเหมือนที่เขากำลังทำ"

          ที่ผ่านมา "กองทัพ" จึงได้รับคำชื่นชมไปฝ่ายเดียว!

          หากมองในมุมบริหารต้องถือว่า "รัฐบาล" บริหารงานไม่เป็น เพราะกองทัพอยู่ใต้บังคับบัญชา ถ้า "นายกฯ ยิ่งลักษณ์" เป็นงานก็ประกาศรวมศูนย์โดยนายกรัฐมนตรีเป็นประธาน และมอบ "ผู้นำเหล่าทัพ" เป็นรองประธานและทำงานควบคู่กันไปรัฐบาลก็ไม่เสียบทบาทให้แก่กองทัพ

          แต่ที่ผ่านมา "รัฐบาล" บริหารภายใต้พื้นที่ความนิยมของตัวเองให้น้ำหนักกับกลุ่มคน โดยเฉพาะส.ส.และมวลชนคนเสื้อแดง ถือเป็นการใช้การเมืองบริหารและกำหนดวิธีการแก้ไขปัญหาสุดท้ายกลายเป็นสร้างปัญหาให้แก่รัฐบาลแทน

          เพราะการแจกจ่ายถูกมองว่าเน้นในพื้นที่ฐานเสียงของตัวเองก่อนเพื่อคะแนนนิยม ทำให้เกิดความเสื่อมเสียร้ายแรง การนำของส่วนกลางที่ประชาชนทั่วไปนำมาบริจาคไปสวมสิทธิ์เป็นชื่อของตัวเองและพวกตัวเอง เช่น การติดสติกเกอร์ชื่อตัวเองข้างถุงยังชีพ เอารถทหารติดป้ายชื่อตัวเองเอาของไปแจก ซึ่งเป็นการกระทำที่คนไทยรับไม่ได้

          ซึ่งเรื่องเหล่านี้ "นายกฯ ยิ่งลักษณ์" อาจไม่รู้ แต่เมื่อทราบเรื่องต้องรีบแก้ไขและชี้แจงให้ประชาชนรับทราบ

          เมื่อกระแสสังคมเริ่มต่อต้านคนเริ่มนำของมาบริจาคลดลงจึงมีคนเสนอให้ "กองทัพ" เข้ามาเป็นผู้ดูแลของบริจาคทั้งหมด พร้อมกับจัดเจ้าหน้าที่ทำบัญชีของที่ได้รับบริจาค

          ปัญหาทุกอย่างเริ่มรุมเร้ารัฐบาล การให้สัมภาษณ์ของ "นายกฯ ยิ่งลักษณ์" ต่อสื่อมวลชนพยายามพูดน้อยที่สุด

          ระยะหลังจึงเริ่มเห็นภาพ "นายกฯ ยิ่งลักษณ์" พล.อ.ยุทธศักดิ์ ศศิประภา รมว.กลาโหมพล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ผู้บัญชาการทหารบก และม.ร.ว.สุขุมพันธุ์ บริพัตร ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร มีความใกล้ชิดและหารือร่วมกันมากขึ้นกว่าเดิม

          และท้ายสุด "กทม." ในฐานะเจ้าของพื้นที่มีบทบาทนำในการบริหารจัดการการระบายน้ำลงแม่น้ำเจ้าพระยาร่วมกับ "กรมชลประทาน"

          ขณะที่ "กองทัพ" มีบทบาทนำเรื่องการอพยพประชาชนกรุงเทพมหานครและปริมณฑล ใช้กำลังพลทั้งหมดประมาณ 5 หมื่นคน รถ 1,000 กว่าคัน เรือ 1,000 กว่าลำ ดูแลประชาชน โดยประสานงานกับ กทม.และกระทรวงมหาดไทย ในพื้นที่จังหวัดต่างๆ และพยายามทำทุกทางเพื่อไม่ให้น้ำเข้ามาในพื้นที่ที่จะต้องดูแล

          หน้าที่ของ "รัฐบาล" จากนี้ไปให้เตรียมแผนฟื้นฟูประเทศที่ครั้งนี้ถือวิกฤติยิ่งกว่า "ต้มยำกุ้ง"!